เช้าวันต่อมา เธอเริ่มต้นวันด้วยการออกไปจิบน้ำชากับไท่ฟูเหรินในตอนสาย
บรรยากาศบนโต๊ะน้ำชานั้นเป็ไปตามระเบียบแบบแผนโดยมีนางกำนัลคนสนิทของเธอค่อยปรนนิบัติไท่ฟูเหรินแทนเธอเนื่องจากเธอมีสถานะสูงกว่า
ส่วนการพูดคุยนั้นก็สั้นยิ่งกว่าสั้น เรียกได้ว่าเสียงวางถ้วยชาดังกว่าเสียงคนพูดกันเลยนั่นก็เพราะไท่ฟูเหรินก็ยังคงรักษาระยะห่างกับเธอตามเดิม
ถึงแม้ว่านางจะไม่แสดงออกว่าไม่เป็มิตร แต่สายตาของนางก็เรียบนิ่งจนเธอมองไม่ออกว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์กับนางยังไง
และการจิบน้ำชาครั้งนี้ทำให้เธอได้รู้ว่าไท่ฟูเหรินอุปการะเด็กสาวไว้คนหนึ่งชื่อว่าชิงหย่าเห็นว่านางเป็ลูกสาวของเพื่อนสนิทนางที่เสียชีวิตไปแล้ว
สายตาของชิงหย่าที่มองมาทางเธอนั้นให้ความรู้สึกแปลก ๆ อย่างไรชอบกลเหมือนนางไม่ค่อยชอบหน้าเธอสักเท่าไรและนางก็เป็คนเดียวกันกับที่ทำพัดตกในวันนั้น!
รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตาด้วยยังไงไม่รู้...
หลังจากที่ถามไถ่สารทุกสุกดิบของไท่ฟูเหรินอยู่เกือบครึ่งชั่วยามเธอก็ขอตัวกลับ พอตกบ่าย ท่านหมอลู่หรือหมอหลวงลู่จงไห่ก็มาขอพบเธอตามกำหนดตรวจที่จะเกิดขึ้นทุกวันสามวัน
เธอเหลือบมองชายวัยกลางคนที่กำลังตรวจชีพจรแล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆเพื่อให้จังหวะหัวใจเต้นคงที่ที่สุด
“หายใจเข้าออกลึกๆ อีกสองสามครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะได้รู้สึกดีขึ้น” คำพูดของหมอลู่ทำให้เธอยิ้มแหยออกมาแล้วรีบทำตามทันที
ก็เพราะเธอรู้ไงเล่าว่าจังหวะการเต้นของหัวใจมันโกหกกันไม่ได้ เธอเลยไม่ค่อยอยากเจอหมอลู่เท่าไร
ท่านหมอลู่ขมวดคิ้วอยู่ชั่วครู่แล้วเหลือบมองเธอคล้ายจับผิดเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือออกและสบตาเธอตรง ๆ
“่นี้องค์หญิงทรงรู้สึกอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”
เธอมองตอบท่านนั่งทบทวนอาการอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะตอบออกมาตามความเป็จริง
“ข้ายังมีรู้สึกอ่อนเพลียเวลาที่เดินเยอะ ๆ และเย็นตามมือเท้าเป็บางครั้งแต่ไม่มีอาการหน้ามืดแล้ว”
“แล้วมีอาการ...อย่างอื่นไหมพ่ะย่ะค่ะ”จังหวะการพูดของหมอลู่ทำให้เธอชะงักไปนิดนึงแต่พอเห็นแววตาของท่านหมอลู่ก็รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร
“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแต่ตอนนี้ข้าพอจะปรับตัวได้แล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วง”คำตอบของเธอทำให้หมอลู่หลุบตาลงแล้วพยักหน้าเบา ๆ
“อันที่จริงโรคเืพร่องนี้สามารถรักษาหายให้ได้หากพระองค์ยอมกินยาอย่างต่อเนื่องและองค์หญิงก็ควรรักษาให้หายเร็วที่สุด”
น้ำเสียงที่เน้นหนักของหมอลู่ทำให้เธอขมวดคิ้วและมองท่านหมอลู่ด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจในเมื่อเธอป่วยก็เธอต้องรักษาอยู่แล้วป่ะ
แต่ทว่าท่านหมอลู่กับมองเธอด้วยสายตาประหลาดก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็อ่อนใจอย่างเห็นได้ชัด
“องค์หญิง ตอนนี้ท่านแต่งงานแล้วนะพ่ะย่ะค่ะท่านควรต้องคำนึงถึงการมีทายาทสืบสกุลให้ท่านแม่ทัพใหญ่มาก ๆ” คำพูดต่อมาของหมอลู่ทำให้เธอชะงักกึกเพราะไม่คาดฝันว่าเขาจะเอ่ยถึงเื่นี้
จู่ๆ หมอลู่ก็จะให้เธอเอาชีวิตไปเสี่ยงตายด้วยการไปทำลูกกับหมอนั่นเนี่ยนะ
ฝันไปเถอะ!
แต่เอ๊ะ...หมอนั้นบอกเองว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเธอนี่น่า แต่ถ้าเื่นี้มันสำคัญมากล่ะก็ เดี๋ยวเธอเพิ่มจำนวนอนุให้อีกสักสามสี่คนก็แล้วกันถึงตอนนั้นหมอนั่นอยากจะมีลูกกี่คนก็มีไป...จะมีจนตั้งทีมฟุตบอลเลยก็ได้
ขอแค่เขาอย่ามายุ่งกับเธอก็พอ!
เธอเหล่ตามองท่านหมอลู่ที่ยังคงมองเธอด้วยสายตาเหมือนผู้ใหญ่ดุเด็กแล้วรีบทำหน้าน่าสงสารทันที
ปัญหาของเธอตอนนี้ไม่ใช่เื่จะมีลูกไหมแต่เป็เื่ของยาขม ๆ ที่จะดาหน้าเข้ามาหาไม่เว้นแต่ละวันต่างหาก
ให้ตายเถอะ!เธออุตส่าห์หนีจากยาสมุนไพรของป๊าที่โดนจับกรอกปากมาั้แ่เด็กด้วยการไปเรียนหมอแผนปัจจุบันได้แล้วแต่ตอนนี้เธอกลับต้องมาเจอยาของหมอลู่แทนเนี่ยนะ
์! ทำไมถึงได้ทำกับข้าอย่างนี้!!!!!
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางสูดลมหายใจเข้าถี่ ๆ ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่านหมอลู่ ไม่ใช่ว่าข้าจะดื้อไม่ยอมให้ท่านรักษานะแต่ว่าข้าทนกินยาพวกนั้นไม่ไหวจริง ๆ”
เศร้าไว้...ไอ้อัญแกต้องเศร้าเดี๋ยวนี้!
“เอาแบบนี้ได้หรือไม่ท่านหมอลู่พอจะมียาที่แบบไม่ขมไหม หรือเอาแบบกลืนลงท้องไปเลยก็ได้ข้ารับรองว่าจะไม่ดื้อเด็ดขาด”
เธอเงยหน้าขึ้นมามองท่านหมอลู่แล้วกัดปากเล็กน้อยพลางกระพริบตาถี่ๆ คล้ายกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลลงมา
คิดถึงยาขม ๆพวกนั้นไง แกห้ามหลุดนะ ไอ้อัญ!
ดวงตาที่ฉายแววเฉลียวฉลาดของท่านหมอลู่หรี่ตามองเธอคล้ายจับผิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ! ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเตรียมยาลูกกลอนให้แต่พระองค์ต้องสัญญากับกระหม่อมว่าจะไม่ดื้ออีก”
น้ำเสียงที่อ่อนลงของหมอลู่ทำให้เธอเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจก่อนที่จะรีบกัดปากตัวเองไว้แน่นเพราะสายตาของท่านหมอลู่นั้นฉายแววรู้ทันจนเธอต้องรีบทำสีหน้าสำนึกผิดแทบไม่ทัน
จะว่าไปแล้ว... ท่านหมอลู่ดูใจดีกว่าที่คิดแฮะ เอ๊ะ!หรือว่าเธอควรจะขอเรียนหมอกับหมอลู่ดีนะ
ไหน ๆ ก็มาถึงเมืองจีนทั้งทีก็ขอวิชาติดตัวกลับไปสักหน่อย อีกอย่างตอนนี้เธอก็เหมือนคนที่ขาดแขนขาความรู้ท่วมหัวแต่เอามาใช้ไม่ได้เพราะขาดเครื่องมือ
ถ้าเธอสามารถเอาความรู้ที่มีกับศาสตร์จีนมาประยุกต์ใช้ด้วยกันได้ต่อไปเธอก็เปิดโรงหมอได้
ดีกว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ เป็ไหน ๆ
“อือ ข้าสัญญา จริงซิ ท่านหมอลู่ ข้าขอเรียนหมอกับท่านได้หรือไม่”คำขอของเธอทำเอาหมอลู่ที่กำลังเขียนเทียบยาถึงกับสะบัดปลายพู่กันจนหมึกกระเด็นไปทั่วแล้วหันมามองเธออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“องค์หญิง พระองค์พูดว่าอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าบอกว่าข้าอยากเรียนหมอกับท่าน” เธอพูดพลางทำตาปริบๆ ใส่หมอลู่จนคิ้วทั้งสองของหมอลู่แถมจะขมวดกันโบ
“เหตุใดพระองค์ถึงมีความคิดแปลก ๆ เช่นนี้ พระองค์เป็ถึงองค์หญิงหรงซีและโหวฟูเหรินจะมาเรียนหมอได้อย่างไร”
“ได้สิ ข้าก็เรียนไว้รักษาตัวเองไงร่างกายข้าไม่ค่อยแข็งแรงนัก ถ้าข้ารู้จักดูแลตัวเองย่อมเป็เื่ดี การป้องกันไม่ให้เป็โรคย่อมดีกว่าการรักษาทีหลังไม่ใช่หรือหรือว่าข้าเข้าใจผิด”
เธอแสร้งทำเสียงอ่อนลงคล้ายไม่แน่ใจ ทั้ง ๆที่รู้ดีว่านี้คือสิ่งที่หมอหลายคนยึดถือเอาไว้
“พระองค์เข้าใจถูกแล้ว แต่เหตุผลเพียงเท่านั้นมันออกจะดูอ่อนไปสักหน่อยกับการที่จะเปลี่ยนใจมาเรียนหมอจริง ๆ”
ข้อสงสัยของหมอลู่ทำให้เธอหลุบตาลงเพื่อซ่อนความลับในใจสมแล้วที่เป็หมอหลวง หลอกยากชะมัด
เอาไงดีว่ะ!
อ้อ...งั้นเอาเื่นี้ล่ะกัน
“เอ่อ...”เธอแสร้งเหลือบมองไปยังนางกำนัลและบ่าวคนอื่น ๆที่นั่งหน้าสลอนกันอยู่เต็มเรือนแล้วโบกมือไล่พวกนั้นออกไปจนเหลือแค่จื้อหลานคนเดียวแล้วให้นางขยับออกไปจนชิดริมประตูห้อง
“มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านต้องสัญญาก่อนนะว่าจะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับสุดยอดห้ามบอกใครเด็ดขาด”
“พ่ะย่ะค่ะ” หมอลู่ขมวดคิ้วพลางมองเธอแสร้งทำท่าอึดอัดคล้ายไม่อยากบอกเขา
เธอหลับตาลงคล้ายตัดสินใจก่อนที่จะยื่นหน้าไปกระซิบเสียงเบาเพื่อให้หมอลู่ได้ยินแค่คนเดียว
“แม้ว่าภายนอกท่านแม่ทัพใหญ่จะดูแข็งแรงมาก แต่แท้จริงแล้วเขาอ่อนแอยิ่งนักตอนเขาหอก็... ก็... เฮ้อ! อย่าให้ข้าพูดเลย เอาเป็ว่าเขาอายจนไม่กล้าหาหมอ ข้าเลยคิดว่าจะรักษาเขาเองไม่อย่างนั้นข้าจะมีทายาทให้ตระกูลจางได้อย่างไร”
พอพูดจบเธอก็ก้มหน้าลงคล้ายอึดอัดและเขินอายที่จะต้องพูดเื่นี้แต่พอเหลือบมองหมอลู่ก็พบว่าเขาช็อคตาตั้งไปแล้ว!
“เฮ้อ!”เสียงถอนหายใจยาวดังพรืดใหญ่มาจากหมอลู่ที่ทำหน้าคล้ายโลกกำลังจะแตก
“พวกท่าน! พวกท่านนี่มันจริง ๆ เลยกระหม่อมล่ะอยากจะบ้าตาย ได้! กระหม่อมจะสอนให้ อีกสักครู่พระองค์ให้จื้อหลานไปเอาหนังสือที่กระหม่อมแล้วอีกสามวันกระหม่อมจะมาทดสอบว่าพระองค์จะเรียนได้หรือไม่”น้ำเสียงของหมอลู่นั้นบ่งบอกชัดว่าเขาใกล้บ้าเต็มที
“ได้! ข้าขอบใจท่านน้ามากที่ช่วยเหลือข้า”เธอพยายามทำเสียงให้ซาบซึ้งใจที่สุดทั้งที่ในใจกำลังหัวเราะลั่น
ฉันขอเอาคืนเื่ที่นายปล่อยให้ฉันนอนทรมานทั้งคืนก็แล้วกันนะ
“งั้นกระหม่อมคงต้องขอตัวกลับก่อนหวังว่าพระองค์คงจะไม่ดื้อเื่กินยา ไม่อย่างนั้นกระหม่อมคงไม่อาจสอนท่านได้”
“ตกลง ข้ารับรองว่าท่านจะได้ลูกศิษย์คนใหม่อย่างแน่นอน”
เธอมองหมอลู่ที่ทำหน้าฮึดอัดแล้วเดินออกไปในขณะที่เธอนั้นซุกหน้าลงกับหมอนกับอิงแล้วปล่อยน้ำตาแห่งความขบขำให้ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
เฮ้อ...ต่อไปเธอจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสักที!