ติ้ง!
เซี่ยปิงอยู่ในระหว่างการเดินทางไปสถานีรถไฟเพื่อหนีออกจากเมืองจันทราทมิฬ จู่ๆ ก็มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบ “มีคนเกลียดคุณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด คุณได้รับคะแนนความเกลียดชังหนึ่งพันคะแนน”
อะไรอีกละเนี่ย?!
พอได้ยินเสียงของระบบ เซี่ยปิงรู้สึกขนลุกชอบกล ความเกลียดชังฝังลึกขนาดนี้มาจากใครกัน หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มชุดขาวที่เขาเพิ่งฆ่าไป
เขาสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่า ด้วยรูปพรรณสัณฐานของเจ้าเด็กนั่นคงมีพื้นเพไม่ธรรมดา ทั้งรู้ด้วยว่าหากฆ่ามันแล้ว เขาจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่ในภายหลัง
แต่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อน มันจะมีคนเกลียดเขาถึงขั้นไม่ยอมเลิกราจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง
“สถานการณ์ตอนนี้มันเริ่มจะตึงมือขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ”
เซี่ยปิงเดินทางไปที่สถานีรถไฟด้วยความระแวดระวัง เมื่อมาถึงตรอกใกล้สถานีรถไฟ จึงเห็นคนขององค์กรใต้ดินเดินตรวจตราอยู่รอบๆ บริเวณนั้นเพิ่มขึ้นเกือบหกเท่า
คนกลุ่มนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ สวมเครื่องแบบสีดำใส่แว่นกันแดดสีทึบ เดินสวนกันไปมาตามจุดต่างๆ คล้ายทหารกำลังออกลาดตะเวน
ผู้โดยสารทุกคนที่เข้าออกสถานีรถไฟต้องถูกตรวจค้นอย่างละเอียด หากไม่พบข้อพิรุธใดๆ พวกเขาจึงจะสามารถไปต่อได้
แต่ถ้าตรวจเจอปัญหาหรือข้อสงสัย พวกเขาจะควบคุมตัวในทันที
“ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ซะแล้ว ตัวตนของชายหนุ่มชุดขาวนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้จริงๆ” ดวงตาเซี่ยปิงมีแสงประกายวาบผ่าน ในเวลาเดียวกัน เขาใช้วิชาเนตรสวรรค์เพื่อตรวจดูสถานการณ์โดยรอบ
นอกเหนือจากวางคนไว้ในสถานีรถไฟแล้ว ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในที่ลับ คอยสอดส่องจับดูการเคลื่อนไหวของทุกคนที่เดินผ่านไปมา เสมือนเป็นการรับประกันว่า หากมีใครคนใดเข้าข่ายน่าสงสัย พวกเขาสามารถลงมือได้อย่างทันท่วงที
ขณะที่เซี่ยปิงประเมินสถานการณ์ ได้ยินเสียงพูดคุยของกลุ่มชายชุดดำที่อยู่ใกล้ๆ
“ฉันไม่ได้เห็นภาพแบบนี้มานานมากแล้ว”
“ใช่ นานมากจริงๆ ได้ยินมาว่าประธานเจิ้งโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ไม่เช่นนั้นคงไม่ออกคำสั่งสูงสุดให้สมาชิกทุกคนในบริษัทเข้าปิดล้อมพื้นที่ทั้งหมด ใครจับไอ้บ่านั่นได้จะมีรางวัลตอบแทนมหาศาล”
“ลูกชายคนเดียวถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด ใครบ้างจะไม่โกรธแค้น!”
“เห็นว่าประธานเจิ้งประกาศด้วยตัวเอง หากจับตัวมันมาได้ เขาจะฉีกร่างแยกกระดูกไอ้สารเลวนั่นออกเป็นพันๆ ชิ้น สืบหาตัวตนของมัน ตามฆ่าล้างครอบครัวของมันทั้งเก้าชั่วโคตร”
“ฆาตกรคนนี้ลงมืออุกอาจเกินไป ไม่พ้นพาครอบครัวตัวเองมาผูกหนี้เลือดนี้ด้วย แต่นี่คือผลของการกระทำที่มันล่วงเกินบริษัทหมีดำของเรา!”
“ใช่! ไม่มีใครหน้าไหนฆ่าคนบริษัทของเราแล้วสามารถหลบหนีออกไปได้!”
“เราจะไม่ยอมปล่อยให้มันหนี!”
“ฉันกำลังจับตามองอยู่ จะไม่มีบุคคลน่าสงสัยคนไหนหลุดลอดจากสายตาฉันไปได้”
กลุ่มคนชุดดำแสดงความคิดเห็นไปต่างๆ นานา ทั้งจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวอย่างเข้มงวด
เซี่ยปิงมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาประเมินความชั่วร้ายของบริษัทหมีดำต่ำเกินไป ถ้าพวกมันรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ครอบครัวของเขาจะต้องประสบปัญหาครั้งใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้
โชคดีที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้าและใช้หน้ากากหนังมนุษย์เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์เดิม พวกมันจึงไม่สามารถระบุตัวตนเขาได้ เว้นแต่ว่าเขาจะถูกจับตัวไปตรวจสอบ
“ฉันแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่า คนของบริษัทหมีดำไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของฉัน”
เซี่ยปิงครุ่นคิด “ไม่มีหนทางไหนเลยที่จะทำให้เราขึ้นรถไฟได้อย่างราบรื่น แค่เดินเข้าไปถึงจุดตรวจ พวกเขาจะพบโอสถทองคำกับตำราลับที่อยู่กับเราทันที”
อีกกรณีหนึ่ง ทิ้งของพวกนี้ไปซะ เขาก็สามารถหลบหนีได้สบายๆ แต่เขาไม่เต็มใจทำเช่นนี้แน่ ของในมือมันล้ำค่าเกินกว่าจะทิ้งให้คนอื่นรับไปง่ายๆ ดังนั้นเขาต้องหาวิธีที่จะได้ทั้งของได้ทั้งชีวิตตัวเอง
“เอ๋….เดี๋ยวก่อน! อาจจะมีอะไรในร้านค้าระบบที่สามารถทำให้ฉันผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้” เซี่ยปิงเปิดร้านค้าของระบบเพื่อดูรายการสินค้า
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เขาก็เจอของสิ่งหนึ่งที่เหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้
‘ยาล่องหน’ ราคาหนึ่งพันสองร้อยคะแนนความเกลียดชัง
คุณสมบัติของยาตัวนี้ ช่วยให้เขาปกปิดระดับการฝึกฝน และอยู่ในสถานะหายตัว มันทำได้แม้กระทั่งหลบเลี่ยงการตรวจจับจากคนอื่นได้ ภายใต้ระยะเวลาจำกัดหนึ่งชั่วโมง
ถ้าเขาใช้ยาล่องหน การหลบหนีออกจากที่นี่จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
แต่ติดตรงที่ราคาของมันสูงถึงหนึ่งพันสองร้อยคะแนนความเกลียดชัง เซี่ยปิงจึงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากซื้อมันก็เท่ากับว่า เขาต้องเสียคะแนนสะสมทั้งหมดที่เขามีอยู่ในตอนนี้เพื่อยาเม็ดเดียว
“ไม่มีทาง! นี่ฉันกลายเป็นคนดีตั้งแต่เมื่อไหร่ จะปล่อยบริษัทหมีดำไว้แบบนี้อย่างนั้นเหรอ ทั้งที่พวกมันเป็นฝ่ายทำให้ฉันลำบากแทบตาย ไหนจะระดมคนจากองค์กรของมันมาไล่ล่าฉันไม่หยุดหย่อน ถ้าคนอย่างเซี่ยปิงไม่ตอบแทนน้ำใจนี้กลับไปบ้าง มันจะดูเสียมารยาทไปหน่อย”
ดวงตาของเซี่ยปิงลุกวาวราวกับมีประกายไฟ เริ่มวาดแผนต่างๆ ในใจ ก่อนจะหนีออกจากเมืองจันทราทมิฬ เขาจะทำให้บริษัทหมีดำต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ ไม่เช่นนั้น ความคับข้องใจที่เขาเคยได้รับคงยากจะชำระคืน
.................
หนึ่งชั่วโมงต่อมา บริเวณชั้นหนึ่งของอาคารบริษัทหมีดำ
เจิ้งเฉิงกำลังมองลูกน้องของเขาด้วยความโมโห “หนึ่งชั่วโมง! ผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วโมง แต่แกทุกคนยังไม่สามารถหาเบาะแสอะไรได้เลย ฉันถามหน่อย ขยะอย่างพวกแกยังมีประโยชน์อะไรบ้าง!”
เจิ้งเฉิงไม่อาจทำใจยอมรับผลลัพธ์นี้ได้ เขาใช้ทรัพยากรทุกอย่างของบริษัท ระดมคนนับหมื่นคนออกไปปิดกั้นพื้นที่ อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่แมลงวันสักตัวก็ไม่สามารถบินออกไปได้
แล้วนี่มันอะไรกัน นอกจากไม่สามารถหาเบาะแสอะไรกลับมาได้เลย ไอ้บัดซบนั่นยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“ขอโทษครับ”
สีหน้าซ่งฮุยเจื่อนลง ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านประธาน ทางเราพยายามทำทุกวิถีทางอย่างเต็มที่ นอกจากจะตรวจคนเข้าออกแล้ว เรายังกระจายคนออกไปสืบหาทั่วทุกมุม ซึ่งก่อนหน้านี้เรายังพบร่องรอยบางอย่าง แต่ครึ่งชั่วโมงต่อจากนั้น เป้าหมายของเราก็หายไปอย่างไร้วี่แวว”
“ผมเดาว่าอีกฝ่ายต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดอยู่เบื้องหลัง และอาจเป็นกลุ่มคนที่มีพลังอำนาจไม่ธรรมดา”
คนในกลุ่มต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้ หากอีกฝ่ายไม่ได้รับการช่วยเหลือจากคนที่อยู่เบื้องหลัง มันก็ไม่มีทางหลบหนีการไล่ล่าของพวกเขาได้
“พวกขยะไร้ประโยชน์! พวกแกนี่มัน!”
อารมณ์ของเจิ้งเฉิงเดือดพล่านจนระเบิดออกมาในที่สุด เขารู้ว่าบริษัทหมีดำไม่ได้เป็นขั้วอำนาจเดียวในเมืองจันทราทมิฬ แต่ยังมีกลุ่มองค์กรใต้ดินหลายกลุ่มที่มีพลังอำนาจเหนือกว่าพวกเขา
ถ้าเกิดว่ามีตัวละครจากกลุ่มอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริง บริษัทหมีดำคงทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้
ในท้ายที่สุดบริษัทหมีดำอาจจำนนต่อความสูญเสียดังกล่าวได้ แต่ไม่ใช่กับเขา—เจิ้งเฉิง!
“ท่านประธาน”
ซ่งฮุยชี้ออกไปที่ทางเข้าห้องโถงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ตรงนั้น! เหมือนมีใครเขียนข้อความบางอย่างทิ้งไว้บนกระดาษ”