
“เสี่ยวผิงผิง!”
“!!!”
เมิ่งเฉินหนวนตาโตด้วยความใ สะดุ้งตัวโหยงยืนแข็งทื่อไปเลย
เมื่อครู่ในตอนที่ลู่เอ้อร์ผิงขว้างกระดูกมาทางเขาในรอบที่สอง เด็กชายก็เตรียมที่จะเบี่ยงตัวหลบไปแล้ว
หากใครจะไปคาดคิดว่าจู่ๆ พี่สาวก็มายืนขวางหน้าเอาไว้ มือคว้ารับกระดูกอย่างง่ายดาย
ชั่วพริบตาเดียว...กระดูกไก่ในมือก็ลอยลิ่วไปกระแทกปากของลู่เอ้อร์ผิงอย่างแรง!
ผลหลังจากนั้นก็คือ...
“ละ...เื!”
เฉียวชุนฮวามือไม้สั่นทำสิ่งใดไม่ถูก เมื่อเห็นเืหยดย้อยออกมาจากปากบุตรชายสุดที่รัก
เหตุใดแค่กินไก่จึงได้เืออกปากเช่นนี้ได้เล่า!
“ฮือออออ ท่านแม่ ท่านแม่! ฟัน...ฟันข้า!”
ลู่เอ้อร์ผิงแหกปากร้องลั่น น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลนองเต็มแก้มกลมป่อง
ซ้ำร้ายกว่านั้นเมื่อเปิดปากพูด ฟันหนึ่งซี่ก็กระเด็นออกจากปากหล่นตุ๊บลงพื้น!
เมิ่งเฉินหนวนอ้าปากค้างตะลึงงัน ไม่อยากจะเชื่อว่าเห็นสิ่งใดไป
เมิ่งหว่านเหยียดยิ้มหยัน เมื่อครู่นางไม่ใช่ว่าจะขว้างกระดูกไก่ไปอย่างไร้ทิศทางเสียหน่อย...
ั้แ่เด็กยันโตจนได้เข้ากองทัพชั้นแนวหน้าระดับประเทศ นางล้วนถูกฝึกฝนอย่างหนักจนิญญาแทบหลุดออกจากร่าง แม้กระทั่งใบไม้ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็อาวุธร้ายกาจได้ นับประสาอะไรกับกระดูกไก่ชิ้นนี้
นี่ยังนับเป็การแก้แค้นให้กับร่างเดิมนี้อีกด้วย ที่เมื่อก่อนโดนเ้าอ้วนลู่เอ้อร์ผิงวางแผนรังแกหลายครั้งหลายคราแต่สู้อะไรไม่ได้ เด็กสาวจึงถือโอกาสครั้งนี้จัดการรวบยอดเสียเลย!
ปากเน่าๆ ไม่ต่างจากบ่อเกรอะเช่นนี้ สมควรได้รับการสั่งสอน!
“เสี่ยวหนวน เจ็บไหม”
เมิ่งหว่านไม่สนใจเสียงร้องไห้ของลู่เอ้อร์ผิง หันมาถามน้องชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พี่ห้าข้าไม่...ข้าเจ็บ...เจ็บนิดเดียว...”
เห็นท่าทางเป็ห่วงของพี่สาว เขาก็ไม่กล้าบอกความจริงว่าเมื่อครู่กระดูกมันกระเด็นมาโดนจุกผม เขาจึงไม่เจ็บเลยสักนิด
แต่ที่ส่งเสียงร้องออกมาเพราะใที่ตนเองเผลอเหยียบขี้ลาต่างหาก...
เอาเถอะ...เ้าอ้วนลู่สมควรโดนแล้ว!
ว่าแต่...พี่สาวขว้างกระดูกได้แม่นยำจริงๆ บังเอิญเหลือเกินที่ไปกระแทกปากของเ้าอ้วนลู่ในตอนที่กำลังอ้าปากหัวเราะเยาะอยู่พอดี
นี่สินะที่เรียกว่าเวรกรรมมีจริง!
“นางเด็กร้ายกาจ กล้าทำร้ายเสี่ยวผิงผิงของข้า!” เฉียวชุนฮวาแผดเสียงตวาดลั่น
หญิงผู้นั้นมองซ้ายขวาอย่างเดือดดาล คว้าเอาไม้ทุบผ้า [1] ขึ้นมา พุ่งพรวดตรงมายังเมิ่งหว่านด้วยความโกรธเกรี้ยว คิดเพียงว่าต้องทำให้นางเด็กบ้านเมิ่งได้ลิ้มรสชาติความเ็ปเช่นเดียวกับบุตรชายของนางให้ได้!
“พี่ห้ารีบหนีเร็วเข้า!” เมิ่งเฉินหนวนหน้าซีด รีบลากแขนพี่สาวให้หนีไปพร้อมกับตน เบิกตาโตราวไข่ห่านมองไปยังเฉียวชุนฮวาที่พุ่งตรงมายังพวกเขาสองพี่น้องด้วยท่าทีเดือดดาล
หากแต่เมิ่งหว่านเพียงถอยหลังไม่กี่ก้าว ดวงตาปรายมองไปโดยรอบ
มุมปากพลันยกยิ้มขึ้นมา แววตาแฝงความซุกซน...
ขณะเดียวกันที่เฉียวชุนฮวาพุ่งตรงเข้ามาประชิดตัวด้วยความโกรธ ง้างไม้ทุบผ้าขึ้นสูง
ฟูบ!
ฟาดซ้าย! เด็กสาวก็หลบทัน
ฟูบ!
ฟาดขวา! เด็กสาวก็เบี่ยงหลบไปอีกด้าน
เป็เช่นนี้หลายคราจนเฉียวชุนฮวาโทสะลุกท่วม เหงื่ออาบเต็มหน้าผาก
“นางเด็กหน้าเหม็น วันนี้ข้าจะเอาเืออกจากปากเ้าให้ได้!”
จนกระทั่งเมิ่งหว่านถอยหลังมาเรื่อยๆ จนแผ่นหลังติดชิดกับต้นไม้ต้นหนึ่ง
ใบหน้าของนางพลันซีดเผือด ดวงตาสั่นเทา มิอาจปกปิดความหวาดกลัวเอาไว้ได้
เฉียวชุนฮวาเห็นโอกาสอันดี กรีดยิ้มมาดร้าย ใช้แรงทั้งหมดที่มีฟาดไปเบื้องหน้าโดยไร้ความลังเล
ฟูบ!!
ตุ๊บ!
หากแต่ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าไม้ทุบผ้าจะฟาดเต็มแรงไปที่ต้นไม้ต้นนั้น และร่างกายเล็กๆ บอบบางของเมิ่งหว่านเบี่ยงหลบอย่างรวดเร็ว
ซ้ำร้าย...รังมด้ายังตกลงมาใส่หัวของเฉียวชุนฮวาอย่างแม่นยำ...
“กรี๊ด!! มด! อย่ากัดข้า! โอ๊ยเจ็บจะตายแล้ว!!”
“ฮืออออ ท่านแม่! ท่านแม่ฟันข้า!!”
ด้วยเหตุนี้บ้านลู่จึงบังเกิดเสียงร้องไห้วุ่นวายใหญ่โตนัก...
คนหนึ่งฟันหักร้องโอดโอยแทบเป็แทบตาย อีกคนก็กรีดร้องโวยวายเพราะมดมากมายไต่เต็มเนื้อตัว...
“หนวกหูจริง”
เสียงโหยหวนประหนึ่งผีร้ายเช่นนี้...เมิ่งหว่านไม่อยากทนรับฟัง
นางจูงมือเมิ่งเฉินหนวนที่ยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พาเด็กชายขึ้นเขาไปอย่างรวดเร็ว
“พี่ห้า...พี่ไม่กลัวป้าเฉียวจะมาเอาเื่หรือ โดยเฉพาะหากท่านลุงลู่กลับมา...”
จริงๆ ในใจของเมิ่งเฉินหนวนก็รู้สึกสะใจไม่น้อยที่พี่สาวสามารถโต้กลับคนบ้านลู่ได้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาสองแม่ลูกคู่นี้ชอบรังแกเมิ่งหว่านและเมิ่งเฉินหนวนบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะทางวาจาเสียดสีหรือทางการกระทำก็ตาม แต่ที่ผ่านมาพวกเขาทำได้เพียงก้มหน้าอดทน รับฟังคำถากถางมากมายด้วยใจบอบช้ำ บ้างก็ทนถูกเ้าอ้วนลู่เอ้อร์ผิงกับลูกสมุนรุมรังแก
บ้านเมิ่งไม่มีผู้ใหญ่ออกหน้าปกป้อง ครั้นจะไปบอกพี่ชายทั้งสอง พวกเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
อย่างไรก็เป็แค่การทะเลาะเบาะแว้งของเด็ก หากเด็กหนุ่มบ้านเมิ่งจะมาลงไม้ลงมือกับสตรีและเด็กที่อายุน้อยกว่าตน เื่นี้ใครรู้เข้าก็เป็ฝ่ายเราที่ผิดอยู่ดี
“พี่ถามเ้า ใครกันที่ลงมือก่อน?”
“เ้าอ้วนลู่...ขว้างกระดูกใส่หัวข้า”
เด็กชายชี้ที่กระจุกผมเล็กๆ
“ขว้างกี่ครั้ง”
“สองครั้ง แต่ว่า...”
ครั้งแรกแค่โดนจุกผม ส่วนครั้งสองไม่เฉียดใกล้ตัวเขาเลย...
“ใช่แล้ว พี่ก็แค่รับกระดูกชิ้นนั้นแล้วส่งกลับคืนให้กับลู่เอ้อร์ผิง แต่เ้านั่นมีไขมันเยอะกลับไร้สมองและยังเห็นแก่กินเกินไป ก็เลยใช้ปากรับกระดูกกลับไปแทนเหมือนหมาไง โฮ่งๆ น่ะ”
เมิ่งหว่านยักไหล่ “กินกระดูกไม่หมดก็ต้องห่อผ้ากลับ [2] เองสิ ในเมื่อกล้าที่จะลงมือรังแกผู้อื่นก่อน ก็ต้องกล้ายอมรับผลที่ตามมาจากการกระทำนั้นด้วย”
นางถือคติที่ว่า ‘เ้าไม่หาเื่ข้า ข้าไม่หาเื่เ้า’
อีกทั้งเมื่อครู่เมิ่งหว่านก็เห็นแล้วว่ามีชาวบ้านหลายคนแอบมองอยู่ห่างๆ
ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนไม่มีใครชอบคนบ้านลู่ที่วางอำนาจบาตรใหญ่ รังแกลูกหลานของพวกเขา หากมีเื่ราวขึ้นมาจริงๆ เมิ่งหว่านก็แค่ใช้เสียงของชาวบ้านช่วยอีกแรง
เพียงแต่อาจจะต้องใช้แผนการสักเล็กน้อย...
“จำไว้เสี่ยวหนวน วันหน้าหากโดนรังแกเช่นนี้อีก เมื่อรู้ตัวว่าสู้กลับไม่ได้ ก็ให้มองดูไปรอบๆ และใช้ความคิดมากกว่าตอบโต้ด้วยพละกำลังอันน้อยนิด ไม่เช่นนั้นทั้งชีวิตก็จะถูกรังแกไปจนวันตาย การโต้ตอบมีหลายวิธี หากไม่มีกำลังสู้ตอบก็ต้องใช้สมองในการแก้ปัญหา”
การศึกไม่หน่ายเล่ห์ [3] ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้มีไมตรีจิต ไม่คิดเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ก็ลองหยิบยื่นสิ่งนี้กลับคืนไปให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสดูบ้าง นี่จึงเรียกว่าเป็การตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ!
“พี่ห้ากำลังสอนให้ข้าทำร้าย...”
“พี่ไม่สนับสนุนให้เ้ารังแกผู้อื่นก่อน” เมิ่งหว่านส่ายหน้า เอ่ยต่อเสียงเรียบ “แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ตอบโต้คนที่ใช้ความรุนแรงกับเราไม่ใช่หรือ
พี่ไม่เชื่อหรอกว่าความมีเมตตากรุณา จะสามารถเอาชนะคนที่ลงมือใช้ความรุนแรงกับเราได้ดีไปกว่าการให้พวกมันรับผลที่ตัวเองก่อเอาไว้เช่นเดียวกัน”
คำพูดของพี่สาว เมิ่งเฉินหนวนย่อมเข้าใจดี
ทั้งเมื่อก่อนหรือกระทั่งในตอนนี้ พวกเขาเอาแต่ยอมก้มหน้าโดนรังแกอยู่เพียงฝ่ายเดียว และทุกอย่างก็ไม่เห็นว่าจะทำให้อะไรดีขึ้นเลย ซ้ำร้ายเ้าอ้วนลู่ยังพาลูกสมุนมารังแกเขามากกว่าเดิม
ในใจพลันคิดถึงพี่ใหญ่ที่เสียชีวิตไปแล้วของตน
หากพี่ใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ จะต้องกำราบพวกคนไม่ดีที่คิดมาหาเื่พวกเขาได้แน่!
“เอาล่ะ อย่าคิดมาก อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ไม่ถึงตายหรอก”
ลู่เอ้อร์ผิงอายุสิบสองปี เมิ่งหว่านก็อายุสิบสองปี นี่เท่ากับว่าเป็เื่เด็กทะเลาะกัน
พวกผู้ใหญ่จะเอาความใดได้มากมาย ฝ่ายลู่เอ้อร์ผิงยังเป็ผู้เริ่มลงมือก่อน ในเมื่อขว้างมา นางก็แค่ขว้างกลับ แต่เขาดันไร้ปัญญาปกป้องตนเองก็เท่านั้น...
แล้วจะโทษใครได้!
“เหตุใดข้าจึงคิดว่าั้แ่พี่ห้าฟื้นขึ้นมา พี่ก็เปลี่ยนไป...”
เด็กชายเติบโตมากับพี่สาวมากกว่าพี่ชายคนอื่นๆ ย่อมรู้ได้ถึงความผิดปกตินี้ได้ไม่ยากนัก
“เมื่อตายไปแล้วครั้งหนึ่ง พี่จึงได้รู้ว่าชีวิตของเรามีค่า จะให้คนอื่นมาทำลายไม่ได้เด็ดขาด”
เด็กชายชะงักกับคำพูดนั้นไปครู่หนึ่ง
“พี่ห้า...พี่พูดได้ถูกต้อง”
ใบหน้าผอมแห้งพยักหน้ารับ คิดว่าคำพูดนี้มีเหตุผล
“คิดเสียว่าพี่ได้เกิดใหม่ จึงไม่อาจทำตัวอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนได้อีก วันหน้าพี่จะปกป้องเ้าและครอบครัวของเราเอง” มือเมิ่งหว่านกุมมือเมิ่งเฉินหนวนเอาไว้ ความอุ่นจากปลายนิ้วมือ รินรดเข้ามาในจิตใจดวงน้อยจนอบอุ่นไปหมด
“ข้าต่างหากที่ต้องปกป้องพี่”
เขายังจดจำคำสั่งสอนของบิดาได้เป็อย่างดี
บิดาเคยกล่าวว่าเกิดเป็ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง เพื่อที่จะได้เป็เสาหลักให้คนในครอบครัว การปกป้องคนอ่อนแอและสตรีถือว่าเป็ส่วนหนึ่งของการเป็ลูกผู้ชาย
“พี่ห้า นี่คือสิ่งใดกัน?” เมิ่งเฉินหนวนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองเห็นไม้ไผ่สานเป็รูปร่างกลมยาว ภายในมีรูเล็กๆ ซึ่งค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ ทั้งยังมีหินหนึ่งก้อนอยู่ภายใน ตอนนี้กำลังถูกหย่อนลงไปในแม่น้ำซ่งหลิน
เด็กชายบอกได้เพียงว่าน้ำในแม่น้ำตอนนี้เย็นมากเหลือเกิน แค่ขยับเข้าใกล้ก็ให้ความรู้สึกหนาวสั่นแล้ว หากเผลอก้าวพลาดตกลงไป ย่อมรับประกันได้ยากว่าจะรอดชีวิตหรือไม่
เขาจดจำได้ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน โค่วเสี่ยวจู น้องสาววัยหกขวบของโค่วซานเป่าก็ตกลงไปในแม่น้ำเช่นกัน สุดท้ายช่วยกลับมาได้เพียงร่างที่ไร้ิญญา ครานั้นคนบ้านโค่วเสียใจอย่างหนัก หวังหลินผู้เป็มารดาถึงขั้นป่วยหนัก ร่างกายผ่ายผอมในเวลาไม่กี่วัน จากนั้นกลายเป็คนเงียบขรึม เซื่องซึมไม่ค่อยพูดจา
“นี่เรียกว่าลอบดักปลา” เมิ่งหว่านโยนลอบดักปลาที่ภายในมีเหยื่อล่อเป็แร่พลังหยินหนึ่งเม็ด ซึ่งใช้เศษผ้าห่อหุ้มไว้ไม่ให้มันหลุดลอยไปไหนพร้อมกับก้อนหินถ่วงน้ำหนัก
ก่อนหน้านี้แร่พลังหยางมีความโดดเด่นเช่นสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตได้ นับเป็การเสริมหยางแกร่งต่อร่างกายมนุษย์อย่างแท้จริง
แต่แร่พลังหยินนับเป็สิ่งตรงกันข้าม ทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อสัตว์มากอีกด้วย เพียงแช่แร่เม็ดนี้ลงในน้ำ พลังหยินจะค่อยๆ ปล่อยกลิ่นหอมออกมา กลิ่นหอมนี้มีฤทธิ์ล่อสัตว์ได้เป็อย่างดี
“เช่นนี้นี่เอง...” เด็กชายพยักหน้ารับ
ระหว่างนั้นหย่อนแอบหย่อนเท้าลงในน้ำ ค่อยๆ เขี่ยเอาขี้ลาออกจากรองเท้าฟาง...
ขณะเดียวกันหูของเมิ่งเฉินหนวนก็ได้ยินบทเพลงแปลกๆ ดังขึ้น
เมื่อหันไปมองจึงพบเห็นเมิ่งหว่านกำลังใช้ใบไม้แนบปาก เป่าออกมาเป็บทเพลงที่ไพเราะ เพียงแต่เนื้อหาบางส่วนกลับทำให้รู้สึกถึงความเศร้าอยู่ภายในนั้น
บทเพลงนี้มีชื่อว่าหวนสู่มาตุภูมิ เป็บทเพลงสำคัญที่มีท่วงทำนองที่ส่งผลต่อการควบคุมสัตว์โดยตรง เมื่อผนวกรวมกับแร่พลังหยินเข้าไป พวกสัตว์น้อยใหญ่ที่ถูกบทเพลงกล่อมเกลา จะเชื่องราวกับเป็สัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง
อย่าว่าแต่ปลาตัวน้อยเลย แม้แต่เสือตัวใหญ่นางก็สามารถกำราบได้!
“ปะ...ปลา!” เมิ่งเฉินหนวนมองเห็นปลาหลากหลายชนิดกำลังแหวกว่ายมาทางที่เขายืนอยู่ ซึ่งจุดมุ่งหมายของมันไม่ใช่ที่ไหน แต่เป็จุดวางลอบดักปลา!
เด็กชายเบิกตาโตด้วยความใ เมื่อพบว่ายังมีปลาอีก...สอง...สาม...สี่...และ...
อีกนับสิบตัวกำลังแย่งกันแหวกว่ายเข้าไปอยู่ในลอบดักปลา!!
เมิ่งเฉินหนวนสับสนไปหมดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
พวกปลาเหล่านี้จับยากจับเย็นยิ่งกว่าอะไรดี ปกติมักจะหลบซ่อนตัวตามซอกหิน แหวกว่ายรวดเร็วจนหาตัวจับได้ยาก เหตุใดพี่สาวเพียงแค่หย่อนลอบดักปลาลงไปได้ไม่นาน ปลาพวกนี้ก็ว่ายเข้ามาลงในลอบดักปลาเสียแล้วเล่า
แล้วดูนั่นสิ! พวกมันพากันแย่งมุดรูเล็กๆ เข้าไปด้านใน ทั้งๆ ที่พวกมันไม่รู้ชะตากรรมเอาเสียเลย ว่าวันนี้เป็วันที่มันจะต้องถูกจับกินเสียแล้ว
เด็กชายอ้าปากค้าง หลุดโพล่งคำพูดออกมาว่า
“เ้าปลาพวกนี้ โง่เง่าเกินไปแล้ว!!”
เมิ่งหว่านหยุดเป่าบทเพลง ยิ้มขบขันกับท่าทีของน้องชาย
ขณะเดียวกันมือก็วุ่นวายกับการลากเชือกที่มัดติดกับลอบดักปลาขึ้นมา พบว่าภายในมีปลาเฉาฮื้อ [4] ปลาซ่งฮื้อ [5] และปลาลิ่นฮื้อ [6]
เมิ่งหว่านคว้าจับปลาออกจากลอบตาข่าย หยิบมีดจากในตะกร้า จัดการจบชีวิตพวกปลาเหล่านี้ ลงมือขอดเกล็ด ควักไส้อย่างชำนาญ
“พี่ห้าชำแหละปลาเก่งจริงๆ!”
ในเขตแดนเหนือผู้คนไม่นิยมกินปลาเท่าแดนใต้ โดยเฉพาะพวกปลาในแม่น้ำลำธารสายเล็กๆ ที่ก้างเยอะและเนื้อน้อย อีกทั้งมีกลิ่นเหม็นคาวติดปาก โดยเฉพาะเหม็นกลิ่นดินโคลนขึ้นจมูก
ชาวบ้านล้วนบอกเป็เสียงเดียวกันว่าไม่อร่อย ทำให้ไม่ค่อยมีใครมาจับปลากิน
ส่วนหนึ่งก็เพราะเกลือที่ไม่ค่อยมีคุณภาพมีรสฝาดเฝื่อน การใช้น้ำมันในการประกอบอาหารที่น้อยหรือไม่ใส่เลย สำคัญที่สุดก็คือไม่รู้วิธีการดับกลิ่นคาวปลาที่ถูกต้อง ด้วยวิธีที่ยุ่งยากวุ่นวายเช่นนี้ พวกชาวบ้านจึงเลี่ยงที่จะจับพวกมันมาเป็อาหาร
สำหรับชาวบ้านที่มีงานกองเท่าูเา พวกเขาจะไม่มาเสียเวลาพิถีถิถันกับเื่ของกิน ยิ่งของที่ต้องสิ้นเปลืองเวลาทำมาหากิน พวกเขายิ่งหลีกเลี่ยงที่จะจับมาทำอาหาร
“แม้ว่าปลาจะไม่อร่อยสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกิน” เด็กชายพึมพำด้วยรอยยิ้ม โก่งก้นน้อยๆ นั่งยองรับปลาที่ผ่านการชำแหละเรียบร้อย จับเหงือกของปลาห้อยใส่เถาไม้ที่พี่สาวเตรียมไว้
“ใครบอกว่าไม่อร่อย หากรู้วิธีทำให้ดีล่ะก็ ครั้งหน้าเ้าแทบอยากจะร้องขอให้พี่จับมาให้อีกเยอะๆ แน่”
เด็กชายมุ่ยปาก ไม่ค่อยเชื่อเสียเท่าไหร่นักว่าปลาพวกนี้จะอร่อย
คิดเพียงว่าขอแค่ให้อิ่มท้องก็เพียงพอแล้ว ส่วนจะอร่อยหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ อย่างไรเสียกินเข้าไปก็ขับถ่ายออกมาเหมือนกันหมดอยู่ดี...
“นั่นหอยไม่ใช่หรือ พี่จะเก็บพวกมันไปทำไมกัน?”
เด็กชายสะดุ้งตัวโหยงด้วยความใ เมื่อพบว่าเมิ่งหว่านเก็บหอยตัวสีน้ำตาลอมดำมาด้วย
“เอาไปกินน่ะสิ”
“กิน!” เด็กชายผงะ มองเมิ่งหว่านสลับกับหอยในมือ “มันกินไม่ได้!” แค่คิดเมิ่งเฉินหนวนก็ขนลุกแล้ว
หากหอยกินได้ ป่านนี้พวกชาวบ้านคงจะเก็บไปกินหรือไม่ก็เอาไปขายกันหมดแล้ว ไม่ปล่อยให้มันเกิดลูกหลานจนเต็มแม่น้ำเช่นนี้แน่
หอยพวกนี้ดูน่าขยะแขยงจะตายไป เนื้อตัวดึกดึ๋ย น่าขนลุกขนพองมาก!
สู้ตัวอ่อนหยางล่าจื่อไม่ได้เลยสักนิด!
ทั้งนุ่ม ทั้งหนึบหนับ เคี้ยวแล้วติดตามซอกฟันอร่อยสุดๆ!
“ไม่ใช่กินไม่ได้ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรกินต่างหาก”
ยุคสมัยนี้อาหารยังไม่รุ่งเรืองเท่าที่ควร ผู้คนคิดว่าของกินหลายอย่างยังกินไม่ได้
เมิ่งหว่านมองหอยในมือ กลืนน้ำลายลงคอ คิดถึงชื่ออาหารมากมายในหัวไม่หยุด
โดยเฉพาะหลัวซือเฝิ่น!! [7] รสชาติจัดจ้าน เผ็ดๆ เค็มๆ เป็อาหารเลื่องชื่อในชีวิตก่อน แม้จะมีกลิ่นแรงเหมือนถุงเท้าเน่าที่ไม่ได้ซักมาเป็เดือน แต่รสชาติกลับอร่อยจนหยุดกินไม่ได้!
แค่คิดน้ำลายก็สอแล้ว...
“เดี๋ยวพวกเราค่อยกลับมาเก็บดีกว่า”
เมิ่งหว่านยังต้องหาผักป่าและสมุนไพรเพิ่มเติม ไม่รู้ต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะกลับลงมา หากแบกของทั้งหมดขึ้นเขาไปในตอนนี้ เกรงว่าร่างเล็กๆ จะเหนื่อยเสียก่อน
ลำพังแค่พวกปลาในมือก็หนักเอาเื่แล้ว คิดไปคิดมาว่าก่อนหน้านี้นางดีใจจนเกินไปที่จะลองประสิทธิภาพของแร่พลังหยิน เห็นปลาติดเต็มลอบดักปลาจึงเร่งชำแหละไปจนหมดคราเดียว
“หา...เอางั้นก็ได้...” เมิ่งเฉินหนวนเห็นพี่สาวโยนหอยลงแม่น้ำในคราแรก คิดว่าจะไม่เก็บกลับไปเสียอีก ใครจะไปคิดว่านางจะกลับมาเก็บอีกครั้งในตอนที่กลับลงมา!
เอาเถิด...หากพี่สาวอยากกินก็ให้นางกินไป เมื่อรู้ว่าไม่อร่อยต่อไปก็คงจะไม่เก็บติดมือกลับมาอีก
หอยพวกนี้จะอร่อยเท่านกย่างหรือตัวอ่อนหยางล่าจื่อได้เช่นไรกัน พี่ห้าน่าสงสารจริงๆ ที่ไม่เคยลิ้มรสของอร่อยๆ ครั้งหน้าหากเขาไปยิงนกเก็บไข่ จะต้องเอามาให้พี่สาวได้ลิ้มรสสักหน!
“พี่ห้าๆ เส้นทางนี้ห้ามเข้า!”
เมิ่งเฉินหนวนรั้งมือพี่สาวเอาไว้เป็การด่วน
มองเห็นไม้ปักเอาไว้พร้อมกับผ้าผืนแดงห้อยอักษรยันต์ประหลาดระโยงระยางราวกับบ้านพวกทรงเ้า เป็อันรู้ดีในหมู่ชาวบ้านว่าเขตพื้นที่หลังจากนี้มีความอันตราย ห้ามเข้าไปโดยเด็ดขาด
“เสี่ยวหนวน เ้าเห็นนี่ไหมล่ะ” กระบอกน้ำปรากฎขึ้นในมือของเมิ่งหว่าน “นี่คือน้ำที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไล่สัตว์ หากเ้าพบเจอสัตว์ตัวใดก็ตาม เพียงแค่สาดน้ำพวกนี้ไปทิศทางใดก็ได้ มันจะล่อสัตว์พวกนั้นไปกินน้ำ เมื่อสัตว์กินน้ำร่างกายของมันจะอ่อนแอลง เมื่อนั้นล่ะก็...” เมิ่งหว่านหัวเราะหึๆ ยกนิ้วขึ้นมาปาดคอแล้วทำลิ้นจุกปาก
เมิ่งเฉินหนวนหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
“มีสมุนไพรเช่นนี้ด้วยหรือ”
เด็กชายไม่เคยได้ยินเลยว่าจะมีสมุนไพรที่มหัศจรรย์เช่นนี้อยู่
“แน่นอนว่ามี แต่หายากมากๆ”
เมิ่งหว่านกระแอมเล็กน้อย รีบเปลี่ยนเื่อย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ ไปต่อได้แล้ว แค่ระวังมากกว่าเดิมก็พอ”
สองพี่น้องพากันก้าวข้ามผ่านเขตต้องห้ามของหมู่บ้าน ลอดตัวไปยังต้นไม้และเถาวัลย์ที่ขึ้นรกทึบแทบมองไม่เห็นเส้นทางให้ไปต่อ เดินผ่านเส้นทางป่ารักชัฏประมาณสองเค่อ [8] เห็นจะได้ ก่อนจะมาโผล่ยังพื้นที่ป่าอีกฟากฝั่งหนึ่ง ที่ทำเอาสองพี่น้องตาโตอ้าปากเหวอไปตามๆ กัน
ภายในนั้นเป็ป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อ ต้นแปะก๊วยและต้นไม้ชนิดอื่นโดยรอบกำลังพากันเปลี่ยนสีดูแล้วงดงามจับใจ ด้านข้างเป็ธารน้ำใสสีเขียวมรกตซึ่งซุกซ่อนตัวท่ามกลางป่าเขา พร้อมกับไอหนาวที่ลอยเหนือผิวน้ำ
ถัดไป้าจากแอ่งน้ำเป็น้ำตกที่ไหลตกลงมาสู่ผิวน้ำด้านล่าง นี่นับว่าน่าจะเป็แหล่งที่ทำให้น้ำไหลผ่านลงไปยังแม่น้ำซ่งหลินด้านล่าง ทอดยาวไปไกลล้อมรอบทั่วบริเวณอำเภอฟานหัวเป็ระยะทางกว่าสามสิบลี้ [9]
ทิวทัศน์ตรงหน้า เมิ่งหว่านกล่าวได้เพียงว่า งดงามราวกับ์บนดิน!
“ที่นี่งดงามมาก!” เมิ่งเฉินหนวนตื่นตาตื่นใจกับสถานที่ลับแห่งนี้มากนัก
หากไม่ใช่เพราะพวกเขาสองพี่น้องลัดเลาะเข้ามาในพื้นที่ป่ารกชัฏที่ชื้นแฉะ เดินตามเสียงของแหล่งน้ำขึ้นมา มีหรือที่จะได้พบภาพอันงดงามราวกับภาพวาดจิตรกรชั้นสูงเช่นนี้
นี่มันพื้นที่อันตรายที่ใดกัน มันคือสรวง์ต่างหาก!
“อย่าคิดจะเข้าไปใกล้ หากตกลงไปพี่ช่วยเ้าไม่ได้หรอกนะ น้ำลึกมาก”
เด็กชายทำท่าว่าจะใช้เท้าแตะบนผิวน้ำ หากแต่เมิ่งหว่านเอ่ยเตือนเขาเสียก่อน
แม้จะงดงามมากก็จริง แต่จะะโลงไปเล่นน้ำมั่วๆ ไม่ได้ วัดจากระยะสายตา ความลึกคงมีมากกว่าหนึ่งจั้ง [10] เป็อย่างต่ำ ฉะนั้นนับว่าเป็เขตที่อันตรายไม่ควรเข้าใกล้โดยเด็ดขาด
สถานที่แห่งนี้ยิ่งเดินเข้ามาลึกมากเท่าไหร่ เส้นทางก็ยิ่งลาดชันมากเช่นกัน จึงต้องระมัดระวังให้มาก
ยังดีที่ระหว่างทางนี้เมิ่งหว่านมองตามพื้นดิน ไม่พบกับรอยเท้าของสัตว์ใหญ่ คาดว่าส่วนมากอาจจะตายเพราะถูกล่า ไม่ก็คงอพยพพากันไปอยู่อาศัยในพื้นที่ที่ลึกกว่านั้นก็ได้
อย่างไรเสียพวกสัตว์ป่าก็ไม่ใช่ว่าจะไร้สมองเสียทีเดียว การที่มีนายพรานเข้ามาล่าสัตว์บ่อยๆ ย่อมทำให้สัตว์น้อยใหญ่เกิดความหวาดกลัว ต้องระแวดระวังตามสัญชาตญาณเป็ธรรมดา
ว่ากันว่าสัตว์ป่าอันตราย แต่จริงๆ แล้วมนุษย์เองก็อันตรายไม่ต่างจากสัตว์หรอก ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนมีจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หากไม่อยากตายก็ต้องรู้จักป้องกันตนอย่างสุดความสามารถ
“เอาล่ะ เดินทางต่อเถอะ”
สองพี่น้องจูงมือพากันขึ้นเขาที่สูงและลึกมากขึ้นเรื่อยๆ มืออีกข้างเก็บไม้แข็งแรงข้างทาง ใช้สำหรับระวังพวกสัตว์ตัวน้อยเช่นพวกแมลงหรืองู
ระหว่างทางเมิ่งหว่านได้พบกับสมุนไพรหลายตัวที่ทำให้ดวงตาของนางเป็ประกายระยับได้หลายครา ไม่ว่าจะเป็เหลิงอิ่ง ชิงไอ้ ปั้นจือเหลียน หวงฉี ชิงเฮา เสอฉวงจื่อ และอีกหลายอย่าง ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อ คาดว่าเพราะไม่มีคนมาเก็บพวกมันไป จึงได้เติบโตมาอย่างดีเช่นนี้
“หญ้าก็เก็บด้วยหรือพี่ห้า?” เด็กชายนั่งยอง จ้องมองพี่สาวกำลังเก็บหญ้ากระจุกหนึ่ง
“นี่ก็เป็ยาได้เหมือนกัน เรียกว่าเหยาเฉ่า สรรพคุณลดอาการบวม ฟกช้ำ ห้ามเืได้ดีมาก เวลาเดินป่าได้รับาเ็ภายนอก เ้าก็ตำมันให้ละเอียดแล้วประคบที่าแ เืจะหยุดไหลเอง”
เหยาเฉ่านับเป็วัชพืชที่ขึ้นตามแหล่งน้ำ เลื้อยทอดขนานไปกับดิน มีกาบหุ้มลำต้นสีน้ำตาลอมดำ ใบมีรูปร่างเรียวยาวประมาณหกชุ่น [11] ปลายใบแหลม มีดอกเล็กๆ สีเหลืองอ่อน เหมาะสำหรับใช้รักษาภายนอก
“พี่ห้ารู้เยอะจริง พี่เรียนมาจากที่ใดกัน”
เด็กชายช่วยพี่สาวเก็บเหยาเฉ่า ถามด้วยความฉงน
“เรียนจากในฝัน”
“พรืด!~” เมิ่งเฉินหนวนถึงกับหลุดหัวเราะออกมา “พี่สาวตื่นได้แล้ว!” เขาโบกเหยาเฉ่าในมืออย่างร่าเริง
เมิ่งหว่านยิ้มรับ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เร่งเก็บเหยาเฉ่าไปจำนวนหนึ่ง
“พวกเราจะเข้าไปอีกหรือพี่ห้า” เด็กชายเปลี่ยนจากการเดินตามหลังมาเป็เกาะแขนพี่สาวเอาไว้ เมื่อรับรู้ได้ว่านางยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ
“ใช่ ไม่อันตรายหรอก ่นี้พวกสัตว์ป่าเริ่มจำศีลกันแล้ว แค่เดินระวังสักหน่อยก็พอ”
เมื่อคิดว่าตอนนี้ตามหาสมุนไพรได้หลายอย่างจนพอใจแล้ว เมิ่งหว่านจึงได้เปลี่ยนเป้าหมายไปหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า...
ลองอาศัยโชคสักหน่อยว่านางจะยังมีมันหรือไม่!
เมิ่งหว่านลัดเลาะเปลี่ยนเส้นทางไปยังทางที่ค่อนข้างชื้นกว่าเดิมหลายเท่า ก้าวขึ้นเขาที่สูงชันมากกว่าปกติจนแข้งขาอ่อนล้า กระนั้นก็ยังไม่ลืมทำสัญลักษณ์ตามต้นไม้เพื่อไม่ให้หลงทางในตอนที่จะกลับ
จวนจนเวลาผ่านไปประมาณอีกสองเค่อ เท้าของเมิ่งหว่านก็ทรุดฮวบลงพื้น
และใช่ว่าที่ทรุดเพราะนางหมดแรง แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะ...
“เจอแล้ว! เจอแล้ว!!” รอยยิ้มผลิกว้าง ท่ามกลางเหงื่อที่ไหลอาบจนเสื้อผ้าเปียกชื้นไปหมด สภาพของสองพี่น้องราวกับไปตกน้ำที่ไหนมา ยังดีที่วันนี้มีแดดอ่อนๆ ทำให้อากาศไม่หนาวเย็นเท่าที่ควรจะเป็ หาไม่เช่นนั้นคงจะกลับไปจับไข้กันแน่
ดวงตาของเมิ่งหว่านจ้องมองไปเบื้องหน้าด้วยหัวใจอันพองโต
ลำต้นสีน้ำตาลใบสีเขียว ดอกสีขาวเหลืองเป็ช่อแบบซี่ร่ม มองเผินๆ แล้วไม่ได้ต่างไปจากต้นไม้ใบหญ้าดาษดื่นที่พบเห็นได้ในป่าเขาเสียเท่าไหร่ หากว่าไม่สังเกตก็คงจะพบเห็นได้ยาก เพราะมันตั้งอยู่ตรงจุดมืดอับแสง ไม่เด่นสะดุดตา ราวกับกำลังอำพรางตนให้แนบเนียบมากที่สุด
ทว่าในชีวิตก่อน...นางพบเจอมันมาหลายครั้งหลายครา ย่อมจดจำได้ชัดเจนว่ามันคือต้นอะไร
เด็กสาวรีบคลานเข่าไปหยุดตรงเบื้องหน้าสมุนไพรต้นนั้น จัดการปลดวางตะกร้าวางลงบนพื้น หยิบเอาจอบขุดสมุนไพรออกมา ค่อยๆ ลงมือขุดไปยังรากของมันอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง
ทุกการขุดล้วนค่อยเป็ค่อยไปและทะนุถนอมราวกับมันเป็สิ่งล้ำค่า
ดินมากมายถูกขุดจนกองเป็กองเล็กๆ ข้างกาย ท่ามกลางสายตาสนอกสนใจของเมิ่งเฉินหนวน
ดวงตามองดูรากแก้วที่มีรูปร่างโค้งงอแตกเป็แขนง รากมีสีขาวทั้งยังมีกลิ่นหอม สิ่งที่สะดุดตาไม่แพ้กับรูปร่างของมันก็คือรากฝอยยาวเป็ปมถี่ มองไปมองมาคล้ายกับหนวดของผู้เฒ่าอายุนับร้อยปีอย่างไรอย่างนั้น
“เหมือนคนเลย!”
เมิ่งเฉินหนวนชี้นิ้วไปยังสิ่งที่พี่สาวเพิ่งขุดขึ้นมา
“ฮ่าๆ เสี่ยวหนวน พวกเรารวยแล้ว!!”
เมิ่งหว่านหัวเราะร่าราวกับคนเสียสติไปแล้ว
เมิ่งเฉินหนวนงุนงง มองพี่สาวพร้อมกะพริบตาปริบ ว่าตกลงแล้วสิ่งที่พี่สาวพูดออกมานี้หมายความว่าเช่นไรกันแน่?
ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะโชคดีเพียงนี้ เข้าป่าวันแรกนางก็เสาะหาโสมคนได้แล้วหรือนี่!
กล่าวได้ว่ายิ่งโสมมีลักษณะคล้ายมนุษย์มากเท่าไหร่ ก็แสดงว่าโสมนั้นมีค่าและราคาแพงมากเท่านั้น ว่ากันว่าโสมป่าที่ขึ้นตามธรรมชาติมีค่ามากกว่าโสมปลูก จนมีคำกล่าวที่ว่า ‘โสมป่ามีค่ามากกว่าทองคำ!’
โสมคนจึงถูกขนานนามว่าเป็าาแห่งสมุนไพร มีสรรพคุณยอดเยี่ยมในการบำรุงหยวนซี่ชั้นดี หยวนซี่นับได้ว่าเป็พลังพื้นฐานของอวัยวะภายในของเส้นลมปราณทั้งหมดในร่างกาย ช่วยป้องกันการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อ่อนล้า แขนขาเย็น
แน่นอนว่าเหมาะสำหรับให้เฉิงเหม่ยเหนียงใช้บำรุงร่างกายเป็อย่างสูง!
แล้วดูสิ...ในมือของเมิ่งหว่านมีรากโสมคนหนึ่งต้น รูปร่างลักษณะเหมือนกับคนไม่ผิดเพี้ยน
หากดูไม่ผิดแล้วล่ะก็ โสมคนต้นนี้มีอายุราวๆร้อยปีเห็นจะได้!
โสมคนร้อยปี! โสมคนร้อยปีเลยนะ!
“พี่ห้า นี่คือสมุนไพรใดกัน เหตุใดรากของมันจึงมีกลิ่นหอมมากเหลือเกิน”
เมิ่งเฉินหนวนขยับเข้ามาดมโสมใกล้ๆ กลิ่นเช่นนี้หอมแปลกๆ นัก
แรกเริ่มอาจจะกลิ่นรุนแรงไม่คุ้นชินจมูก แต่ต่อมากลับรู้สึกดีไม่น้อย ยิ่งดมก็ยิ่งชอบ
“นี่คือโสมคนอายุราวๆ ร้อยปี”
เมิ่งหว่านเชิดหน้าพร้อมรอยยิ้มปลื้มอกปลื้มใจ
“โสม!”
เด็กชายหงายหลังผงะ ก้นจ้ำเบ้าทิ้งตัวนั่งบนพื้นดิน ใบหน้าเซ่อซ่าชวนตลกเป็ที่สุด
“ท่านหมอโจวเคยบอกว่าร่างกายท่านแม่อ่อนแอ ต้องใช้โสมบำรุงร่างกาย...” เด็กชายพึมพำ “พี่ห้า โสมนี้ช่วยรักษาท่านแม่ได้ใช่หรือไม่!”
“แน่นอนว่าได้ แต่โสมอายุร้อยปีฤทธิ์รุนแรงเกินไป”
“เช่นนี้นี่เอง” เด็กชายพยักหน้ารับช้าๆ ดูเหมือนจะยังไม่หายตะลึงสักเท่าไหร่
“โสมคนต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ความดันโลหิตสูง ธาตุไฟกำเริบ จำเป็ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมากๆ เมื่อร่างกายปรับสมดุลได้เมื่อใดค่อยเพิ่มขนาด หรืออาจจะใช้ม่ายตง [12] ซึ่งมีฤทธิ์เย็นเสริมหยินลดความร้อนของโสมคนเข้าช่วยอีกแรง”
“อ่า...” เด็กชายอ้าปากค้าง งุนงงไปหมดว่าพี่ห้ารู้เื่พวกนี้ได้เช่นไร แต่หากถามไปนางคงตอบว่าฝันอีกกระมัง..
หากนอนหลับฝันแล้วรู้เื่ราวมากมายขนาดนั้น เช่นนั้นเขาจะเร่งกลับบ้านซุกตัวลงบนที่นอน จากนี้ไปจะนอนทั้งวันทั้งคืนเลย!
“ต้นนั้น นั่นก็ต้นโสม!”
ดวงตาเมิ่งหว่านปรายมองรอบๆ สะดุดเข้ากับต้นโสมอีกต้นที่ค่อนข้างเตี้ยกว่าครึ่งส่วน
เมิ่งหว่านประคองรากโสมใส่ตะกร้าสานอย่างระมัดระวัง ก้าวเท้ามุ่งไปยังพุ่มหญ้าอีกฝั่งที่มีแสงสว่างกว่านี้เล็กน้อย จมูกได้กลิ่นโสมเข้มข้นลอยมาตามลม เช่นนั้นจึงมองไปรอบๆ ที่ลึกเข้าไปอีกนิด
นั่นก็ใช่ และนั่น! นั่นก็ใช่โสม!
นับดูแล้วมีราวๆ ห้าต้นเห็นจะได้!
แม้จะไม่ได้สูงใหญ่เช่นต้นโสมร้อยปี แต่อย่างต่ำๆ ก็ต้องมีอายุสิบปีขึ้นไป สรรพคุณย่อมไม่อาจดูแคลนได้แน่นอน
“พะ...พี่ห้า อย่าบอกนะว่าที่พี่ชี้ทั้งหมดนั้นเป็...”
“ใช่แล้วเสี่ยวหนวน ทั้งหมดคือต้นโสม!”
เมิ่งเฉินหนวนอ้าปากค้าง
“ชะ...เช่นนั้นข้าจะช่วยพี่เก็บ!”
เด็กชายถกแขนเสื้อ เตรียมมุ่งไปเก็บโสมด้วยจิตใจอันแน่วแน่ ท่าทางของเขาราวกับลูกแมวที่กำลังจ้องตะครุบหนูอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่ได้ๆ ขุดโสมต้องระมัดระวัง ต้องทำอย่างค่อยเป็ค่อยไป หากพลาดเพียงเล็กน้อยจะทำให้ราคาตกและโสมเกิดความเสียหายได้” เมิ่งหว่านรีบห้ามน้องชายทันที
เด็กสาวแหงนมองท้องฟ้าด้วยสภาพเหงื่อโชกเต็มกาย คาดว่าตอนนี้น่าจะอยู่ในยามเซิน [13] แล้ว ฉะนั้นนางจะต้องเร่งมือมากกว่านี้อีกสักหน่อย ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังในการขุดโสมเพื่อรักษาสภาพเดิมของมันให้ได้มากที่สุด
เมิ่งหว่านไม่กล้าทิ้งโสมพวกนี้เอาไว้แล้วไม่เก็บกลับไปได้ เพราะนางไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสดีๆ เช่นนี้อีกกี่หน
“เช่นนั้นข้า...ข้าช่วยเช็ดเหงื่อให้พี่!”
เมิ่งหว่านพยักหน้า จัดการเก็บแขนเสื้อแล้วลงมือขุดโสมอย่างขะมักเขม้นด้วยรอยยิ้ม
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ในที่สุดรากโสมต้นที่สองก็ได้มา!
โสมต้นนี้มีอายุห้าสิบปี รูปร่างดูดีใช้ได้ กลิ่นหอมของโสมอ่อนๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมีความสุขมากจนยิ้มไม่หุบ จนถึงขั้นฮัมเพลงไปด้วย
เมิ่งเฉินหนวนแม้จะไม่รู้ว่านี่คือเพลงประหลาดอันใด แต่หลายครั้งเขาก็ยังโยกหัวรับไปกับพี่สาวอย่างสนุกสนาน...
เด็กสาวไม่รอช้า ฮัมเพลงต่อไปและลงมือขุดยังต้นถัดไปอย่างไม่ลดละ โดยมีเมิ่งเฉินหนวนตามประกบเช็ดเหงื่อให้ไม่หยุด กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดโสมทั้งห้าต้นก็ถูกขุดออกมาจนหมด
เมื่อรวมกับโสมร้อยปีต้นแรกที่ขุดได้ก็จะเท่ากับว่าในมือของเมิ่งหว่านมีโสมด้วยกันทั้งสิ้นหกต้น!
รากโสมที่ขุดได้มีอายุร้อยปี ห้าสิบปี สามสิบปี และที่เหลือเป็โสมสิบปีทั้งสิ้น
“โอยยยยย...เหนื่อยเหมือนแขนขาถูกฉีก!”
เมื่อขุดเสร็จสิ้น ร่างน้อยๆ ก็เอนตัวนอนหงายบนพื้นดิน ฉีกแข้งฉีกขาไปคนละทิศทางไม่ต่างจากเมิ่งเฉินหนวนเสียเท่าไหร่นัก
สภาพสองพี่น้องผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวเหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นเหงื่อ
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“เสี่ยวหนวน กลับไปบ้านแล้วห้ามบอกเื่ที่พวกเราเจอโสมกับคนภายนอกเข้าใจไหม” เด็กสาวนึกเื่หนึ่งได้ “บ้านของลุงใหญ่ก็ห้ามบอก”
แม้ความสัมพันธ์ของบ้านเฉิงและบ้านเมิ่งจะดีมากก็จริง แต่คนที่เมิ่งหว่านมีความรู้สึกไม่ดีด้วยเห็นจะเป็ป้าสะใภ้ใหญ่ว่านโหมวกูผู้นั้น...
ในความทรงจำ ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ค่อยชอบที่บ้านสามีมักจะมอบเงินและให้ความช่วยเหลือเฉิงเหม่ยเหนียงสักเท่าไหร่นัก หลายครั้งหลายหนจึงมีปากเสียงกับท่านยายของร่างนี้อยู่บ่อยครั้ง
ครั้งหนึ่งร่างของเมิ่งหว่านเคยได้ยินป้าสะใภ้ใหญ่กล่าววาจาด่าทอมารดาของนางอย่างหยาบคาย ถึงขั้นสาปแช่งให้ตายในเร็ววัน หากไม่ใช่ว่าว่านโหมวกูคลอดบุตรให้กับบ้านเฉิงถึงสองคน ยายเฉิงคงจะไม่ทนรับลูกสะใภ้ผู้นี้หรอก
“พี่ห้าข้ารู้แล้ว ข้าไม่บอกใครแน่นอน”
เมิ่งเฉินหนวนไม่ได้โง่ถึงขนาดบอกเื่นี้กับคนอื่นแน่
“หากใครถามก็บอกว่าบ้านเราเก็บสมุนไพรป่าได้นิดหน่อย แต่ไม่รู้ว่ามีค่าหรือไม่ แค่เห็นว่ามันคล้ายกับสมุนไพรที่อยู่ในตำราสินเดิมของท่านย่าสวีก็พอ”
เดิมทีแล้วผู้เฒ่าเมิ่งได้แต่งภรรยาเข้าบ้านเมิ่งสองหน
หนแรกเป็ภรรยานามว่าสวีเกอเหยา นางเป็บุตรสาวของหมอพเนจรผู้หนึ่ง แต่นางไม่ได้รู้เื่การแพทย์มากนัก แค่พอรู้จักสมุนไพรเล็กน้อยจากตำราที่บิดามอบให้เป็สินติดตัว
ทว่าหลังจากคลอดเมิ่งฟู่อันออกมาก็เสียชีวิตหลังคลอด ผู้เฒ่าเมิ่งจึงได้ตบแต่งภรรยาใหม่อย่างหนงซื่อเข้ามาเป็ภรรยาคนที่สอง เหตุนี้การที่หนงซื่อไม่ได้รักใคร่เอ็นดูบุตรของเฉิงเหม่ยเหนียงก็สามารถเข้าใจได้
จะอย่างไรก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเื
ความจริงแล้วั้แ่เมิ่งฟู่อันเริ่มจำความได้ เขาก็ถูกบิดาส่งไปร่ำเรียนวรยุทธ์ที่อารามเต๋าั้แ่เด็กๆ ได้ติดตามศิษย์พี่เข้าสู่ยุทธภพท่องไปทั่วใต้หล้า ในเวลาต่อมาจึงกลับมาทำงานในสำนักคุ้มภัยเล็กๆ ที่อำเภอฟานหัว รายได้ในตอนนั้นนับว่าไม่เลวเลย
แต่หลังจากคนส่วนมากถูกเกณฑ์ไปเป็ทหารหน้าด่านเมื่อสามปีก่อน ก็เรียกได้ว่าเกิดเป็โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เพราะจำนวนทหารกว่าหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์ไปครั้งนั้น ล้วนต้องตายด้วยฝีมือของพวกซยงหนูอย่างน่าอเนจอนาถ
แม่ทัพในการนำศึกครั้งนั้นคือทัพแซ่หยางผู้หนึ่ง ได้ตำแหน่งมาเพราะอาศัยอำนาจตระกูลหยางของหยางไทเฮา ที่ว่ากันว่าสมัยนั้นหากมีเงินก็สามารถซื้อขายตำแหน่งได้ตาม้า
แม่ทัพหยางเกิดในตระกูลบัณฑิต แต่มีความใฝ่ฝันอยากจับดาบออกรบ สร้างชื่อเสียงโด่งดังในใต้หล้ามาั้แ่เด็ก ทว่าในความเป็จริงเขาคือหนอนหนังสือที่เก่งแต่ทฤษฎี เมื่อได้รับหน้าที่บัญชาการกองทัพหลักหมื่น พบเจอกับพวกซยงหนูที่เ้าเล่ห์เพทุบาย เขาย่อมเสียเปรียบเป็ธรรมดา
เหตุการณ์เข่นฆ่าสังหารที่โหดร้าย ดาบเดียวสะบั้นศีรษะ เืไหลกระเซ็นเต็มสองตา คนที่สุขสบายมาทั้งชีวิตย่อมไม่อาจไม่กริ่นเกรงได้
สุดท้ายเมื่อไม่เป็ไปตามแผนที่วางไว้ แม่ทัพหยางก็ใช้ทหารกล้าเป็โล่ปกป้องตนเองให้หนีรอด
ศพของทหารนับหมื่นกองเกลื่อนกลายเป็ูเาศพ
ว่ากันว่ายามนั้นแม่น้ำถูเหมินในด่านหน้าล้วนอาบย้อมด้วยโลหิตคละคลุ้ง ชาวประชามากมายล้วนสาปแช่งแม่ทัพหยางผู้โง่เขลา รวมไปถึงฮ่องเต้ชั่วหลี่ิในรัชสมัยก่อนทุกวี่ทุกวัน
และใช่แล้ว บิดากับพี่ใหญ่ของเมิ่งหว่านล้วนตายอยู่ในูเาศพนั้นด้วย...
“ข้าเข้าใจแล้ว”
สองพี่น้องจูงมือพากันเดินลงจากเขา ซึ่งระยะเวลาการลงเขานั้นค่อนข้างรวดเร็วมากกว่าขาขึ้นมากนัก
น่าเสียดายที่ขากลับเมิ่งหว่านไม่ได้แวะเก็บหอยในแม่น้ำ ด้วยกลัวว่าจะทำให้สมุนไพรเสียหาย
“อาหว่าน! เ้ารีบกลับบ้านเร็วเข้า บ้านเ้าเกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
น้ำเสียงตื่นตระหนกดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าเล็กๆ ซีดเซียว
เมื่อเห็นเด็กบ้านเมิ่งผ่านมาพอดี โค่วเสี่ยวม่ายก็รีบะโบอกคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว
“เกิดเื่?” เมิ่งหว่านขมวดคิ้ว
“ใช่! ป้าเฉียวบุกไปบ้านเ้าแล้ว โวยวายใหญ่ว่าจะเอาเื่เ้าให้ถึงที่สุด” โค่วเสี่ยวม่ายตอบอย่างรวดเร็ว หน้าผากมีเหงื่อผุดพรายเล็กน้อย
เมิ่งเฉินหนวนได้ยินเช่นนั้นก็รีบนำหน้าพี่สาวที่วิ่งไล่หลังมาติดๆ กัน
ไม่นานเท่าไหร่นักสองพี่น้องก็มาถึงบ้านพอดี พร้อมกันกับที่เด็กหนุ่มอย่างเมิ่งเฉินเฮ่อและเมิ่งเฉินอวี่ที่วิ่งเหนื่อยหอบมาสมทบ เนื่องด้วยได้ยินชาวบ้านบอกว่าบ้านเขาเกิดเื่ใหญ่โตขึ้นแล้ว
เด็กหนุ่มทั้งสองไม่รู้เื่รู้ราว เร่งเดินทางกว่าสามสิบลี้มาจนถึงหมู่บ้านก็เย็นมากแล้ว
“นางตัวดี! ไสหัวกลับมาแล้วรึ!!”
เมื่อเฉียวชุนฮวาเห็นหน้าเมิ่งหว่าน นางก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ นิ้วชี้หน้าเด็กสาวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
ด้านหลังเป็สามีนามว่าลู่เฟิงที่มีลักษณะหลังเสือเอวหมี [14] ผิวสีเหลือง ั้แ่คิ้วลากยาวไปถึงใต้ดวงตาขวามีรอยข่วนของสัตว์ดุร้ายจนกลายเป็แผลเป็ มองแล้วน่าหวาดกลัวมากขึ้นหลายเท่า
ลู่เฟิงตอนนี้ใบหน้าบูดบึ้งไม่สบอารมณ์เสียเท่าไหร่นัก ห่างไม่เท่าไหร่ก็มีลู่ต้าหนิวบุตรชายคนโตนั่งอยู่ข้างกายสีหน้าไม่ต่างจากผู้เป็บิดา
มองเข้าไปในบ้านจะเห็นลู่เอ้อร์ผิงกำลังโวยวายโยนข้าวของในบ้านจนแตกละเอียด โดยที่เฉิงเหม่ยเหนียงนั่งทรุดลงบนพื้นน้ำตาไหลริน ปากบอกว่าอย่าทำลายข้าวของอีกเลย เอ่ยจนเสียงแหบแห้งแต่ก็ไร้คนสนใจ
แม้เฉิงเหม่ยเหนียงอยากจะลุกขึ้นไปห้ามปราม แต่ร่างกายกลับไม่เป็ไปตามที่ใจปรารถนา อีกทั้งริมฝีปากและใบหน้าก็ซีดเผือดจนน่าใจหาย เนื่องด้วยต้องลมเย็นนานเกินไป
เมิ่งหว่านไม่คิดเลยว่าคนบ้านลู่จะหน้าด้านเพียงนี้ ทำอะไรนางไม่ได้ก็มาลงกับมารดาที่ป่วยหนักของนางเช่นนี้น่ะหรือ!
สารเลว!
“ท่านแม่!”
เมิ่งเฉินหนวนไม่สนใจอื่นใด วิ่งพรวดเข้าไปหามารดาทั้งน้ำตาด้วยจิตใจร้อนรุ่ม อุตส่าห์ดีใจที่มารดามีโอกาสที่จะหายดี แต่ตอนนี้ดูใบหน้าของนางสิ ซีดเซียวจนแทบจะเป็ลมไปแล้ว!
“พวกคนเลว! พวกเ้าทำอะไรท่านแม่ข้า!”
เมิ่งเฉินหนวนชี้หน้าด่าใส่ลู่เอ้อร์ผิงที่ยืนอยู่ใกล้ตัวเขาที่สุด
“ถุย ถุย ถุย! เ้าต่างหากที่เลว! วันนี้หากเ้าไม่คุกเข่าเลียเท้าข้าแล้วเห่าเหมือนหมา ข้าจะไม่ให้เ้าอยู่อย่างมีความสุขแน่!” ลู่เอ้อร์ผิงถ่มน้ำลายลงพื้น
ฟันหน้าของเขาหักไปหนึ่งซี่ เท่านี้ก็อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีจะแย่แล้ว
หากวันนี้ไม่ได้ระบายโทสะ ทำให้ไอ้พวกเด็กบ้านเมิ่งเห่าเหมือนหมา เขาจะไม่ขอเป็คนแล้ว!
แค้นนี้อย่างไรก็ต้องชำระ!

บ้านลู่มหาภัยมาแล้วจ้าาาาาา
ป้าแกก็แรงเกิ้น บ้านนี้คือสุดจริงทั้งบ้าน!
รอลุ้นตอนต่อไปว่าน้องหว่านจะพลิกสถานการณ์เช่นไร
หากชอบนิยายเื่นี้ อย่าลืมกดติดตาม กดหัวใจให้ด้วยนะคะ จุ๊บ^____^