“คริสตี้จ้ะตื่นได้แล้วจ้ะลูกรัก”
เสียงก้องแต่ใสดังมาแต่ไกลปลุกหญิงสาวที่กำลังเข้าสู่ภวังค์ส่งเสียงงอเงีย “งืม”ก่อนจะพลิกตัวแล้วค่อยๆเปิดเปลือกตารับแสงแดดที่ส่องแสงอ่อนๆมาจากทางหน้าต่างผ่านช่องมู่ลี่
คริสชันตัวขึ้นนั่งแต่ยังมีอาการสะลึมสะลือเธอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ตรงมุมเตียงขึ้นมาดูเป็เวลาหกโมงครึ่ง ซึ่งยังเป็เวลาค่อนข้างห่างไกลกับเวลาทำงานมากนักเธอลุกขึ้นมาจากเตียงก่อนจะจัดเตียงให้เป็ระเบียบเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเสร็จแล้วก็แต่งตัวเรียบร้อยภายในเวลาไม่กี่นาทีก่อนจะเดินลงมาจากชั้นสองไปยังห้องครัว
“แต่งตัวเสร็จแล้วเหรอจ้ะลูกรักนี่จ้ะ แม่ทำไข่ดาวกับแฮมเบิร์กของชอบของลูกให้แล้วจ้ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เธอเดินไปหยิบกล่องน้ำส้มในตู้เย็นมาเทใส่แก้วก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารแม่ของคริสกำลังสาละวนจัดเตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้น
“เออนี่ได้ยินลูอิสบอกแม่ว่าตอนนี้ลูกได้ตำแหน่งใหม่เป็ผู้ประกาศข่าวของ ทอคกิ้ง นิวส์ สินะไหนๆก็ได้งานดีๆทั้งที ทำไมถึงไม่บอกแม่กันก่อนล่ะจ้ะ?”เธอพูดน้ำเสียงแง่งอน
“โถๆๆหนูแค่อยากจะเก็บไว้เซอร์ไพส์แม่ทีหลังน่ะสิคะไม่นึกเลยว่าเ้าลูอิสจอมปากสว่างนั่นจะทำเสียแผนจนได้ ชิ!”
คริสนึกถึงใบหน้าของน้องชายที่ป่านนี้คงกำลังทำงานอยู่ที่ร้านอาหารที่เขาเป็เ้าของธุรกิจอยู่นึกแล้วก็อดที่จะอารมณ์เสียในความปากพล่อยของน้องชายเสียไม่ได้
“คิกๆ เอาเถอะจ้ะน้องเขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอกจ้ะ อย่าไปว่าน้องเขาเลยนะ”
“แม่นี่ล่ะก็ คิดจะเข้าข้างเ้าหมอนั่นหรือไงกันคะ?”
สองแม่ลูกหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มีชายวัยกลางซึ่งเป็พ่อของคริสเข้ามาผสมโรงด้วยทั้งสามกินข้าวพร้อมกับพูดคุยอย่างสนุกสนาน ก่อนที่คริสจะขอตัวออกไปทำงานของเธอ
ตอนนี้เป็เวลาเจ็ดโมงคริสขับรถเต่าสีแดงตรงมายังสำนักข่าว ทอคกิ้ง นิวส์ พอลงมาจากรถก็เจอกับไดอาน่าผู้ประกาศข่าวสาวซึ่งเป็เพื่อนซี้ั้แ่สมัยเรียนมัธยมของเธอกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ตรงร้านตรงกันข้ามดูเหมือนว่าเธอจะเห็นคริสแล้วเหมือนกันเลยโบกมือเรียก
“ยู้ฮู ไงจ้ะคริส”
“สวัสดีจ้ะได เมื่อวานเป็ไงบ้างเห็นว่าต้องอยู่จนดึกเลยหนิ?”
“ก็ไม่เป็ไงอะไรหรอกนะ ฉันชินแล้วล่ะเธอก็น่าจะรู้ๆกันอยู่ งานของพวกเรามันไม่ได้ง่ายๆไม่ใช่ว่าใครที่อยากจะทำก็ทำกันได้ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อยสักแค่ไหนแต่พอนึกถึงผลตอบแทนที่ได้รับก็นับว่าคุ้มค่าพอตัวเลยล่ะจริงสิ!ยินดีด้วยนะที่ได้เลื่อนตำแหน่งใหม่ เอ้านี่ รับไปสิ”
ไดอาน่ามอบกล่องของขวัญสีชมพูอ่อนขนาดเล็กให้คริสก่อนจะคะยั้นคะยอ “ลองเปิดดูสิ” คริสรับกล่องมาแกะดูของที่อยู่ด้านในปรากฏว่าเป็นาฬิกาสีชมพูอ่อนเหมือนกับตัวกล่อง ดูแล้วน่าจะเป็ของที่ดูดีมีราคาและค่อนข้างที่จะถูกใจคริสเป็อย่างมาก
“ขอบใจมากนะไดฉันไม่รู้ว่าจะตอบแทนเธอยังไงดี”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกจ้ะจากนี้ไปขอแค่เธอยังอยู่เคียงข้างกับฉันก็พอแค่นี้ฉันก็มีความสุขมากแล้วล่ะที่มีเพื่อนดีๆแบบเธอ อะไรกัน!ทำไมเธอต้องร้องไห้ด้วยล่ะ ไม่สมกับเป็เธอเลยนะ”
ไดอาน่าโอบศีรษะของคริสไว้อย่างนุ่มนวลแล้วถอนหายใจเหนื่อยหน่ายในความเ้าน้ำตาของเธอแต่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรออกจะดูน่ารักสำหรับเธอซะด้วยซ้ำ
“เออนี่!เธอได้ยินข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวานหรือเปล่า เื่ของเ้าฆาตกรโรคจิตน่ะ”
“อื้ม ก็ได้ยินอยู่”
“นี่มันก็มีคนตกเป็เหยื่อถึงรายที่สองแล้วนะฉันไม่เข้าใจพวกตำรวจจริงๆว่าเขาทำงานกันยังไง ทำไมถึงได้ปล่อยให้มันยังลอยนวลอยู่ได้ถ้ามีคนเคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นอีกจะเป็ยังไงกัน!”
“นั่นสินะแต่เราก็ว่าอะไรเขาไม่ได้หรอกนะ พวกเขาก็คงทำงานกันอย่างสุดความสามารถกันแล้วล่ะได้ยินว่าขาดหลักฐานที่จะสาวตัวถึงคนร้ายเห็นว่าในที่เกิดเหตุตรวจไม่พบรอยนิ้วมือของคนร้ายแม้แต่รอยเดียว”
“ฉันว่าเ้านั่นจะต้องเป็ฆาตกรที่ฉลาดเฉลียวแน่เชียวแต่ถึงยังไงก็เถอะ ฉันไม่อยากจะเจอกับเ้านั่นหรอกนะคงได้แต่ภาวนาให้พวกเขาจับเ้านั่นให้ได้ไวๆสินะ”
“ไหนๆก็พูดเื่นี้กันแล้ววันนี้ฉันถูกเรียกให้ไปสัมภาษณ์ตำรวจที่สถานีตอนบ่ายโมง นี่ก็จะถึงเวลาที่จะต้องไปพบกับทีมงานคนอื่นๆแล้วล่ะเธอเองก็จะไปพร้อมฉันเลยมั้ย?”
“เอาสินี่ก็จะถึงเวลางานของฉันแล้วเหมือนกัน”
ไดอาน่าจ่ายเงินให้พนักงานก่อนที่สองสาวจะเดินเข้ามาในตึกทำงานซึ่งค่อนข้างใหญ่โตเพราะเป็สำนักข่าวอันดับต้นๆของอังกฤษระหว่างอยู่ในลิฟต์ไดอาน่าก็ชวนคุย
“นี่แล้วเมื่อไหร่เธอจะหาแฟนสักทีล่ะ อยู่ตัวคนเดียวแบบนี้ไม่เหงาบ้างหรือไงกัน”
“อะ..เอ๊ะ!...พะ..พูดอะไรของเธอกัน”
“จุ๊ๆฉันเห็นเธอวันๆก็เอาแต่ทำงาน ไม่เอาเวลาไปหาแฟนซักคนมากระหนุงกระหนิงดูล่ะระวังจะขึ้นคานตอนอายุเข้าสู่เลขสามเอานะ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
“ชะ..ช่างฉันเถอะน่า...”
ไดอาน่าผุดยิ้มออกมาอย่างสบายใจที่ได้แกล้งหญิงสาวจนหน้าแดงแจ๋ใจนึงเธอก็อยากให้คริสรีบมีแฟนเป็ตัวเป็ตนเสียทีหน้าตาเธอก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ตรงกันข้าม เธอดูจะเป็สาวน่ารัก สดใสซึ่งใครๆที่ได้พูดคุย หรือใกล้ชิดต่างก็อยากที่จะหัวใจของเธอกันทุกรายแต่ติดตรงที่สาวเ้าค่อนข้างที่จะเป็คนขี้อายและตั้งกำแพงกับชายหนุ่มทุกคนที่เข้ามาขายขนมจีบ โดยเธอเคยให้เหตุผลไปว่ายังไม่ถึงเวลาที่สมควรจะมีแฟนต้องรอให้หน้าที่การงานของเธอมั่นคงเสียก่อน
ทั้งสองออกมาจากลิฟต์ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองคริสไปพบกับหัวหน้าและทีมงานซึ่งเธอดูจะมาเป็คนแรกๆสิบนาทีต่อมาทีมงานทุกคนถึงจะมากันครบชายสูงวัยซึ่งเป็หัวหน้างานก็เริ่มสาธยายถึงหน้าที่ของแต่ละคนที่จะต้องทำในวันนี้ทุกคนนั่งฟังและพยักหน้ารับอย่างขะมักเขม้นใช้เวลาราวๆหนึ่งชั่วโมงก็เป็อันเสร็จการนัดแนะงานในวันนี้คริสพูดคุยกับทีมงานคนอื่นๆสักพักก่อนจะขอตัวไปที่รถเพื่อขับไปยังสถานีตำรวจล่วงหน้าก่อนดูเหมือนว่าเธอจะตื่นเต้นจนเหงื่อไหล่ผากงานที่ได้รับหลังจากได้ตำแหน่งใหม่มันดูค่อนข้างที่จะหนักหนาเกินตัวสำหรับเธอแต่เธอก็ขยันฝึกซ้อมตอนอยู่ที่บ้านกับตัวเองในกระจกมาเยอะเหมือนกัน
พอถึงที่ลานจาดรถหน้าสถานีตำรวจหญิงสาวก็หยิบโพยขึ้นมาอ่านดูวนซ้ำอีกรอบเพื่อความชัวร์ใช้เวลาอ่านโพยอยู่ยี่สิบนาทีก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในสถานีเพื่อดูถานที่จริงและหามุมสงบใจก่อนเริ่มงาน
คริสก้มลงยัดกระดาษโพยใส่ในกระเป๋าสะพายทั้งที่กำลังเดินไปด้วยโดยที่ไม่มองทางทำให้เธอบังเอิญไปชนกับพนักงานทำความสะอาดเข้าอย่างจังพนักงานคนนั้นรีบลุกขึ้นมากล่าวขอโทษเป็พัลวัน แต่คริสรีบห้ามและกล่าวว่าเธอต่างหากที่ควรจะขอโทษเพราะเป็ความผิดของเธอเองที่ไม่ระแวดระวังตัว
จากนั้นก็มีเ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งเข้ามาจัดการทุกอย่างโดยที่เป็การจัดการที่ค่อนข้างจะไม่เป็ที่พอใจสำหรับเธอสักเท่าไหร่จากน้ำเสียงและท่าทางการพูดที่ค่อนข้างดูถูกเหยียดหยามคนอื่นถึงแม้จะคิดยังไงแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปได้แต่ยืนฟังคำบ่นของอีกฝ่ายอย่างไร้ทางต่อต้าน
หลังอีกฝ่ายจากไปแล้วเธอก็ได้แต่ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นประจวบกับที่ชายหนุ่มคนหนึ่งส่งเสียงทักเธอ เธอหันไปก็พบกับชายหนุ่มที่ดูสะอาดสะอ้านถึงแม้แววตาจะดูเศร้าๆแต่ก็มีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตาไปได้ ั้แ่เกิดมาคริสไม่เคยเจอใครที่ดูมีเสน่ห์ได้เท่ากับชายคนนี้น้ำเสียงการพูดของเขาช่างมีความรู้สึกทำให้เธอผ่อนคลายอารมณ์หลากหลายประการที่ก่อให้เกิดความอึดอัดใจไปอย่างไม่น่าเชื่อ
การสนทนาก็ดำเนินไปอย่างตอนแรกที่ทุกคนได้เห็นหลังจากที่ทั้งสองผละกันไปทำหน้าที่ของตัวเองคริสกุมเสื้อนอกที่ชายหนุ่มได้มอบเอาไว้ให้ก่อนที่จะผุดยิ้มออกมาอย่างไม่เคยเป็มาก่อนเธอกระชับเสื้อนอกไว้แน่นแล้วหันไปมองแต่ก็ไม่เห็นร่างของชายหนุ่มเสียแล้ว
ทางด้านของเจสันหลังจากปฏิบัติหน้าที่สันนิษฐานอย่างน่าอัศจรรย์ไปก็ปล่อยหน้าที่ๆเหลือให้แฟรงค์จัดการไปส่วนเขาขอตัวกลับบ้านมาพักผ่อน คาดว่าอีกไม่นานจะต้องได้ตัวเ้าฆาตกรคนนั้นมาอย่างแน่นอน
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิดถนัดเช้าวันต่อมาเขาก็ได้รับสายจากแฟรงค์ทั้งที่กำลังนั่งกินอาหารอยู่ที่ห้องพักเขากดรับสายทันที
“เป็ไง ได้เื่อะไรบ้างมั้ย?”
“ฉันเกรงว่าเรากำลังหลงทางอยู่เลยล่ะเจสัน”
“ว่าไงนะ! นี่พวกนายตั้งใจทำงานกันอยู่จริงๆมั้ยเนี่ย”
“เฮ้!ฟังก่อนสิอย่าเพิ่งเหน็บแนมกันเราได้ไปสอบถามญาติกับเพื่อนที่ทำงานของเหยื่อทั้งสองแล้วว่ามีใครที่มีความแค้นกับบุคคลทั้งสองบ้างแต่ดูเหมือนว่าทั้งสองรายจะสร้างศัตรูไว้ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นไว้เยอะแยะเลยล่ะกว่าจะสอบสวนบุคคลที่ต้องสงสัยแต่ละคนเสร็จต้องใช้เวลามากโขเลยล่ะแบบนี้อาจไม่ทันคนร้ายได้ก่อเหตุอีกแน่”
“ นี่อาจจะเป็ปัญหาใหญ่แล้วล่ะ”
“ฉันถึงได้โทรมาขอความช่วยเหลือจากนายยังไงล่ะเจสัน”
“แล้วนายตัดคนเหลือเพียงคนที่ฉันเคยให้ข้อมูลเอาไว้หรือยัง”
“ฉันทำมันเป็อย่างแรกเลยล่ะ เราเลือกเพียงคนที่มีความแค้นกับผู้ชายซึ่งมีรูปร่างสูงผอม และเป็คนถนัดขวา อย่างที่นายเคยบอกไว้ แต่ก็ยังยากเกินไปที่จะระบุตัวคนร้ายอยู่ดีเพราะผู้ตายยังขัดแย้งกับอีกหลายคนที่พยานไม่รู้จักอีกด้วย”
“ช่างเป็เหยื่อที่น่ารำคาญใจเสียจริง”
เจสันก้มหน้าครุ่นคิดอย่างพิถีพิถันงานนี้ค่อนข้างที่จะกินสติปัญญาของเขาไปเยอะเสียทีเดียวเขายังไม่สามารถฟันธรงได้เหมือนกันว่านี่เป็การฆาตกรรมที่เจาะจงบุคคลเอาไว้แล้วหรือเป็เพียงการฆาตกรรมแบบสุ่มโดยที่วางแบบแผนเอาไว้แล้ว
“จากที่นายสอบถามไปมีใครให้ข้อมูลของผู้ต้องสงสัยที่รู้จักกับกับเหยื่อทั้งสองบ้างมั้ย”
“อืมมีบุคคลต้องสงสัยที่รู้จักกับกับเหยื่อทั้งสองอยู่สองคนคนหนึ่งเป็หมอเ้าของไข้ของทั้งสอง ชื่อเจมส์ ฟรอสซิลทั้งสองไม่ค่อยลงเอยกับหมอคนนี้เท่าไหร่นักเพราะเขาเรียกค่ารักษาที่ค่อนข้างแพงจนเกินไปคนที่สองคือเจย์ ยังส์ หมอนี่เป็พนักงานที่ทำงานในร้านเหล้าคนตายทั้งสองเคยไปดื่มจนเมาแล้วเกิดไปทะเลาะวิวาทกับเขา จากที่สอบถามไปดูเหมือนจะเป็แค่การเข้าใจผิดตามประสาคนเมาเขาบอกว่าไม่ได้เอาความอะไรจากทั้งสอง แต่ไม่แน่เขาอาจจะแค้นเคืองอยู่ในใจก็ได้ไม่มีใครรู้”
“แล้วรายที่สามล่ะ?”
“คนที่สามคือ แอนดี้ แอดเลอร์ดูเหมือนเขาจะเป็ชู้รักของเหยื่อรายที่สองแล้วก็ยังเป็ชู้ของภรรยาผู้เสียชีวิตรายแรกหมอนี่เป็เสือผู้หญิงอย่างดีเทียวล่ะ ได้ยินว่าเขาถูกสั่งฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสามีของเหยื่ออีกด้วย”
“อืมไม่ว่าใครต่างก็มีแรงจูงใจในการลงมือฆ่าพวกเขาทั้งสอง แล้วไงล่ะจากที่ได้ข้อมูลของพวกเขาทั้งสามแล้ว นายทำยังไงต่อ?”
“ตอนนี้ฉันให้คนของฉันคอยสะกดดูพฤติกรรมของทั้งสามคนคาดว่าเราคงจะได้รู้ความจริงกันเร็วๆนี้นี่ล่ะ แกคิดว่ายังไง?”
“นั่นสินะ อีกไม่นานเ้าฆาตกรนั่นคงจะหนีเงื้อมมือของพวกเราไม่พ้นเป็แน่”
“ถ้ามีอะไรคืบหน้าแล้วฉันจะแจ้งนายไปอีกทีส่วนเงินค่าจ้างฉันโอนให้นายเรียบร้อยแล้วล่ะถ้ามีอะไรให้นายช่วยอีกฉันจะโทรไปอีกที”
“อืมแต่ฉันยังไม่อาจวางใจได้หรอกนะ”
พูดเสร็จเจสันก็ตัดสายไป ถึงจะบอกว่าฆาตกรอยู่ในเงื้อมมือของเขาก็เถอะแต่เขาก็ยังไม่วางใจได้อย่างไร้ที่ติ ถ้าหากคนร้ายไม่ใช่ทั้งสามคนนั่นล่ะ?มันก็มีความน่าจะเป็ไปได้สูงทีเดียวเพราะตัวผู้เคราะห์ร้ายยังมีคู่อริอีกหลายคนที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดดูเหมือนว่าเขาต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อเป็การรับประกันว่างานของเขาจะต้องสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเสียก่อน
แต่ก่อนที่จะคิดถึงเื่นั้นเจสันมองสายที่พึ่งโทรเข้าก่อนหน้าแฟรงค์เป็เบอร์โทรของผู้ประกาศข่าวสาวที่ชื่อคริสเธอโทรมานัดแนะเขาให้ไปรับเสื้อที่เขาให้เธอยืมไปเมื่อวันก่อนซึ่งเขาก็ตอบตกลงก่อนจะนัดสถานที่ไว้เรียบร้อยเธอติดงานใน่เช้าเขาเลยนัดเธอไว้ที่ร้านคาเฟ่ที่เขาไปแวะเป็ประจำตอนเที่ยงตรงตอนนี้เป็เวลาสิบโมงเช้า ยังมีเวลาอีกสองชั่วโมงก่อนจะถึงเวลานัด
เจสันจัดแจงทำกิจธุระต่างๆให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจะนั่งดูโทรทัศน์ฆ่าเวลาในจอปรากฏข่าวของฆาตกรโรคจิตไปทุกหน้าข่าวไม่ว่าจะที่ไหนก็ให้ความสนใจในเื่นี้เป็อย่างมากดูเหมือนจะเป็ตัวช่วยกดดันให้พวกตำรวจเร่งทำงานหาตัวคนร้ายให้ได้โดยไวไม่อย่างนั้นจะต้องเป็การเสื่อมเสียของวงการตำรวจอย่างแน่แท้คิดแล้วก็อดที่จะสงสารแฟรงค์ที่กำลังวุ่นกับการสะกดรอยตามคนร้ายไปอย่างตะลีตะลานเสียไม่ได้
“หืม?”
เจสันยกรีโมทกดไปยังช่องหนึ่งก็เห็นกำลังมีการสัมภาษณ์นายตำรวจซึ่งเขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็อย่างดีเพราะเป็คนที่พูดจาเบ่งอำนาจใส่คริสเมื่อวันก่อนและข้างๆก็ปรากฏเป็คริสที่ยืนรวมกับพวกนักข่าวที่กำลังยื่นไมค์สัมภาษณ์นายตำรวจอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน
‘ตอนนี้ได้เบาะแสอะไรของตัวคนร้ายหรือยังคะ’นักข่าวคนหนึ่งถาม
‘ตอนนี้พวกเราพอจะรู้ตัวผู้ต้องสงสัยแล้วล่ะครับอีกไม่นานรับรองว่าเราจะสามารถคลีไขคดีนี้ได้อย่างแน่นอนครับ’นายตำรวจพูดน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ
“พอจะบอกได้มั้ยคะว่าคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้เป็ใครคุณพอจะบอกพวกเราได้มั้ยคะ? จะได้เป็เครื่องบ่งเตือนให้ชาวบ้านได้ระมัดระวังตัวไว้และสามารถช่วยแจ้งเบาะแสคนร้ายให้กับตำรวจได้”คราวนี้เป็คริสที่ยิงคำถามไปราวกับโดนตรงจุดตาย
“ระ..เื่นั้นเราไม่สามารถบอกได้ เพราะเดี๋ยวคนร้ายจะไหวตัวทันเสียก่อน ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวสวัสดี”นายตำรวจพูดอย่างเหลอหลาก่อนจะกล่าวตัดบทแล้วเดินหนีไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้พวกนักข่าวยืนหน้าเหลอหลาเรียงกันเป็แถว
“ฮะๆๆ”
เห็นแล้วเจสันก็อดที่จะหัวเราะก๊ากออกมาเสียไม่ได้พวกตำรวจก็รู้เท่าๆกับที่เขารู้อยู่ ดังนั้นจึงไม่อาจที่จะปล่อยความสะใจในความลนลานของนายตำรวจที่แสดงออกมาราวกับตัวตลกออกมาอย่างสุขสัน
เจสันดูโทรทัศน์ไปเรื่อยก่อนที่จะหันไปดูนาฬิกาบ่งบอกใกล้ถึงเวลานัดแล้วจึงเดินออกมาจากห้องพักลงมาก็ปะหน้ากับยายเพนนีที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ตรงใต้ศาลาไม้ที่เดียวกับที่เขาเห็นเธอนั่งเมื่อวันก่อนเห็นแล้วเขาก็อดที่จะคิดไม่ได้เสียว่ายายคนนี้ไม่มีงานการต้องทำเลยหรือยังไงกัน
“มานี่ก่อนสิพ่อหนุ่ม”
ไม่ทันขาดคำยายแก่เพนนีกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปหาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอกำลัง้าจะพูดอะไรกันแน่ เขาถอนหายใจก็จะเดินไปตรงใต้ศาลาที่หล่อนนั่งพาดขาตรงเก้าอี้ยาวอย่างสบายใจเฉิบ
“ว่าไงครับคุณยาย”
“หวังว่าวันนี้เธอจะมีเงินจ่ายค่าค้างที่เธอผลัดเอาไว้เป็เดือนแล้วนะถ้าเธอไม่จ่ายฉันวันนี้ละก็เชิญเธอขนของออกไปจากที่นี่ได้เลย”
ที่จริงเจสันได้ค่าจ้างจากแฟรงค์มาพอที่จะจ่ายค่าเช่าและเหลือพอจะให้ไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแต่พอเห็นใบหน้าอันกวนประสาทของยายแก่เพนนีแล้วก็อดที่จะอยากเล่นตัวให้แกหลุดโมโหออกมาเสียไม่ได้เจสันหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วพูดกับเธอยิ้มๆ
“ที่จริงผมก็พอจะได้เงินมามากโขแล้วล่ะครับแต่พอดีว่ามันอยู่ในบัญชีที่ผมเชื่อมไว้กับโทรศัพท์คุณยายคงไม่รู้จักการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์ใช่มั้ยล่ะ?ไว้ผมจะถอนเงินมาจ่ายให้คุณยายอีกทีก็แล้วกัน...”
“เอ้านี่! รีบสแกนเสียสิ”
พูดไม่ทันจบยายแก่เพนนีก็ควักโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้าหน้าคิวอาร์โค้ดอย่างว่องไวเล่นเอาเจสันอ้าปากค้างไปชั่วขณะ
“เอ้า เร็วๆสิ เดี๋ยวฉันมีนัดต้องออกไปเล่นไพ่กับยายเจนิสที่บ่อนอีกนะอย่าชักช้าสิพ่อหนุ่ม”
“เอ่อ...ครับ”
สุดท้ายจึงต้องจำใจโอนเงินเข้าบัญชีของยายเพนนีไปอย่างเสียไม่ได้กะจะเล่นเชิงแต่ก็โดนดักทางเสียก่อนจนหมดท่า
“เอ้า จะไปไหนก็ไปได้แล้ว”
พูดเสร็จก็โบกมือไล่ก่อนที่เธอจะเดินฮัมเพลงไปอย่างสบายใจทิ้งให้เจสันมองเงินในบัญชีที่ลดฮวบลงไปเกือบครึ่งหนึ่งอย่างเศร้าสร้อย
เจสันเดินคอตกออกมาแต่ก็ต้องสะบัดไล่ความเศร้าออกไปเสียหมดเพราะวันนี้เขามีนัดกับคริส จะมามัวเอาแต่เศร้าสร้อยแบบนี้ไม่ได้ เขาเดินตรงไปยังร้านคาเฟ่ที่เป็ขาประจำเข้าไปก็สั่งเครื่องดื่มนั่งรอเธอตรงโต๊ะริมหน้าต่างวันนี้อากาศค่อนข้างแจ่มใสเหมาะแก่การพบปะพูดคุยกับเธอเป็อย่างดี
แผนมากมายในหัวเต็มไปด้วยสถานที่ต่างๆที่เขาจะชวนคริสไปเดินเล่นหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเขาอยากจะชวนเธอไปเดตนั่นแหละ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันที่เขาเริ่มรู้สึกสนใจในตัวคริสเป็พิเศษทั้งที่เพิ่งจะเจอกับเธอเมื่อวันก่อนแถมยังได้พูดคุยกันเพียงแค่ไม่กี่คำหรือว่ามันอาจจะเป็เพียงเพราะเขามองเธอเป็ตัวแทนของไอวี่ที่ได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนคืนเลยเลือกเธอมาเป็เครื่องดามใจให้กับเขากันแน่
“ไม่หรอกนา”
เจสันพึมพำออกมา สมองเริ่มนึกถึงไอวี่อดีตแฟนสาวที่เขาเคยคบหาดูใจกันมาเนิ่นนานั้แ่เขายังเรียนอยู่ทุกครั้งที่เขาทุกข์ใจหรือมีเื่ไหนที่ไม่สบายใจเขาก็มีไอวี่คอยเคียงข้างและปลอบประโลมเขาจนความทุกข์ทั้งหลายมลายหายไปอย่างปลิดทิ้งมีครั้งหนึ่งที่เขายังจำคำที่พูดกับเธอได้แม่น
‘นี่ไอวี่ ทำไมคุณถึงมาคบกับคนแบบผมกันล่ะ?’
‘ฮึๆ อะไรกันทำไมคุณถึงถามแบบนี้กันล่ะเจสัน?’เธอพูดยิ้มๆ
‘ไม่รู้สิบางทีผมแค่อยากจะรู้ว่าทำไมคุณถึงเลือกผม ทั้งๆที่คุณเองก็มีตัวเลือกอีกมากมายไม่ว่าใครต่างก็หลงใหลในตัวคุณผมอยากจะรู้ว่าทำไมคุณถึงได้มาคบกับคนธรรมดาแบบผมกันล่ะ หน้าที่การงานก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเงินทองก็ไม่ค่อยมีจะพอยาไส้ ทั้งที่ผมไม่ได้มีดีอะไรซักอย่างทำไมคุณถึงได้เลือกมาคบกับคนอย่างผมกัน ไอวี่ ช่วยตอบผมมาหน่อยได้มั้ย?’
ไอวี่ยิ้มอ่อนก่อนจะดึงเจสันมานอนตรงตักอ่อนนุ่มของเธอเธอเอื้อมมือไปวางที่แก้มของเขาอย่างแ่เบา เจสันหลับตาพริ้ม มือของเธอช่างอ่อนโยนและบอบบางมันช่วยคลายความกังวลใจให้แก่เขาได้ทุกครั้ง และครั้งนี้ก็เป็เช่นนั้นเหมือนกัน
‘เื่นั้นน่ะ’
‘หืม?’
‘เพราะรักยังไงล่ะคะ?’
‘รักอย่างงั้นเหรอ? ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยจะได้มั้ย?’
‘ที่ฉันตัดสินใจคบกับคุณมันไม่ใช่ว่าฉันตัดสินใจผิดไปหรอกนะ ฉันชอบในทุกอย่างที่เป็ตัวคุณคุณอาจจะคิดว่าคุณไม่ได้มีดีอะไร แต่ฉันรู้ดีค่ะ ว่าเจสัน โอดอนเนลล์เป็คนที่มีดีเกินกว่าที่คุณคิด เพราะฉะนั้น อย่าพูดอีกเป็เด็ดขาดว่าคุณไม่มีดีอะไรสักอย่างอย่าพูดเด็ดขาดเลยนะคะ! เพราะมันเหมือนกับว่าที่ฉันตัดสินใจเลือกคุณไปเป็เพียงเพราะฉันคิดผิดไปคุณคิดจะดูถูกฉันแบบนั้นหรือไงกันคะ?’
เจสันลืมตามองหน้าของหญิงสาวที่เริ่มมีหยาดน้ำตาไหลออกมาอาบแก้มน้ำตาใสหยดกระทบแก้มของเขา แต่แทนที่จะรังเกียจ เขาเอื้อมมือไปเช็ดหยาดน้ำตาของเธออย่างนุ่มนวล
‘นั่นสินะ ขอโทษนะที่ทำให้เธอต้องร้องไห้กับอะไรแบบนี้’
‘ฮึก..ไม่ได้ร้องไห้สักหน่อยค่ะ!’
‘ฮึๆ เข้าใจแล้วเธอกำลังยิ้มอยู่ต่างหาก นั่นไงล่ะ เธอกำลังยิ้มอย่างมีความสุขอยู่สินะ’
‘อื้ม...ใช่แล้วล่ะค่ะ ฉันกำลังยิ้มอยู่’
หญิงสาวยิ้มออกมาเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มในครั้งนี้ของเธอช่างดึงดูดใจของเขาจนไม่อาจที่จะละสายตาไปจากเธอได้แม้แต่วินาทีเดียวราวกับกลัวว่ามันจะมลายหายไปหากเขาละสายตาจากเธอไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
‘นี่ ไอวี่’
‘คะ? เจสัน’
‘ผมรักคุณ’
‘ฉันก็รักคุณเหมือนกันค่ะแล้วก็จะรักคุณตลอดไป จนกว่าความตายจะพรากเราจากกัน’