ตลาดเมืองวอเดอร์เซี่ยน
ร้านขายยาร้านหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็ร้านค้าเล็กๆที่ผู้คนแทบจะไม่ชายตามอง แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็ร้านที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองนี้หรือกระทั่งทั้งแผ่นดินนี้ก็ว่าได้
เหล่าตัวตนผู้มีอำนาจและยศศักดิ์มากมายต่างแวะเวียนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
สิ่งที่สร้างความสนใจให้แก่พวกเขานั้นคือน้ำยาชนิดหนึ่งน้ำยาชนิดนี้สามารถผลิตได้ที่นี่เพียงแห่งเดียว
มันถูกผลิตโดยผู้ใช้อักขระผู้มีความสามารถซึ่งแม้แต่นักปรุงยาชั้นสูงหรือผู้ใช้อักขระชั้นเลิศก็ไม่สามารถผลิตน้ำยาชนิดนี้ออกมาได้
ชื่อของน้ำยาชนิดนี้เรียกว่า“น้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์” มันไม่ใช้น้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์สามัญน้ำยาชนิดนี้มีคุณสมบัติแฝงซึ่งสามารถลดระยะเวลาการร่ายเวทย์ได้ สิ่งนี้สร้างความแตกตื่นต่ออาณาจักรทั้งหลายเป็อย่างมากแม้แต่ศาสนจักรแห่งแสงเองก็ยังมีความสนใจ
ร้านแห่งนี้มีชื่อว่า “ร้านเสื้อคลุมสีฟ้า”
ก่อนหน้านี้มันเคยถูกเรียกว่าร้านขายยาของมาตินส่วนชื่อใหม่นั้นมันถูกตั้งขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ ไม่มีใครรู้ถึงความหมายของมันตามการคาดเดาของผู้คน พวกเขาคิดว่าชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็เกียรติต่อตัวตนที่อยู่เื้ัของร้าน
ร้านเสื้อคลุมสีฟ้ามีการค้าขายที่แปลกประหลาดแม้ว่าน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์คุณสมบัติแฝงนั้นจะเป็ที่้าของตลาดมากมายเพียงใดพวกเขาก็นำมันออกมาขายในจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นในแต่ละวันนั้นมันถูกจำกัดจำนวนของการขาย และทางร้านก็ไม่มีนโยบายผูกการค้ากับผู้ใดแม้แต่ศาสนจักรแห่งแสงผู้เป็เ้าของเมืองนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
สิ่งนี้จึงทำให้ร้านเสื้อคลุมสีฟ้านั้นเป็ที่ยอมรับเป็อย่างยิ่งทั้งอาณาจักรน้อยใหญ่และศาสนจักรแห่งแสงจึงส่งตัวแทนเพื่อทำการซื้อขายในแต่ละวันอย่างไม่ขาดสาย
น้ำยาชนิดนี้เป็ที่รู้จักอย่างแพร่หลายเพราะสรรพคุณที่ล้ำเลิศนั้นจึงทำให้ราคาของมันพุ่งขึ้นไปถึง2 ไดมอน ซึ่งเป็ราคาของน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์ที่ราคาแพงเป็อย่างมาก
ไม่เท่านั้นยังมีหลายคนคาดการว่าน้ำยาชนิดอาจจะมีราคาที่สูงขึ้นมากกว่านี้ในอนาคตโดยเฉพาะในยามที่เกิดา แน่นอนว่าน้ำยาชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมากในการสู้รบไม่ว่าจะเป็ทหารระดับล่างหรือนักรบระดับสูงก็เป็ประโยชน์กับพวกเขาทั้งสิ้น
นั่นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมร้านเสื้อคลุมสีฟ้าถึงเป็ที่รู้จักของดินแดนแห่งนี้
มาตินผู้เป็เ้าของร้านเดิม แท้จริงแล้วเขานั้นได้ตั้งชื่อร้านของเขาใหม่ว่า"เสื้อคลุมสีฟ้า" ตามลักษณะของ “เอเลน” ผู้ใช้อักขระที่ทำการสนับสนุนเขา
ในการพบเจอเอเลนครั้งแรกนั้นเขาได้เห็นเอเลนสวมใส่เสื้อคลุมสีฟ้าอันซอมซ่อเขานั้นได้ทำการเสียมารยาทต่อเอเลน แต่ทว่าต่อมาเอเลนกลับทำการสนับสนุนเขาด้วยสำนึกนี้เขาจึงได้ตั้งชื่อร้านเพื่อระลึกถึงเอเลน
แต่ในเวลานี้เอเลนกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนานนับปีมาตินไม่สามารถติดต่อเอเลนได้ แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่าน้ำยาที่ตุนไว้จะหมดลงเมื่อไหร่การค้าขายของเขาได้ผลตอบรับที่ดีก็เพราะคำแนะนำของเอเลนและทำให้เขายังมีน้ำยากักตุนได้จนมาถึงทุกวันนี้
มาตินนั้นคิดการไว้ว่าหากเอเลนยังไม่ปรากฏตัวในเร็วๆนี้ เขาจะทำการขายน้ำยาในรูปแบบประมูลราคาเพื่อแก้ไขปัญหาในระหว่างค้นหาเอเลน
ร้านเสื้อคลุมสีฟ้านั้นเป็ที่รู้จักเป็อย่างมากขุนนางและชนชั้นสูงมียศศักดิ์มากมายต่างหลั่งไหลมาทั่วสารทิศ
วันนี้ก็เช่นกัน ร้านค้าอันใหญ่โตแห่งนี้ในยามเช้าพวกเขามักจะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติมากมายเพราะการขายน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์คุณสมบัติแฝงนั้นจะทำการจำหน่ายในเวลาเที่ยงตรงเท่านั้น มันเป็กฏของที่นี่
ทางร้านจะขายให้แก่ลูกค้าแต่ละคนในจำนวนจำกัดอีกทั้งทางร้านยังมีการเปิดให้มีการประมูลบัตรคิว แน่นอนว่ามันได้สร้างความสนใจแก่ผู้คนเป็อย่างมากในแต่ละวันบัตรคิวเ่าั้ถูกประมูลในราคาที่สูงเป็อย่างยิ่งเรียกได้ว่าราคาของบัตรคิวนั้นแพงยิ่งกว่าตัวของน้ำยาเสียอีกด้วยซ้ำ ทางร้านจึงได้กำไรจากส่วนนี้อย่างเป็กอบเป็กำ
แต่แล้วเช้าวันนี้ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดซึ่งต่างจากทุกวันเมื่อมีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สวมใส่ผ้าคลุมสีฟ้าที่ทั้งเก่าและชำรุดมันดูซอมซ่อเป็อย่างมาก
ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่เป็ชนชั้นสูงซึ่งมารอคอยการประมูลบัตรคิวเด็กน้อยคนนี้จึงเป็แกะดำสร้างความสนใจให้แก่ผู้คนเป็อย่างมาก
พนักงานของร้านที่ถูกฝึกมาอย่างดีต่างพากันวิ่งกรู่เข้ามาสกัดกั้นเด็กน้อยอย่างเร็วไว
"เ้าเด็กสกปรก ออกไปซะที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะให้เ้ามาวิ่งเล่น" พนักงานคนหนึ่งตวาดออกมาอย่างรุนแรง เขานั้นกลัวว่าเ้าเด็กสกปรกคนนี้จะทำให้ลูกค้าผู้มีเกียรติคนอื่นๆไม่สบอารมณ์ พาลจะทำให้ร้านอันหรูหรานี้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงรีบเร่งเข้ามาขับไล่เด็กสกปรกผู้นี้ออกไป
พนักงานคนอื่นที่วิ่งตามมานั้นเข้ารุมล้อมเด็กน้อยผู้นี้เอาไว้
แต่ทว่าแม้เด็กน้อยจะโดนตวาดด้วยถ้วยชั้นต่ำเพียงใด เขาก็ยังคงมีท่าทีที่สงบนิ่งและฉายแววตาที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นออกมาเขาไม่ได้มีท่าทีที่จะเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำด้วยท่าทางที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดของเขาเขายังกล้าที่เดินหน้าต่อไปโดยที่ไม่เหยือบตามองพนักงานเ่าั้เลยด้วยซ้ำ
"เ้าเด็กนี่! เ้ากล้าที่จะท้าทายข้า เด็กๆ จัดการมัน" ชายคนหนึ่งซึ่งคาดว่าจะเป็หัวหน้าพนักงานเขาได้สั่งให้ลูกน้องของเขาลงมือกับเด็กน้อย
พนักงานคนหนึ่งพุ่งตัวเข้าไปหมายที่จะสั่งสอนเด็กน้อยเขานั้นได้จับเข้าที่ไหล่ของเด็กน้อยเอาไว้และคิดที่จะออกแรงเหวี่ยงร่างนั้นให้กระเด็นออกไปจากร้าน
วูบ!
เด็กน้อยนั้นไม่แม้แต่จะขยับตัวร่างของพนักงานคนนั้นก็ถูกทำให้กระเด็นออกไปราวกับถูกไฟฟ้าช็อตมันสร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนเป็อย่างมาก
การกระทำนี้ทำให้เด็กน้อยที่สวมใส่ชุดคลุมเก่าๆสีฟ้านั้นเป็ที่สนใจของคนทั้งร้านเพิ่มขึ้น สายตานับไม่ถ้วนมองมาที่เขาเป็จุดเดียว
“เ้าเห็นหรือไม่เด็กคนนั้นแม้แต่จะขยับตัวเ้านั่นก็ลอยกระเด็นออกไปแล้ว” ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในร้านพูดขึ้น
“เด็กคนนั้นไม่ธรรมดาเขาอาจเป็ผู้ใช้เวทมนต์ชั้นสูง ยิ่งเขาปกปิดใบหน้าด้วยแล้วมันยิ่งทำให้ตัวตนของเขาเป็ที่น่าสงสัย”ชายอีกคนหนึ่งกล่าวสมทบ
เด็กน้อยนั้นเต็มไปด้วยการแสดงออกที่เฉยเมย เขาไม่สนใจต่อสิ่งใดและยังคงก้าวต่อไปจนถึงใจกลางของร้าน
พนักงานคนอื่นๆ ที่ปิดล้อมเด็กน้อยภายในใจของพวกเขาพลันเกิดความหวาดกลัวต่อเด็กน้อย การกระทำเมื่อครู่นั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าเด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
บรรยากาศของเด็กน้อยนั้นเต็มไปด้วยความเงียบเมื่อถึงกลางร้านเขาก็หยุดเดินและเอ่ย
"ไปตามมาตินมาพบข้า" เสียงที่เผยถึงความวัยเยาว์นั้นกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ
ผู้คนต่างใเป็อย่างมากจากการกระทำเมื่อครู่พวกเขาหลายคนคิดว่าเด็กน้อยผู้นี้อาจเป็ยอดฝีมือที่มาจากเผ่าคนแคระหรือพวกฮ็อบบิทแต่เมื่อได้ฟังเสียงที่เอ่ยออกมา มันแน่ชัดแล้วว่าเขาคือเด็กน้อย
เป็ไปได้อย่างไรที่เด็กคนหนึ่งจะเป็ผู้ใช้เวทมนต์ชั้นสูง? นั่นยิ่งทำให้ตัวตนของเด็กน้อยดูลึกลับมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าเด็กน้อยผู้นี้จะเป็ผู้ใช้เวทมนต์ชั้นสูงแต่ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถวางอำนาจในร้านแห่งนี้ได้ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติภายในร้านหลายคนก็เป็ผู้ใช้เวทมนต์ชั้นสูงเช่นเดียวกัน
แม้การกระทำเมื่อครู่จะสร้างความแตกตื่นใแต่นั่นก็ไม่ทำให้ความหยิ่งผยองของหัวหน้าพนักงานลดลง
หัวหน้าพนักงานมองไปที่เด็กน้อยด้วยสายตาที่เกรี้ยวกราดและเอ่ยออกมาอย่างรุนแรงว่า
"เ้าหวังสูงเกินไปแล้วในเวลาไม่นานมานี้ท่านเ้าของร้านนั้นไม่เคยต้อนรับใครเป็พิเศษอย่าว่าแต่เ้าที่มีฝีมืออยู่บ้างเลย แม้แต่ท่านเ้าเมืองก็ยังไม่กล้าบังคับเขาให้ออกมาเช่นนี้"
หัวหน้าพนักงานกล่าวออกมาอย่างเย่อหยิ่ง นั่นเป็ความจริงที่ร้านเสื้อคลุมสีฟ้าแห่งนี้แม้จะเป็ผู้มียศศักดิ์สูงส่งหรือมีฝีมือร้ายกาจเพียงใดก็ไม่มีใครสามารถบังคับมาตินได้
การทำให้มาตินขุ่นเคืองใจนั้นมีน้อยคนที่จะเดินในเส้นทางนี้ไม่ว่าจะเป็ระดับเมืองหรืออาณาจักร ในยามนี้ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะให้มาตินขุ่นเคืองเพราะน้ำยาที่มาตินจำหน่ายนั้นสำคัญกับพวกเขาเป็อย่างมากมันแทบจะเรียกได้ว่าเป็สิ่งที่ชี้ชะตาของาก็ว่าได้
หลายเมืองและหลายอาณาจักรจึง้าที่จะกักตุนน้ำยานี้ไว้
ดังนั้นการทำให้เ้าของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าไม่พอใจจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับพวกเขา
หึ!
ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำของเด็กน้อยนั้นสร้างขบขันแก่ผู้คนท่าทางที่หยิ่งยโสนั้นทำให้เขาเป็ผู้ไม่รู้จักประมาณตน หลายคนยิ้มและหัวเราะเด็กน้อยด้วยสายตาที่ดูแคลน
เื่ราวโกลาหลเกิดขึ้นได้เพียงไม่นานชายคนหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านในของตัวร้านจากการแต่งตัวและท่าทางของเขานั้นทำให้รู้ว่าเขานั้นเป็บุคคลที่มีฐานะสูงส่งของร้านเมื่อเขาเดินผ่านพนักงานของร้านทั้งหลายก็ต่างแสดงอาการที่นอบน้อมแก่เขา
ชายคนนั้นเดินออกมาด้วยใบหน้าทีเรียบเฉยและมองไปยังหัวหน้าพนักงาน
หัวหน้าพนักงานเมื่อเห็นชายคนนี้เดินเข้ามาใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ประจบประแจง
"ท่านเรรี่ ปัญหาเล็กน้อยท่านอย่าใส่ใจข้าสามารถจัดการได้"
หัวหน้าพนักงานพูดต่อชายคนนั้นอย่างนอบน้อมทั้งนี้เป็เพราะเกิดเสียงอึกทึกที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งร้าน จึงทำให้ชายคนที่ชื่อเรรี่ต้องออกมาดูหน้าร้าน
แต่ทว่าเมื่อเรรี่ได้พบกับเด็กน้อยที่เป็ผู้สร้างปัญหาเขาก็ถึงกับมือไม้สั่น ร่างทั้งร่างของเขากลายเป็สั่นสะท้าน เขานั้นใและเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่รนราน
"ท่าน ... ท่าน .... ท่านกลับมาแล้ว" น้ำเสียงของเรรี่นั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและใเขานั้นแทบไม่เชื่อในสายตาเมื่อเห็นร่างของเด็กคนนี้
เด็กน้อยนั้นยังคงแสดงออกด้วยความเรียบเฉยและเยือกเย็นเขานั้นเพียงเหลือบตามองไปที่เรรี่ เมื่อได้เห็นใบหน้าของชายผู้มาใหม่ด้วยความจำที่ล้ำเลิศของเขาก็ทำให้เขาจำได้ว่าคนผู้นี้คือหนึ่งในลูกน้องของมาตินในตอนนั้นคนที่เคยเป็ลูกมือในการปรุงยาให้แก่เขา
"อืม ..." เด็กน้อยตอบรับด้วยเสียงคำรามที่ต่ำ
เพียงแค่นั้นก็ทำให้เรรี่ถึงกับเก็บอาการไว้ไม่อยู่หัวใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและยินดี
เรรี่มองเด็กน้อยด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นและเอ่ย
"ข้าต้องขออภัยกับการต้อนรับที่ไร้มารยาทข้าจะพาท่านไปพบท่านมาตินเดี๋ยวนี้"
เรรี่กล่าวออกมาอย่างนอบน้อมพร้อมกับแสดงความเคารพเด็กน้อยราวกับผู้มีเกียรติชั้นสูงสิ่งนี้สร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนเป็อย่างมาก
“เด็กคนนี้เป็ใครกัน?ทำไมเรรี่ถึงให้ความเคารพเขาถึงขนาดนี้” หนึ่งในแขกของร้านพูดขึ้น
เมื่อร่างของเด็กน้อยกับเรรี่พ้นสายตาชายคนหนึ่งก็พูดต่อ
“เ้าเห็นเสื้อคลุมของเด็กนั่นหรือไม่แม้มันจะซอมซ่อแต่มันก็ยังมีสีฟ้า เ้าไม่แปลกใจเลยหรอว่าเด็กคนนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับชื่อของร้าน”
“อ่า ... จริงด้วย! หรือว่า ...เด็กคนนั้นจะเป็ผู้ใช้อักขระของร้าน” ชายหัวล้านพูดออกมาอย่างประหลาดใจ
“ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็อย่างที่เ้าคิดจากการลงมือเมื่อครู่เด็กนั่นยังไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็สามารถทำให้คนชายคนนั้นกระเด็นออกไปได้ภายใต้การลงมือของเขานั้นข้าไม่สามารถััถึงพลังเวทย์ที่เผยออกมาเลยแม้แต่น้อยการลงมือใน่เวลาเล็กน้อยโดยไม่เผยถึงพลังเวทย์นั้นอาจเป็ไปได้ว่าเขานั้นเป็ผู้ใช้อักขระ”ผู้ใช้เวทมนต์ชนชั้นนักรบเวทย์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
คำพูดของเขานั้นสร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนเป็อย่างมากไม่แน่นว่าพวกเขาอาจได้พบผู้ใช้อักขระของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าที่ไม่มีใครเคยรู้จักแล้วก็เป็ได้
ในเวลาไม่นานนักเรรี่ก็พามอร์ลินมาถึงห้องทำงานของมาติน
ยังไม่ทันที่เรรี่จะเปิดประตู เมอร์ลินก็ใช้พลังทำให้ประตูนั้นเปิดออกในทันที
ปัง!
การกระทำของเด็กน้อยนั้นไม่ได้สร้างความใแก่เรรี่เลยแม้แต่น้อยเขานั้นรู้ว่าผู้ใช้อักขระผู้นี้แข็งแกร่งและมีความยโสในตัวมากเพียงใด แต่ไม่ว่าเขาจะมีความยโสมากเพียงใดเขานั้นก็มีคุณสมบัติมากพอที่จะทำมัน
การเปิดประตูเสียงดังนั้นสร้างความไม่พอใจแก่มาติน
"นี่เ้าบ้าไปแล้วรึยังไงกล้าเปิดประตูห้องข้าเสียงดัง"
มาตินตวาดออกมาอย่างเสียงดังโดยที่เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากเอกสาร
ผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อเสียงตอบรับคือความเงียบเขาจึงเงยหน้าออกจากเอกสารขึ้นมาดู
ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมานั้น ั์ตาของเขาก็พลันเบิกกว้าง แววตาที่เผยความดีใจนั้นแสดงออกมาอย่างปิดไม่มิด
"ท่านอเลน ... เป็ท่านจริงๆ ด้วย ท่านกลับแล้ว"
มาตินลุกจากเก้าอี้แล้วโผเข้าหาเมอร์ลิน เขานั้นร้องไห้ออกมาอย่างโง่งม ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขานั้นทุกข์ใจเป็อย่างมากจากปัญหาน้ำยาที่กำลังจะหมดลง
เมอร์ลินหายตัวไปถึง 4ปี ปัญหานั้นกัดกินหัวใจของเขาเป็อย่างยิ่งการปรากฏตัวของเมอร์ลินในยามนี้จึงเหมือนการปรากฏตัวของพระเ้าสำหรับเขา บัดนี้เขาไม่จำเป็ต้องกลัดกลุ้มกับปัญหาเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว
ด้านเมอร์ลินนั้นยังคงมีท่าทีที่เรียบเฉยเขานั้นแทบจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ความเ็านี้เหมาะสมกับตัวตนของเขาเป็อย่างมาก
เมอร์ลินไม่ใส่ใจกับมาตินที่กำลังร้องไห้อย่างโง่งมเขานั้นเดินไปที่เก้าอี้ที่อยู่ใจกลางของห้อง มันเป็เก้าอี้ที่มาตินพึ่งลุกขึ้นมาเมื่อครู่เขาหยุดที่เก้าอี้นั้นและนั่งลงไป
การกระทำนี้แน่นอนว่าไม่มีใครที่คิดคัดค้านในเวลานี้หากไม่ใช่เมอร์ลินจะมีผู้ใดอีกที่เหมาะสมกับเก้าอี้ตัวนี้
หัวหน้าพนักงานที่ตามมาภายหลังนั้นจ้องมองอย่างปากค้างกับภาพเบื้องหน้าภาพที่เด็กน้อยสกปรกคนหนึ่งกำลังนั่งลงในเก้าอี้เ้าของร้านเสื้อคลุมสีฟ้า
มองไปยังมาตินและเรรี่พวกเขาทั้งสองนั้นยืนอย่างสงบนิ่ง แถมการแสดงออกของพวกเขาเต็มไปด้วยความนอบน้อม
“มันเป็อย่างนี้ได้อย่างไรกัน?เด็กคนนี้เป็ใครกันแน่” หัวหน้าพนักงานคิดในใจ
แต่อย่างไรเสียในตอนนี้ใบหน้าของหัวหน้าพนักงานก็ซีดราวกับกระดาษเมื่อเขาได้รู้ว่าเด็กสกปรกเบื้องหน้านี้มีอำนาจถึงเพียงนี้
ท่าทางของเด็กน้อยนั้นราวกับว่าเขานั้นเป็เ้าของร้านที่แท้จริงแม้แต่มาตินกับเรรี่ยังปฏิบัติต่อเด็กน้อยอย่างนอบน้อม
เช่นนี้แล้วหัวหน้าพนักงานนั้นจึงเป็ตัวอะไรเขาได้เหยียบเท้าคนที่ไม่สมควรที่จะรบกวนเข้าให้แล้วนั่นเป็ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของเขา
ใบหน้าของหัวหน้าพนักงานนั้นเต็มไปด้วยความกังวลสีหน้าของเขานั้นสุดจะย่ำแย่
“ไม่ต้องเป็กังวล เ้าได้ทำไปตามหน้าที่ของเ้าเื่ในครั้งนี้ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น” เมอร์ลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยและเ็าคำพูดของเขานั้นราวกับจะแช่แข็งคนคนหนึ่งได้
หัวหน้าพนังงานเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ราวกับูเาถูกยกออกจากอก
“ขอบคุณท่านมาก ข้านั้นจะไม่ผิดพลาดอีกเป็ครั้งที่สอง”หัวหน้าพนักงานกล่าวออกมาด้วยความโล่งใจ
มาตินและเรรี่นั้นพอจะเข้าใจสถานการณ์จึงไม่เอ่ยอะไรออกมาพวกเขาเพียงหันไปมองหัวหน้าพนักงานที่ยืนอยู่ตรงประตู
สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้หัวหน้าพนักงานแน่ชัดแล้วว่าเด็กน้อยคนนี้ต้องเป็บุคคลสำคัญของร้าน ไม่แน่ว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็ผู้ใช้อักขระที่ทุกคนต่างคาดเดากัน
“พวกเ้าออกไปได้แล้วข้ามีเื่จะคุยกับมาติน” น้ำเสียงราบเรียบของเมอร์ลินถูกเอ่ยออกมาอย่างมีอำนาจ
ทันทีที่ทั้งสองได้ยิน พวกเขาก็รีบออกไปจากห้อง
เหลือเพียงแต่มาตินและเมอร์ลินที่ยังคงอยู่ภายในห้อง
เมอร์ลินได้สอบถามเื่ต่างๆ จากมาตินเขาก็ได้รับรู้ว่าเขานั้นติดอยู่ในมิติหลุมประหลาดของโซโลมอนนานถึง 4 ปีกว่าและอย่างที่เห็นว่าร้านเสื้อคลุมสีฟ้านั้นมีชื่อเสียงมากเพียงใดในตอนที่เขาไม่อยู่
ใน 4 ปีนี้อาณาจักรต่างๆเกิดเหตุที่ต้องทำายิบย่อยอยู่บ่อยครั้งและไม่น่าเชื่อว่าฝ่ายที่ได้ใช้น้ำยาฟื้นฟูเวทย์คุณสมบัติแฝงนั้นสามารถพลิกสถานการณ์ให้ชนะอยู่บ่อยครั้งมันแทบจะเรียกได้ว่าเป็ตัวแปรอย่างหนึ่งของาก็ว่าได้
ไม่เท่านั้นเหล่านักผจญภัยระดับสูงที่ใช้น้ำยาเหล่านี้ก็ต่างประสบความสำเร็จในการออกล่าสัตว์อสูรระดับ5 อย่างมากมาย
สัตว์อสูรระดับ 5 นั้นจัดอยู่ให้เทียบเท่ากับพลังของขอบเขตขั้นปลายของนักรบเวทย์มันไม่มีผู้กล้ามากนักที่คิดจะท้าทายมัน แต่เมื่อพวกเขาได้ใช้น้ำยานี้ก็ทำให้พวกเขานั้นได้รับความสะดวกในการออกล่ามากขึ้น
น้ำยาชนิดนี้จึงมีชื่อเสียงอย่างมากและมันก็เป็ที่้าของเหล่าผู้ใช้เวทมนต์ทุกคนก็ว่าได้
เมอร์ลินเมื่อทราบว่าเขาได้ถูกกักขังนานกว่า4ปี ในตอนนี้เขาจึงมีอายุ 13 ขวบปีเศษ แต่ในรูปลักษณ์ของเขานั้นกลับปรากฏรูปร่างของเด็กที่มีอายุแค่12 ขวบเพียงเท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็เพราะการบรรลุการบ่มเพาะขอบเขตก่อลำต้น
การฝึกตนนั้นทำให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็มนุษย์ที่ไม่ธรรมดาในทุกๆ ครั้งที่ทำการละลวงขอบเขตระดับขั้น ร่างกายของผู้ฝึกตนจะเปลี่ยนแปลงในทุกๆครั้ง โดยพื้นฐานหากคนผู้นั้นฝึกถึงขั้นก่อลำต้น การเจริญเติบโตของร่างกายนั้นจะชะลอช้ากว่าปกติถึง5เท่า
นั่นก็หมายความว่าในทุกๆ 5ปี ร่างกายของคนผู้นั้นจะแก่ขึ้น 1 ปีเท่านั้นและเมื่อทะลวงขั้นที่สูงขึ้นไปร่างกายจะเติบโตช้ากว่าเดิมอีก 3 เท่าตัว นั่นก็คือเมื่ออยู่ในขอบเขตขั้นแตกหน่อก็จะแก่ช้าลงอีก15 ปี ขั้นผลิดอกจะแก่ช้าลงอีก 45 ปีตามลำดับ
การฝืนลิขิต์จึงถือเป็วิถีของผู้ฝึกตน ดังนั้นแล้วผู้ฝึกตนที่อยู่ในขอบเขตระดับขั้นที่สูงส่งนั้นจึงมีรูปร่างที่แก่ชราช้ากว่าปกติและสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ยาวนานกว่าคนธรรมดาทั่วไป
ต่อจากนั้นเมอร์ลินถามถึงเื่ของอาเธอร์ แน่นอนว่ามาตินในตอนนี้เขานั้นสามารถสืบข้อมูลที่เมอร์ลินอยากทราบได้อย่างไม่ยากเย็นทั้งนี้เขา้ารู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของอาณาจักรต่างๆ อีกด้วย
ข่าวของอาเธอร์นั้นเกี่ยวข้องกับการเมืองของอาณาจักรอารากอน
นั่นเพราะดยุกโควผู้เป็บิดาของเขานั้นได้ถูกแต่งตั้งให้เป็องค์รัชทายาทของอาณาจักรอารากอนเพื่อสืบทอดบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์อารากอน ทั้งนี้เนื่องจากกษัตริย์นั้นไร้ซึ่งบุตรสืบทอดราชบัลลังก์ดยุกโควซึ่งเป็พระอนุชาผู้เป็ที่รักจึงถูกแต่งตั้งให้เป็รัชทายาท
หลังจากนั้นไม่นานอาเธอร์จึงถูกเรียกตัวกลับอารากอน โดยทิ้งการเรียนที่โรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนเพื่อไปช่วยงานดยุกโควและเรียนรู้ในเื่ที่เกี่ยวกับการปกครองต่อไป เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาดในอนาคตอาเธอร์นั้นก็จะเป็รัชทายาทองค์ต่อไป
อีกทั้งยังมีข่าวเกี่ยวกับอาเธอร์ว่าเขานั้นได้กลายเป็ศิษย์ของวีรบุรุษของอาณาจักรอารากอน ชายผู้ปฏิเสธการรับตำแหน่งอัศวินโต๊ะกลมอันทรงเกียรติหลายต่อหลายครั้ง เขานั้นปฏิเสธมันทุกครั้งไปเขาคือ “ดราก้อน เอส เอริก” ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรอารากอน
เขามีพลังเวทย์ถึงระดับขอบเขตขั้นจอมเวทย์และเป็ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีฝีมือดาบสูงส่งที่สุดในอาณาจักรอารากอนกระทั่งเกือบครึ่งหนึ่งของสมาชิกอัศวินโต๊ะกลมในปัจจุบันก็ยังเป็ศิษย์ของเขา
การเป็ศิษย์ของเอริกนั้นสามารถคาดเดาได้เลยว่าในอนาคตของอาเธอร์จะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน
การที่เมอร์ลินสนใจในตัวของอาเธอร์นั้นนั่นเป็เพราะว่าใน่เวลาก่อนที่เขาจะตกลงไปในหลุมมิติลึกลับนั้นเขาได้ััถึงพลังที่คุ้นเคยจากตัวของอาเธอร์เมื่อเขาได้ดึงดาบเล่มนั้นขึ้นมาจากการคาดเดามันอาจเป็ไปได้ว่าดาบเล่มนั้นอาจเป็ส่วนหนึ่งของสมบัติโซโลมอน
ประการหนึ่งเมื่อเขาได้ทราบว่าอาเธอร์นั้นเป็ศิษย์ของเอริกเขาก็เกิดความกังวลขึ้น นั่นหมายความว่าหากดาบเล่มนั่นเป็สมบัติของโซโลมอนจริงๆการที่เขาจะได้มันมานั้นจะต้องไม่ง่ายอย่างแน่นอน อาจารย์ที่แข็งแกร่งของอาเธอร์อาจเป็อุปสรรคแก่เขาก็เป็ได้
สิ่งใดที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเขานั้นจะต้องคิดให้รอบคอบเขาในตอนนี้ยังอยู่ในระดับแรกของการก่อลำต้นเพียงเท่านั้น
พลังปราณเซียนกับพลังเวทย์นั้นแตกต่างกัน เมอร์ลินนั้นยังไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้กับมนุษย์ในดินแดนนี้แต่จากการสังเกตของเขาในโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนด้วยระดับแรกของการก่อลำต้นของเขานั้นสามารถต่อสู้กับผู้ใช้เวทมนต์ในระดับนักเวทย์ได้อย่างแน่นอนส่วนในระดับนักรบเวทย์นั้นเขายังไม่มั่นใจนัก
ในอนาคตเขานั้นมีแผนการที่จะเข้าใกล้อาเธอร์อีกครั้งเพื่อทดสอบว่าดาบเล่มนั้นจะเป็สมบัติของโซโลมอนหรือไม่หากใช่เขานั้นจำเป็จะต้องลงมือ่ชิงมันเมื่อเหตุการณ์ถึงขั้นนั้นเขาอาจจะต้องคิดให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง
อีกเื่หนึ่งที่เมอร์ลินคิดไว้ ในตอนนี้เขานั้นยังคำนึงถึงการใช้พลังเวทย์ของเขา
เมอร์ลินได้ทำการสอบถามมาตินเพิ่มเติมในเื่ของการได้มาของผ้าคลุมเวทย์
ผ้าคลุมเวทย์นั้นเป็สิ่งหนึ่งที่จำเป็สำหรับผู้ใช้เวทมนต์มันคือการ่ชิงความได้เปรียบจากผู้ใช้เวทมนต์คนอื่นๆ หากปราศจากมันคนผู้นั้นอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็รองและสร้างความลำบากได้
ก่อนหน้านี้เมอร์ลินนั้นมีความรู้เื่ของผ้าคลุมเวทย์ในขอบเขตที่จำกัดเนื่องด้วยฐานะผู้รับใช้อันต่ำต้อยจึงทำให้เขาไม่ได้รับประโยชน์ในเื่นี้มากนัก
แต่ในตอนนี้มันจะไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปการอยู่ในขอบเขตของการก่อลำต้นทำให้เขาหมดข้อกังวลในการสร้างเสาปราณแห่งเต๋าเขานั้นสามารถฝึกพลังเวทย์ได้ตามที่เขา้าได้แล้ว
บัดนี้เขาไม่จำเป็ที่จะต้องอยู่ภายใต้ฐานะอันต่ำต้อยอีกต่อไป
แม้เื่ของผู้ฝึกตนขั้นผลิดอกจะยังสร้างความกังวลใจให้แก่เขาแต่ในฐานะผู้ก่อลำต้นผู้หนึ่งนั้นย่อมมีสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้บ้าง
เมื่อเขาเป็ผู้ใช้เวทมนต์ผู้หนึ่งได้เขาก็จะใช้ฐานะของผู้ใช้เวทมนต์ปกปิดตัวตนของเขาไว้
จากข้อมูลที่ได้มาจากมาตินทำให้เขานั้นได้รู้ว่าการได้มาซึ่งผ้าคลุมเวทย์นั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่นักเรียนของโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยน
ศาสนจักรแห่งแสงผู้ซึ่งคงอยู่ด้วยความเป็กลางของโลกพวกเขาได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมการทดสอบได้
โดยที่ผู้เข้าร่วมการทดสอบนั้นจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง10ไดมอน ด้วยสถานะของเมอร์ลินในตอนนี้เื่นี้ไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้แก่เขา
การทดสอบครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้นในอีก 1เดือนข้างหน้า เมอร์ลินจึงตัดสินใจจะรั้งอยู่ที่ร้านเสื้อคลุมสีฟ้าอีก1 เดือน เพื่อทำการผลิตน้ำยาเพิ่มเติม ก่อนที่เขาจะเข้าร่วมการทดสอบชิงผ้าคลุมเวทย์ที่จะเกิดขึ้น