14
ตอนเช้าเธอเกือบจะตื่นสาย แต่เมื่อระลึกได้ว่าต้องรีบไปทำอาหาร เธอก็กระเด้งตัวลุกจากเตียง
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เธอก็รีบหุงข้าวและทำอาหารง่ายๆ อย่างผัดแตงกวา หมูผัดพริกหยวก และซุปไข่ ขณะทำอาหาร เธอก็เปิดดูของรางวัลพิเศษที่ได้รับมาเมื่อวานไปด้วย
“หน้ากากอำพราง ใส่แล้วจะช่วยอำพรางหน้าตาและรูปร่างให้สมจริงตามใจนึก…เจ๋งสุดๆ!” เสวี่ยหงหยิบ ‘หน้ากากอำพราง’ ที่เป็เหมือนผ้าคลุมศีรษะสำเร็จรูปสีดำ ลักษณะคล้ายฮิญาบแบบปิดครึ่งหน้าของผู้นับถือศาสนาอิสลาม
“ไว้พรางตัวเวลาออกจากหมู่บ้านกับเข้าตลาดมืดแล้วกัน ต้องระวังตัวให้มากขึ้นจริงๆ” เธอพอใจกับของรางวัลชิ้นนี้อย่างยิ่ง จากนั้นเธอก็หยิบม้วนทักษะออกมาดู
“หืม? มันใช้งานยังไงกันล่ะเนี่ย” เสวี่ยหงพลิกม้วนทักษะไปมา ลองเรียกหน้าต่างอธิบายการใช้งานดู แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
‘ความจริงทักษะนี้ต้องทำการซิงค์ข้อมูลกับโฮสต์ค่ะ แต่เนื่องจากโฮสต์มีสติรับรู้ไม่ครบถ้วน มันจึงถูกเก็บไว้ในรูปแบบม้วนตำราแบบนี้ โฮสต์แค่บอกว่าซิงค์ข้อมูล ก็ใช้งานได้แล้วค่ะ’ หลิงปาอธิบาย
“อ้อ โอเค แล้วใช้เวลานานไหมหลิงปา”
ตอนนี้หยวนิอาจโผล่มาได้ทุกเมื่อ เธอจึงไม่อยากเสี่ยง หากการซิงค์ข้อมูลทำให้เกิดเอฟเฟคแสงสีเสียงขึ้นมา เธอไม่รู้จะอธิบายกับเขาอย่างไรดี
‘ไม่เกิน 5 วินาทีค่ะ’
เธอร้องอ้ออีกคำ ก่อนจะสูดหายใจเข้า “งั้นซิงค์ข้อมูล”
Syncing…Complete
รวดเร็วเสียจนเธอยังไม่ทันหายใจออกด้วยซ้ำ
เสวี่ยหงเรียกดูหน้าทักษะของทักษะก็อปปี้แคท และมันก็แสดงรายละเอียดดังนี้
ทักษะก็อปปี้แคท (ลับ)
ทักษะนี้เป็ทักษะเรียกใช้ เพียงคุณพูดว่า ‘ก็อปปี้’ คุณก็จะสามารถใช้เพื่อก็อปปี้สิ่งของได้วันละ 3 ครั้ง เมื่อใช้ครบจำนวนครั้งแล้วคุณจะรู้สึกอ่อนล้าหมดแรง หรืออาจหมดสติได้ โปรดระมัดระวังการใช้งานทักษะ
คำเตือน: ห้ามใช้กับสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็คน สัตว์ หรือพืช
เสวี่ยหงอ้าปากค้างตกตะลึงไปแล้วเมื่ออ่านจบ
‘คุณพระคุณเ้าช่วย! ทักษะโคตรโกง!!’ เธอดีใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก
“คุณเป็อะไรหรือเปล่าครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะของเธอ
เสวี่ยหงสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อหันมาก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงกำลังมองมาที่เธอด้วยความเป็ห่วง
ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าได้ยินประโยคนี้จากปากเขาบ่อยเหลือเกิน แต่นั่นหมายถึงว่าเขาใส่ใจเธอและเป็ห่วงเป็ใยเธอใช่ไหมล่ะ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ฉันแค่เหม่อนิดหน่อย พอดีกำลังคิดอะไรเพลินๆ น่ะค่ะ” เธอส่งยิ้มหวานเยิ้มให้เขา
หยวนิรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ นึกอยากจะดึงคนร่างเล็กมากอดแน่นๆ สักที แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะประตูรั้วยังเปิดกว้างทิ้งไว้ หากเกิดว่ามีใครมาเห็นเข้า เสวี่ยหงอาจลำบากได้
ชายหนุ่มยิ้มตอบ จากนั้นก็ช่วยยกถ้วยชามไปวาง เตรียมลงมือกินมื้อเช้าก่อนแยกย้ายกันไปทำงาน
แต่ในตอนนั้นเอง…หางตาของเขาก็คล้ายกับจะเห็นเงาวิ่งผ่านวูบที่หน้าประตูรั้ว
เขารีบเดินไปที่รั้ว ทันเห็นแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กสองคน
“มีอะไรรึเปล่าคะ” เสวี่ยหงเห็นท่าทางของเขาก็ตื่นตัว กลัวว่าจะมีใครมาหาเื่อีก
“แค่เด็กขี้สงสัยน่ะครับ” เขาตอบอย่างไม่คิดอะไรมาก “ผมเห็นหลี่อ้ายหลินกับเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่ง อายุน่าจะไม่เกิน 6 ปี”
เสวี่ยหงรู้ได้เลยทันที “นั่นคือน้องชายคนสุดท้องของฉันเองค่ะ หลี่ซูอวิ๋น”
หยวนิร้องโอ้คำหนึ่ง แล้วเลิกสนใจ รีบลงมือกินมื้อเช้าหน้าตาแสนโอชะทันที
หลังจากที่เขาออกไปทำงาน เสวี่ยหงก็เก็บกวาดบ้านเหมือนที่ทำทุกวัน จากนั้นจึงมานั่งพัก และตั้งใจจะดูหน้าต่างคู่รักเสียหน่อย เมื่อวานและตอนเช้าเธอไม่มีเวลาตรวจดูเลย
คู่รัก
หยวนิ
สถานะ: คนรัก
สุขภาพ: เหนื่อยล้า ขาดสารอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามินซี และธาตุเหล็ก
ความผิดปกติแฝง: ไม่มี
“อืม คงต้องทำอาหารบำรุงให้เขามากกว่านี้สินะ” นี่ไม่ใช่เื่ยากอะไร ในเมื่อตอนนี้เธอมีข้ออ้างแล้ว เธอสามารถสร้างสรรค์สารพัดอาหารรสเด็ดให้เขากินได้ทุกเมื่อ
เธอจะทำอาหารให้หอมฉุย ยั่วน้ำลายบ้านข้างเคียงเสียให้เข็ด
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้ารั้ว เสวี่ยหงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน ในเวลาทำงานแบบนี้ ใครกันที่มาเคาะประตูเรียกเธอ?
หญิงสาวกวาดตามองรอบๆ บริเวณเพื่อให้แน่ใจว่าเก็บข้าวของทุกอย่างไว้ในมิติแล้ว ก่อนจะเดินไปเปิดประตู และก็ได้เห็นร่างเล็กของเด็กชายหญิง
เป็หลี่อ้ายหลินกับหลี่ซูอวิ๋น
“พี่ใหญ่” อ้ายหลินทักทายเธอด้วยดวงตาเป็ประกาย ส่วนซูอวิ๋นนั้นไม่สนใจอะไร เขาคอยแต่จะยืดคอมองผ่านพี่สาวคนโตเข้าไปในบ้าน
เสวี่ยหงมองเด็กสองคนตรงหน้าแล้วให้รู้สึกปวดหัว
‘วันก่อนแม่กับน้องสาว วันนี้น้องสาวกับน้องชาย จะมีวันไหนที่ฉันได้อยู่อย่างสงบสุขบ้างไหมเนี่ย!’ เสวี่ยหงคิดด้วยความรำคาญใจ ขณะมองน้องสาวต่างมารดาเป็เชิงว่า ‘มีอะไร?’
“พี่ใหญ่ คือว่าฉันกับน้องเล็กหิวมากเลย เมื่อเช้าแม่ให้กินแค่น้ำข้าวต้มถ้วยเดียวเอง” อ้ายหลินอธิบาย พลางสะกิดน้องชายให้ช่วยพูด
“ใช่ๆ พี่ใหญ่มีอาหารเหลืออยู่บ้างไหม ผมหิวจะตายอยู่แล้ว” ซูอวิ๋นดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันใด
“ไม่มีหรอก หมดแล้วล่ะ” เสวี่ยหงตอบเสียงนิ่ง
“หมดได้ยังไงกัน เมื่อเช้าฉันเห็นนะว่าพี่ทำอาหารไว้เยอะมาก ฉันได้กลิ่นข้าวหุงกับเนื้อผัด! พี่กินกันแค่สองคนแต่ทำอาหารตั้งหลายอย่าง จะกินหมดไหวได้ยังไง!” อ้ายหลินโต้แย้งด้วยท่าทางราวกับมารดากำลังสั่งสอนบุตร
“ผมก็ได้กลิ่น! มันหอมมาก! พี่อย่าขี้งกไปหน่อยเลย แบ่งอาหารให้พวกเรากินหน่อยสิ แม่ทำอาหารไม่อร่อยแถมยังให้น้อยอีกด้วย” ซูอวิ๋นทำหน้ายับย่น เด็กชายเคยชินกับรสมือของเสวี่ยหงคนก่อนมากกว่ารสมือแม่ เขาจึงคิดถึงอาหารที่พี่สาวทำอย่างมาก
เสวี่ยหงรู้สึกพูดไม่ออกไปชั่วขณะ หิวแล้วมาขออาหารจากคนอื่นเนี่ยนะ?
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็คนต้นคิดเื่นี้
ในเมื่อคราวก่อนฉกฉวยผลประโยชน์จากเธอกับหยวนิไม่ได้ คราวนี้เลยคิดจะใช้ความใจอ่อนของเธอให้แบ่งอาหารสินะ
แต่ขอโทษเถอะ…เธอไม่ใช่เสวี่ยหงคนก่อนเสียหน่อย ทำไมจะต้องใจอ่อนยอมแบ่งอาหารให้ด้วยล่ะ?
“ไม่มีแล้วจริงๆ อาิกินจุมาก อีกอย่าง วัตถุดิบที่พี่ใช้ก็เป็ส่วนแบ่งของอาิ พี่แบ่งให้ใครไม่ได้หรอก ถ้าพวกเธอสองคนหิวก็ไปบอกพ่อกับแม่สิ พ่อแม่คนไหนจะทนเห็นลูกหิวจนตายได้บ้าง”
“พี่ใหญ่! ทำไมพี่ถึงใจร้ายแบบนี้! ฉันกับน้องหิวจะเป็จะตายกลับไม่คิดช่วยเหลือเนี่ยนะ!” อ้ายหลินตวาดเสียงดังด้วยความไม่พอใจ
เสวี่ยหงถอนหายใจ “ก่อนจะช่วยเหลือใคร เราต้องแน่ใจว่าตัวเองมีมากพอให้ช่วยเหลือ แต่พี่ไม่มี ถึงอยากจะช่วยก็คงช่วยไม่ได้ เธอสองคนกลับบ้านไปเถอะ”
ซูอวิ๋นเบะปาก หยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอ “ผมหิว! ผมอยากกินข้าวกับเนื้อ! จะกินเนื้อ! จะกิน!!”
เสวี่ยหงต้องรีบยกมือขึ้นปิดหูเมื่อเด็กชายแผดเสียงร้องแหลม ทั้งยังทิ้งตัวลงไปนั่งบนพื้นแล้วดิ้นพราดๆ
“พี่มันหมาป่าตาขาวเหมือนกับที่แม่บอกเลย! บ้านเราเลี้ยงดูพี่มาอย่างดี พอตอนนี้เราลำบากกลับไม่คิดช่วยเหลือ!” อ้ายหลินยังคงตวาดเสียงดัง ฝีปากของเด็กหญิงนั้นคมกริบเหมือนกับแม่ของเธอไม่มีผิด
เสวี่ยหงเห็นแม่เฒ่าฝานเดินออกมาดูเหตุการณ์ที่หน้าบ้าน เธอส่ายหน้าน้อยๆ เป็การบอกว่าไม่ต้องยื่นมือเข้าช่วย เื่แค่นี้เธอจัดการได้ แม่เฒ่าฝานจึงยืนมองดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น
“อะไรที่เรียกว่าลำบาก เธอรู้จักอย่างนั้นเหรอ หลี่อ้ายหลิน ั้แ่เธอจำความได้ เธอเคยช่วยพี่ทำงานบ้านไหม เคยลงนาช่วยพ่อแม่ไหม เคยเข้าป่าไปเก็บผักไหม เคยต้องซักผ้าในน้ำเย็นๆ จนมือแตกไหม นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ นะ ความลำบากที่ฉันต้องเจอน่ะยังมีมากกว่านี้เยอะ!” เสวียหงชี้หน้าเด็กหญิงและกล่าวตอบเสียงเย็นเยียบ
อ้ายหลินเชิดหน้าขึ้น “ก็นั่นมันหน้าที่พี่”
เสวี่ยหงแค่นเสียงดัง เหอะ! “แล้วหน้าที่ของเธอคืออะไร? วันๆ พี่เห็นแต่ออกไปวิ่งเล่น ไม่เคยเห็นอยู่บ้านช่วยงานอะไรสักอย่าง”
คราวนี้อ้ายหลินเถียงไม่ได้ เพราะนั่นคือความจริง เธอนึกขัดใจที่หลี่ซูจวิ้น พี่ชายของเธอ ไม่ยอมมาด้วยในครั้งนี้ ไม่อยากนั้นเขาคงจะมีวิธีแย่งอาหารมาได้ ในเมื่อใช้วาจาไม่ได้ ก็ใช้กำลังไปเลย!
เื่ใช้กำลังน่ะงานถนัดของซูจวิ้น
“พอๆ ซูอวิ๋นหยุดร้องสักทีแล้วกลับบ้านไปซะ ที่นี่ไม่มีอะไรให้เธอกินทั้งนั้นแหละ อยากกินก็ออกไปหาเอาเองเถอะ!” เสวี่ยหงพูดพลางเข้าไปพยุงน้องชายให้ลุกขึ้น
แต่เขากลับปัดมือเธอออก แล้วผลักเธอจนเซ
“พี่อย่ามาหลอกผมหน่อยเลย พี่ต้องมีอาหารเหลืออยู่เยอะแน่ๆ แต่พี่ไม่อยากแบ่งให้เรา!”
เสวี่ยหงปวดหัวตุบ และเลิกอธิบาย เพราะการใช้เหตุผลกับเด็กสองคนนี้ไม่มีทางทำให้อะไรๆ ดีขึ้น เธอจึงตัดสินใจหันหลังกลับ หมายจะเข้าบ้านปิดประตู
แต่เด็กชายกลับพุ่งมาทางเธอ อาจจะคิดอยากผลักเธออีกครั้ง หรือวิ่งเข้าไปดูภายในบ้านก็ได้ แต่ด้วยสัญชาตญาณ เสวี่ยหงจึงเบี่ยงตัวหลบออกไปทางด้านหนึ่ง
ซูอวิ๋นอยากจะผลักพี่สาวให้ล้มลง แต่เขาไม่คาดคิดว่าเธอจะเบี่ยงตัวหลบในตอนที่เขาโถมตัวเข้าไป เขาจึงถลาเข้าชนขอบประตูอย่างจัง
แง!!
หลี่ซูอวิ๋นร้องจ้าทันที บนหน้าผากของเขามีรอยแผลยาวเกือบ 2 เิเ และมีเืไหลออกมาจนเปรอะทั่วทั้งใบหน้าเล็กๆ ของเขา
เสวี่ยหงตื่นตระหนกทันที แม้เธอจะไม่ชอบนิสัยของเด็กคนนี้ แต่เธอก็ไม่เคยคิดอยากทำร้ายเด็กจนเืตกยางออก เธอจึงรีบตั้งสติ หยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกมา ก่อนจะเข้าไปอุ้มเขาขึ้นมา และใช้ผ้าปิดปากแผลไว้
“เสี่ยวอวิ๋น กดแผลห้ามเืก่อนนะ เดี๋ยวพี่พาไปทำแผล” เธอบอกเด็กชายเสียงนุ่มปลอบประโลม
“เจ็บ!! พี่ทำร้ายผม!” เขาหลับหูหลับตาแหกปากและพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนของพี่สาว
“ชู่วๆ หยุดดิ้นก่อน ถ้าตกลงไปจะเจ็บกว่าเดิมนะ เสี่ยวอวิ๋นฟังพี่ ต้องกดแผลห้ามเืไว้ ไม่อย่างนั้นเืจะไหลไม่หยุดเลยนะ” เสวี่ยหงพยายามหลอกล่อ
“ใช่แล้ว เสี่ยวอวิ๋น ใจเย็นๆ ก่อนนะ พี่สาวกำลังช่วยหนูอยู่” แม่เฒ่าฝานที่เห็นเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบรีบเข้ามาช่วยปลอบ
ส่วนหลี่อ้ายหลินนั้นวิ่งหนีไปนานแล้ว เธอไม่แม้แต่จะคิดเข้ามาช่วยน้องชายตัวเอง
“ฮึก! เจ็บ! ผมเจ็บ!” ซูอวิ๋นหยุดดิ้นรนแล้ว เหลือเพียงอาการสะอื้นเท่านั้น
“พี่รู้ๆ แต่ต้องกดไว้ก่อนนะ ไม่งั้นไม่หาย” เสวี่ยหงปลอบ
“หนูพาน้องไปที่บ้านของผู้ใหญ่หลี่เถอะ แม่ต้าซานมียาทำแผลเก็บไว้เผื่อฉุกเฉินอยู่น่ะ ไปๆ เดี๋ยวยายไปด้วย” แม่ต้าซานก็คือภรรยาของผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง แม่เฒ่าฝานและคนอื่นๆ ในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่าที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านเป็เหมือนอนามัยเล็กๆ หากไม่ได้าเ็หรือป่วยร้ายแรงมาก ส่วนใหญ่ก็จะไปขอหยูกยาจากที่นั่นกัน
“ขอบคุณค่ะ” เธอรับคำแล้วรีบไปที่นั่น
การจับเด็กชายทำแผลนั้นเป็เื่ยากลำบากพอสมควร เพราะเขาคอยแต่จะอาละวาดและดิ้นรนหลบหนี ไม่ยอมให้ใส่ยาเพราะความแสบ แต่สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี
และตอนนี้เขาก็นอนหมดฤทธิ์เดชอยู่ในอ้อมแขนของพี่สาว แขนเล็กๆ กอดรอบลำคอเธอแน่น ใครจะอุ้มไปก็ส่งเสียงสะอื้นฮักแล้วรัดแขนแน่นกว่าเดิม ทุกคนจึงต้องปล่อยให้เขาหลับทั้งอย่างนั้น
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ เดี๋ยวอีกสักพักเขาก็คงจะตื่นแล้ว ไม่รู้ว่าคุณป้าพอจะมียาแก้ปวดหรือยาลดไข้ไหมคะ หนูคิดว่าคืนนี้เสี่ยวอวิ๋นคงมีไข้แน่ๆ เลย” เสวี่ยหงถามเจินผิง ภรรยาของผู้ใหญ่บ้าน
“มีแต่ยาลดไข้จ้ะ แต่ป้ากลัวว่าเด็กคงกินยาก เพราะมันเป็ยาต้มขมๆ”
“กินไม่ได้ก็ต้องกินแล้วล่ะแม่ต้าซาน ไม่อย่างนั้นไข้ขึ้นสูงจะอันตราย” แม่เฒ่าฝานบอก
“ใช่ๆ หรือเราควรจะพาเสี่ยวอวิ๋นไปอนามัยในตัวตำบลกันดีล่ะ” ผู้ใหญ่บ้านหลี่เองก็อยู่บ้าน เขาจึงออกความเห็น
“เกรงว่าพ่อแม่หนูคงไม่อยากให้ไปนะคะ” เสวี่ยหงตอบนิ่งๆ
ผู้ใหญ่ทั้งสามได้ยินเช่นนั้นก็ทอดถอนใจ
“แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมจู่ๆ เสี่ยวอวิ๋นถึงไปหัวแตกอยู่ที่บ้านอาหงได้ล่ะ แบ่งแยกอาณาเขตกันชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ” เจินผิงถาม
“คืออย่างนี้…” แม่เฒ่าฝานเป็ฝ่ายเล่าเื่ทั้งหมด ที่นางติดตามมาด้วยก็เพื่อเป็พยานให้กับเสวี่ยหง ด้วยเกรงว่าคนบ้านหลี่สามจะมาเอาเื่โดยไม่ถามไถ่หาสาเหตุ
ผู้ใหญ่บ้านหลี่และภรรยาได้ฟังเื่ราวก็ถึงกับส่ายหน้า
“แล้วนี่อ้ายหลินไปไหนเสียล่ะแม่เฒ่า” ผู้ใหญ่บ้านถาม
“ไม่รู้สิ ฉันเห็นวิ่งหายตัวไปั้แ่เห็นว่าน้องชายหัวแตกแล้วล่ะ ไม่รู้ว่ากลัวความผิด หรือรีบวิ่งไปฟ้องแม่ ถ้าเป็อย่างหลังก็เตรียมรับพายุได้เลยพ่อผู้ใหญ่” แม่เฒ่าฝานตอบ
“มาก็มาสิ ใครกลัวกันเล่า!” ผู้ใหญ่บ้านประกาศกร้าว
“ทำไมหมู่บ้านเราถึงต้องมีคนอย่างหวังอวี้ด้วยนะ จะแย่งอาหารของคนอื่นเนี่ยนะ คิดได้ยังไงกัน” เจินผิงกล่าวกระแทกกระทั้นด้วยแรงอารมณ์
เสวี่ยหงรู้สึกขอบคุณผู้ใหญ่ทั้งสามยิ่งนักที่เอ็นดูและพร้อมช่วยเหลือเธอ
สงสัยเธอคงจะต้องทำทุกอย่างให้มันเด็ดขาดชัดเจนเสียแล้วสิ…