เช้านี้นางตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ท้องฟ้าด้านนอกยังมืดอยู่เลย หาได้ยากนะที่คนตื่นสายแบบนางจะตื่นได้เช้าขนาดนี้ อาจจจะเป็เพราะเมื่อคืนนอนเร็วก็เป็ได้
‘หาวววว’
พอลุกขึ้นนั่งบนเตียงได้ก็หาวปากกว้าง (แมลงวันบินเข้าไปตายได้หลายตัวละ/ไรท์) และบิดี้เีทันที นี่ก็เป็อีกนิสัยนึงที่เคยชินมาก
หากสามีที่นึกหน้าไปออกคนนั้นกลับมาและนอนห้องเดียวกัน ได้มาเห็นสภาพแบบนี้ไม่ขวัญกระเจิงเลยเหรอ ว่าแต่นางต้องคีพลุคไหมนะ คงไม่ต้องหรอกมั้ง
เพราะพี่ที่รู้จัก เคยบอกไว้ว่าการที่เราจะตัดสินใจรักใครหรืออยู่ร่วมกับใครสักคน เราต้องให้เขาเห็นนิสัยหรือสัน…ที่แท้จริงของเราั้แ่แรก ไม่ต้องแอ๊บ รับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็แยกย้ายกันไป
เพราะถ้าเริ่มที่การแอ๊บหรือหลอกลวง มันก็จะเป็เช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้นนั่นเอง และเมื่อวันใดที่แอ๊บแตกก็จะบันเทิงกันเลยทีเดียว
งั้นนางขอเลือกเป็ตัวของตัวเองไปเลยดีที่สุด ฮิฮิ
ช่างเื่นี้ไปก่อนละกัน ว่าแต่วันนี้จะทำอะไรดีนะ หลังจากที่ดูเสบียงเมื่อวานแล้วก็มีไม่เยอะเท่าไหร่ งั้นวันนี้เราไปหามาเพิ่มดีกว่า
เอาทางหลังบ้านนี่แหละ ข้ามลำธารไปก็เป็ป่าแล้ว มันค่อนข้างโปร่งไม่น่ามีอะไร
ที่โลกนู้นตอน่ปิดเทอมนางก็ไปอยู่บ้านตายายบ่อย ๆ ความรู้ก็มีไม่น้อย ไหนจะที่ขอพรมาจากท่านผู้เฒ่าจันทราอีกหละ ได้มาแล้วต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด เอาให้คุ้ม
ระหว่างที่นั่งคิดวางแผนอยู่นั้น นางก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่ด้านนอกห้อง สงสัยเหล่าเด็กน้อยจะลุกแล้วหละ ขยันกันจริง ๆ นะ
งั้นชวนไปออกกำลังกายกันดีกว่า จะได้แข็งแรงไปด้วยกัน ว่าแล้วนางก็ลุกเดินไปที่ประตูและเปิดออกทันที
“จ๊ะเอ๋ ทำอะไรกันหนะ”
“ว๊าย/เหวอ”
สภาพที่นางเห็นตอนนี้คือ เด็กน้อยทั้งสองล้มลงนั่งหน้าเหวออยู่กับพื้นเรียบร้อยแล้ว นางรีบเข้าไปดูทันที ด้วยกลัวว่าเด็ก ๆ จะได้รับาเ็
“เห้ยย เป็อะไรมากรึป่าว ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นไม่คิดว่าพวกเ้าจะใกันมากขนาดนี้ ข้าขอโทษนะ ว่าแต่สภาพพวกเ้าดูไม่จืดเลยอะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
เมื่อเห็นว่าเด็ก ๆ ไม่เป็อะไรมาก นางก็หัวเราะขำออกมาทันที
‘ท่านยังจะมาขำข้าอีก เมื่อครู่ข้าใจนใจหายไปหมด อีกอย่างดูไม่จืดคืออะไร ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย ’
คู่แฝดบ่นอุบอิบในใจและมองค้อนพี่สะใภ้ของตนเองพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ส่วนคนที่ห้วเราะก็ไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีใครมองค้อนให้ตนบาง
เมื่อนางหยุดหัวเราะได้แล้ว จึงชวนเด็กน้อยทั้งสองไปออกกำลังกายด้วยกัน โดยบอกว่าต่อไปพวกเราจะต้องตื่นมาออกกำลังกายทุกวันให้เป็นิสัย เพื่อร่างกายที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย ๆ นั่นเอง
จากนั้นค่อยไปหุงหาอาหาร หรือใครมีอะไรอย่างอื่นต้องทำก็ค่อยไปทำ
ซึ่งเด็กทั้งสองก็ยอมทำตามด้วยดี โดยไม่รู้เลยว่ามันจะทำให้ร่างกายแข็งแรงได้จริงหรือไม่
แต่ในเมื่อพี่สะใภ้บอกว่าทำแล้วจะแข็งแรง นั่นหมายความว่า ถ้าแข็งแรงก็จะไม่เจ็บป่วย เมื่อไม่เจ็บป่วยก็ไม่ต้องหาหมอ และเมื่อไม่ต้องหาหมอก็จะไม่ต้องเสียค่ายา
เด็กทั้งคู่จึงเต็มใจที่จะทำเป็อย่างมาก เพราะไม่อยากเสียเงินนั่นเอง (คิดได้เป็ขั้นเป็ตอนมากลูกเอ้ย/ไรท์)
ทั้งหมดพากันเดินไปที่ลานกว้างหลังบ้าน เพราะถ้าไปทำที่ลานหน้าบ้านและมีใครผ่านมีเห็น อาจจะคิดว่าพวกเขาบ้าหรือผีเข้าก็เป็ได้
เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันและปัญหาที่จะเกิดขึ้น มาที่หลังบ้านนี่แหละปลอดภัยที่สุด
เมื่อมาถึงแล้ว นางก็มายืนด้านหน้า และให้ทั้งคู่ยืนถัดออกไป โดยให้กางแขนออกทั้งสองข้างเพื่อกะระยะความห่าง เวลาออกกำลังกายจะได้ไม่ชนกัน
เมื่อจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว ชิงอีก็ชูกำปั่นขวาขึ้นฟ้ามือซ้ายเท้าเอวแหงนหน้ามองฟ้าเล็กน้อย แล้วพูดด้วยความภูมิใจว่า
“โรงเรียน อนุบาลหมีน้อย เปิดอย่างเป็ทางการเรียบร้อยแล้ว โหะ ๆ ๆ”
สองพี่น้องหันมาสบตากัน และพูดคุยกันทางสายตายว่า
‘พี่สะใภ้เป็อะไรน้องเล็ก’
‘ข้าไม่รู้’ เด็กหญิงส่ายหัว
‘แล้ว โรงเรียน อนุบาลหมีน้อย คืออะไร’
‘ข้าไม่รู้ ข้าก็ยืนอยู่กับท่าน อยากรู้ท่านก็ถามซิ’ เด็กหญิงส่ายหัวอีกครั้ง พร้อมถลึงตาใส่พี่ชายตัวเอง
เด็กชายครุ่นคิดชั่วครู่ก็เบิกตากว้างขึ้น หันกลับไปสบตาน้องสาวอีกครั้ง ซึ่งน้องตัวเองก็เหมือนจะคิดแบบเดียวกัน ทั้งคู่ค่อย ๆ หันไปมองพี่สะใภ้และคิดในใจพร้อมกันว่า
‘หรือ… หรือนางจะเป็บ้าไปแล้ว’
ส่วนคนที่ถูกหาว่าเป็บ้านั้น เมื่อหยุดหัวเราะได้แล้วก็หันกลับมามองนักเรียนของตนเองทันที
ทำให้สองพี่น้องรีบยืนตัวตรงปกปิดพิรุธในใจ เมื่อนางเห็นว่าพร้อมกันแล้วก็เริ่มสอนทันที
“เอาหละ ก่อนอื่นเลยเราจะต้องวอร์มร่างกายตัวเองก่อน เป็การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อที่ว่าเวลาเราออกกำลังกายจะได้ไม่เกิดอาการาเ็นั่นเอง”
แม้เด็กน้อยจะไม่เข้าใจคำว่า วอร์มร่างกาย คืออะไร แต่พวกเขาก็ค่อนข้างเข้าใจในคำอธิบาย ดังนั้นจึงไม่ได้เอ่ยถาม
พวกเขาคิดแค่ว่าพี่สะใภ้ให้ทำอะไรก็ทำตามไปเท่านั้นเอง และพวกเขาก็แอบจำคำที่นางพูด เพื่อที่คราวหน้าจะได้คุยกันรู้เื่
โดยเด็กทั้งคู่ไม่ได้เอะใจหรือสงสัยในพฤติกรรมต่าง ๆ ของพี่สะใภ้ ว่าทำไมถึงไม่เหมือนใครเลย
“เริ่มท่าแรกกันเลย ยืนตัวตรง แยกขาออกจากกันเล็กน้อย ทำแบบนี้จะเป็ท่าเริ่มต้นของท่าอื่น ๆ ต่อไปด้วย
จากนั้นยืดแขนขวาพาดไปทางด้านซ้าย ใช้แขนซ้ายตั้งฉากดึงแขนขวา ทำสลับข้างกันไปมา ข้างละ 10 ครั้ง แบบนี้ พวกเ้าทำได้หรือไม่”
นางหันหน้าเข้าหาทั้งคูู่่และทำให้ดูเป็ตัวอย่าง
“แบบนี้ใช่หรือไม่ ขอรับ/เ้าค่ะ” แม้ตอนแรกทั้งคู่จะงงและไม่เคยชิน แต่ก็สามารถทำออกมาได้เหมือนที่นางสอน
“ใช่แล้ว ทำต่อให้ครบจำนวน ทั้งสองข้างนะ ใช่แบบนั้นแหละ” นางทำไปก็ดูเด็ก ๆ ไปด้วย
“ครบแล้ว เรามาต่อท่าที่ 2 กัน ยืนในท่าเริ่มต้นนะ ก้มตัวลง ใช้มือซ้ายแตะไปที่ขาขวา สลับข้าง ใช้มือขวาแตะไปที่ขาซ้าย ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้งเหมือนเดิม
ท่านี้สำหรับผู้หญิงเราอาจจะไม่ค่อยเรียบร้อยไปหน่อยนะซิงเอ๋อ แต่เราก็ทำกันแค่ในบ้านไม่มีใครเห็น
อีกอย่างเพื่อร่างกายที่แข็งแรง ไม่เป็อะไรหรอก ถ้ามัวแต่ห่วงชื่อเสียงและความเหมาะสม ก็ตายกันพอดี”
นางจัดการยัดความคิดและความมั่นใจแบบสาว ๆ ในโลกอนาคต ให้น้องสาวสามีทันที โดยไม่รู้เลยว่าในอนาคตนางจะได้ทายาทอสูรมาหนึ่งคน
นางและเด็กน้อยทำการวอร์มร่างกายด้วยท่าต่าง ๆ ผ่านไปได้ 1 เค่อ จึงหยุดพักก่อนเพราะหมดแรง ด้วยทั้งสามคนไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแรง และเหมือนจะขาดสารอาหารกันด้วย (ก็ยากจน ไม่ขาดสารอาหารซิแปลก/ไรท์)
ทำให้วันนี้พวกนางได้แค่วอร์มอย่างเดียว แต่ไม่เป็ไรวันต่อไปค่อยเพิ่มท่าและเพิ่มเวลาไปเรื่อย ๆ วันนี้ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว
นางหันไปมองเด็ก ๆ ที่นั่งอยู่ด้านข้าง พบว่าแต่ละคนนั่งหอบหายใจและมีเหงื่อออกเต็มไปหมด สงสัยจะเหนื่อยมาก ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ไปทำอาหารมื้อเช้าดีกว่า เดี๋ยวต้องเข้าป่ากันอีก
“วันนี้เราพอกันแค่นี้แล้วกัน พวกเ้าไหวกันหรือไม่ ถ้าไม่ไหวก็นั่งพักไปก่อน เดี๋ยวข้าจะไปทำมื้อเช้า หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เราจะเข้าป่าหลังบ้านหาเสบียงกัน”
เด็กทั้งคู่หันหน้ามองกัน แล้วจึงพูดกับนางว่า
“พวกข้ายังไหวขอรับ แต่ว่าท่านจะเข้าป่าหลังบ้านหรือ พี่ใหญ่เคยอกไว้ว่า ไม่ให้เข้าเพราะมันอันตรายมากนะขอรับ”
ห่าวหลานตอบและถามถึงการเข้าป่าด้วยความกังวล เพราะยังจำที่พี่ชายสั่งไว้ได้เป็อย่างดี
“เราจะข้ามลำธารไป และไปไม่ไกลนัก ไม่น่าจะเจอสัตว์อะไร เพราะจากที่เห็นเมื่อวานมันเป็ป่าโปร่งไม่ค่อยรก
อีกอย่างพวกสัตว์ิญญาน่าจะอยู่ลึกเข้าไปมากกว่านี้เป็แน่ ดังนั้นเ้าไม่ต้องกลัวไป เชื่อใจข้าได้เลย
แต่ว่าหากไม่มีข้าหรือพี่ชายพวกเ้าพาไป ทั้งคู่ห้ามเข้าไปเองเป็อันขาดเข้าใจหรือไม่” นางกำชับเด็กน้อยด้วยเสียงที่จริงจังและเข้มงวดมาก
“เข้าใจเ้าค่ะ/ขอรับ” ทั้งคู่รับปากด้วยเสียงที่ขึงขัง
“งั้นเราเข้าครัวทำมื้อเช้ากันเถอะ ว่าแต่วันนี้จะทำอะไรกินดีนะ”
“กินเนื้ออีกได้หรือไม่เ้าคะพี่สะใภ้” ไป่ซิง พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนกระตือรือร้น นางยังจำรสชาติที่ได้กินเมื่อวานได้ และยังอยากกินมันอีก
“ได้ซิ สาวน้อยของเราขอมาทั้งที พี่สะใภ้ทำให้ได้อยู่แล้ว ว่าแต่เ้าหละเสี่ยวหลาน อยากกินอะไร บอกข้ามาได้เลยนะ”
ชิงอีเอ่ยแซวแฝดน้องแล้ว ก็หันมาถามแฝดพี่ด้วยเช่นกัน เดี๋ยวเด็ก ๆ จะรู้สึกว่านางไม่มีความเท่าเทียม
“แล้วแต่พี่สะใภ้เลยขอรับ ข้ากินได้หมดทุกอย่าง”
เขาทำหน้านิ่งแล้วตอบออกไป (พี่ใหญ่ทำหน้าแบบนี้หรือป่าวนะ ข้าชอบมากเลยรู้สึกน่าเชื่อถือมาก)
เขานั้นกินได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่จะว่าไปเนื้อก็อร่อยนะ ได้กินอีกก็คงดี เขาได้แต่คิดในใจไม่กล้าพูดออกมา เพราะกลัวทุกคนจะมองว่าเขาเลือกกินและไม่เป็ผู้ใหญ่ เขาโตแล้วนะ (หนูเพิ่งอายุ 9 ปี ยังไม่เป็ผู้ใหญ่เลยลู้ก/ไรท์)
“ได้ เอาตามที่่ข้าทำนะ งั้นเราเข้าครัวกันเถอะ จะได้เสร็จไว ๆ”
“ขอรับฝเ้าค่ะ”
ว่าแล้วทั้งหมดก็พากันเดินเข้าครัวไปด้วยรอยยิ้มที่เต็มหน้าทันที
Talk