หลินชิงฮุยมองเข้าไปในดวงตาเปล่งประกายทรงแอพริคอตของฉวี่หลิงที่แฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์ในใจรู้สึกประหลาดใจอย่างที่สุด ก่อนจะหัวเราะฮ่าๆ ออกมา “ยัยหนูจอมโลภ อยากจะได้ของรับขวัญอะไรอีก จากที่ฉันดูสู้ให้ฉันเป็ปู่บุญธรรมของเธอเสียดีกว่า ถ้าเป็แบบนี้เธออยากได้ของรับขวัญแบบไหนก็มีให้ทั้งหมด”
“คุณคิดจะมาแย่งหลานสาวผมไปหรือ อย่างนี้ผมไม่ยอมนะ”ฉวี่หฺวาเห็นในดวงตาของเพื่อนเก่ามีแววของความริษยา ในใจนึกสนุกอย่างไม่มีเหตุผล
ในใจหลินชิงฮุยนั้นชอบฉวี่หลิงอยู่ไม่น้อยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าข้อเสนอที่ว่ารับเธอมาเป็หลานบุญธรรมช่างเป็เื่ดีดังนั้นสีหน้าเขาจึงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “ฉวี่เหล่า พวกเราก็นับว่าเป็เพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันนิสัยของผมคุณก็รู้ดี เมื่อกี้ที่ผมพูดเื่รับหลิงหลิงเป็หลานสาว ผมไม่ได้พูดล้อเล่นถ้าหากคุณไม่รังเกียจตระกูลหลิน ก็พิจารณาข้อเสนอนี้หน่อยเป็ไร” ตระกูลหลินเป็ตระกูลใหญ่ที่มีธุรกิจใหญ่โตหากเป็คนอื่นเขาจะไม่นอบน้อมถึงเพียงนี้ ทว่าตระกูลฉวี่เป็ตระกูลสายนักปรัชญาที่หาได้ยากยิ่งเงินทองอำนาจบารมีของธรรมดาเหล่านี้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาก็เป็ได้
ฉวี่หฺวาพึมพำอยู่เบาๆสักครู่ ถึงได้ถามอย่างเคร่งขรึม “หลินชิงฮุยเื่นี้คุณจริงจังหรือเปล่า”
หลินชิงฮุยเห็นว่าพอมีหวังอยู่บ้างก็รีบสะกดกลั้นความยินดีภายในใจ เอ่ยอย่างเคร่งเครียด “จริงจังแน่นอน”
ฉวี่หลิงที่อยู่ข้างๆเมื่อได้ยินชื่อ ‘หลินชิงฮุย’ ก็ตกตะลึงอยู่นาน เธอมองรูปร่างหน้าตาของหลินชิงฮุยอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงได้เอาเขากับจระเข้ั์ของวงการธุรกิจที่กาลก่อนมักจะปรากฏตัวในทีวีช่องเศรษฐกิจและบนหน้าหนังสือพิมพ์คนนั้นมาเปรียบเทียบกัน
ฉวี่หลิงคิดไปว่า ตระกูลหลินเป็ตระกูลที่แต่เดิมผลิตหยกชั้นเลิศกระบวนการผลิตหยกนั้นทำอย่างครบวงจร มีทั้งหยกชั้นดีและช่างสลักหยกยอดฝีมือดังนั้นสินค้าของพวกเขาจึงส่งออกไปยังต่างประเทศแล้วได้รับการยอมรับจากสังคมชั้นสูงเป็อย่างมากด้วยความขยันหมั่นเพียรของตระกูลหลินหลายชั่วอายุคนหลังจากที่หลินกรุ๊ปอยู่ในมือของหลินชิงฮุยแล้ว ก็ไม่ได้เป็เพียงกิจการที่ผลิตหยกเป็หลักอย่างเดียวอีกต่อไป
หลินกรุ๊ปได้พัฒนาบริษัทลูกที่ประกอบกิจการในธุรกิจหลายประเภทหลินกรุ๊ปเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่บนสรวง์ที่หยั่งรากแทรกซึมเข้าไปในแต่ละด้านแต่ละมุมของสังคมได้รับความมั่งคั่งอย่างไม่ขาดสาย
ในใจของฉวี่หลิงทอดถอนใจเฮือกหนึ่งเสียดายที่หลินชิงฮุยจากไปเร็ว ลูกบุญธรรมที่เขาเพิ่งรับมาเลี้ยงยังไม่ทันโตลูกชายแท้ๆ ของเขาก็ไม่เอาไหน และลูกบุญธรรมก็คิดแต่จะใช้แผนสกปรก ผู้ถือหุ้นแต่ละคนเมื่อเห็นว่าัไร้หัวก็ต่างเข้าแย่งชิงความเป็ใหญ่หลินกรุ๊ปจึงค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ความเสื่อมถอย
ฉวี่หฺวาเองไม่ได้รับปากหลินชิงฮุยในทันทีเขาเพียงรอดูความ้าของฉวี่หลิง เอ่ยถามว่า “หลิงหลิง หลานยินดีจะมีปู่อีกคนหรือเปล่า”
ฉวี่หลิงเห็นความคาดหวังที่แฝงอยู่ในแววตาของปู่ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง จึงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “ต้องยินดีอยู่แล้วค่ะมีปู่เพิ่มอีกคนก็แปลว่ามีคนดีกับหนูเพิ่มอีกคนแล้ว”
“ดี! ดีมากๆ เลย!” เพราะว่าก่อนหน้านี้หลานคนแรกของหลินชิงฮุยตายั้แ่ยังเล็กหัวใจของเขาจึงรู้สึกว่างเปล่า เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ราวกับว่าหัวใจได้รับการเติมเต็มเขาดึงมือของฉวี่หลิงด้วยความตื้นตัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น “หลิงหลิงหลานต้องเปลี่ยนมาเรียกฉันว่าปู่แล้วนะ จากนี้เป็ต้นไปพวกเราเป็คนในครอบครัวเดียวกันหลานจะเข้าไปเมืองหลวงกับปู่หรือเปล่า ปู่สัญญาว่าจะซื้อของอร่อยๆ ให้กิน จะซื้อของเล่นให้ด้วย”
ฉวี่หฺวารีบร้อนดึงตัวฉวี่หลิงไว้พ่นลมหายใจใส่ชายชราที่อยากจะแย่งหลานของตัวเองไปทีหนึ่ง “คุณอย่าได้คิดฝันว่าจะเอาตัวหลานผมไปด้วย ผมจะบอกคุณให้หลิงหลิงยังต้องเรียนกับผมอยู่ ถ้าจะให้ไปเมืองหลวงกับคุณ ผมคนแรกละที่ไม่เห็นด้วย”
หลินชิงฮุยสะกดความผิดหวังเล็กน้อยเอาไว้ในใจแล้วยิ้มอย่างเคอะเขิน “ถ้าเป็แบบนั้น งั้นก็ช่างเถอะ”เขาเดินไปที่กระเป๋าของตัวเอง ก่อนจะหยิบกล่องไม้จันทร์ที่ข้างในมีกำไลข้อมือจี้หยกสลักกับเช็คอีกใบหนึ่งยื่นให้ฉวี่หลิง“หลิงหลิง นี่เป็ค่าทำนาย แล้วก็ของรับขวัญที่ปู่ให้หลาน”
ฉวี่หลิงรอให้ฉวี่หฺวาพยักหน้า ถึงได้รับเอาเช็คกับจี้หยกมาจี้หยกนั้นเป็แก้วชั้นดี ภายในประดับด้วยหยกสีเขียวโปร่งแสงแสนล้ำค่าการออกแบบของกำไลข้อมือแม้ว่าจะดูธรรมดาเรียบง่าย ทว่าก็ยังแฝงไว้ด้วยความหมายที่งดงามส่วนเช็คใบนั้น เธอกวาดตามองดูปราดหนึ่งแล้วตกตะลึงดันเช็คกลับไปตรงหน้าหลินชิงฮุยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ปู่คะ ค่าทำนายดูท่าว่าจะมากเกินไป หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
เช็คฉบับนี้มีมูลค่าสิบล้านค่าครูแบบไหนกัน ไม่มีที่ไหนแพงเท่านี้หรอก ต่อให้ฉวี่หลิงรับเอาไว้ก็จะรู้สึกไม่สบายใจ
หลินชิงฮุยเห็นฉวี่หลิงปฏิเสธการรับเงินอย่างจริงใจก็นึกชื่นชมที่เธอมีสายตาที่กว้างไกล แต่ว่าให้เงินจำนวนนี้ไปก็นับว่าคุ้มแล้ว “หลิงหลิงรับเอาไว้เถอะ หลานอย่าได้รู้สึกไม่ดีที่จะรับเลยนี่เป็สิ่งที่หลานสมควรได้”
เงินนี้สามารถปกป้องเด็กคนหนึ่งเอาไว้ได้ทั้งยังทำให้มองเห็นหมาป่าตาขาวที่ซ่อนตัวอยู่ได้อย่างชัดเจน นับว่าสมราคาแล้ว
ฉวี่หลิงยังคงปฏิเสธทว่าถูกฉวี่หฺวาห้ามเอาไว้ “เงินนี้หลานควรรับเอาไว้ แค่รับเอาไว้ก็พอแล้ว”
ฉวี่หลิงจึงทำได้เพียงรับไว้
หลินชิงฮุยเห็นฉวี่หลิงรับเงินเอาไว้ในใจก็เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข “ถ้าอย่างนั้นฉวี่เหล่าฉันควรจะไปพบกับพ่อแม่ของหลิงหลิงหรือเปล่า ไปบอกกับเขาเื่ที่ฉันรับหลิงหลิงเป็หลานบุญธรรมน่ะ”
ขั้นตอนนี้ขาดไปไม่ได้มิฉะนั้นจะดูไม่มีความจริงใจ แน่นอนว่าฉวี่หฺวารู้มารยาทข้อนี้ดีจึงเพียงโบกมือให้หลินชิงฮุย “พวกเธอลงจากเขาเถอะถ้าเกิดพ่อแม่ของหลิงหลิงถาม ก็ให้บอกไปว่าเื่นี้ฉันอนุญาตแล้ว”
หลินชิงฮุยได้ยินดังนั้นก็อดทนรอไม่ไหวดึงตัวฉวี่หลิงได้ก็พาเดินลงเขาทันที เขารู้ว่าเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของเขาไม่ชอบการคุยโวโอ้อวดดังนั้นตอนที่เขามาจึงจอดรถไว้ที่อำเภอเจ๋อซี เลือกที่จะนั่งรถของคนในหมู่บ้านมาที่นี่ไม่ได้รบกวนให้ใครแตกตื่นเลยแม้แต่น้อย แล้วเดินขึ้นเขามากับบอดี้การ์ดของตัวเองเพื่อมาหาฉวี่หฺวา
ฉวี่หลิงพาหลินชิงฮุยและบอดี้การ์ดที่ตามหลังเขามาเงียบๆกลับมาที่บ้าน บอกความเป็มาให้ฉวี่เหวินจวินพ่อของเธอได้ฟังฉวี่เหวินจวินไม่กล้าขัดความ้าของฉวี่หฺวา เื่นี้จึงจบลงอย่างราบรื่นดีหลินชิงฮุยค้างคืนอยู่ที่บ้านฉวี่คืนหนึ่ง ถึงค่อยกลับเมืองหลวงไป
เมื่อถึงวันจันทร์ฉวี่หลิงก็เริ่มไปเรียนที่โรงเรียนอีกครั้ง เมื่อมีเวลาว่างเธอก็ไปร่ำเรียนกับฉวี่หฺวาวันคืนค่อยๆ กลับสู่วังวนรูปแบบเดิม จนกระทั่งสอบปลายภาคเสร็จ ครูใหญ่โรงเรียนประถมเจ๋อซีถังหลิ่งซานก็หิ้วผลไม้จำนวนหนึ่งมาเยี่ยมเยียนที่บ้านฉวี่
ก่อนหน้านี้ถังหลิ่งซานไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลในเมืองเจ๋อซีเพื่อที่จะได้รู้สึกสบายใจขึ้นการตรวจครั้งนี้ทำให้เขาเชื่อในตัวฉวี่หลิง สภาพร่างกายของเขาไม่ได้แข็งแรงนัก ผลความดันโลหิตพุ่งสูงจนตัวเขาเองก็ยังหวาดกลัวเื่นี้สำหรับคนที่อายุมากแล้วนับว่าไม่ใช่เื่ที่ดีเลย
หมอบอกว่าั้แ่นี้เป็ต้นไปเขาต้องรักษาตัวตามข้อปฏิบัติของหมอต้องระวังเื่อาหารการกิน ระวังเื่อารมณ์ของตัวเอง สุขภาพถึงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาหากยังมองข้ามเื่นี้ต่อไปก็อาจจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงขึ้นได้ถังหลิ่งซานกระตือรือร้นทำตามที่หมอบอก ทั้งยังเลิกบุหรี่ เลิกเหล้าลดน้ำมันและเกลือในอาหาร ทำอย่างนี้อยู่ระยะหนึ่งก็รู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้นกว่าเก่า
เขารู้สึกว่าควรจะมาขอบคุณฉวี่หลิงดังนั้นจึงถือโอกาสที่วันนี้ว่าง แวะมาที่บ้านฉวี่
เดิมที่ถังหลิ่งซานเคยสอนฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ยอยู่สองปีตอนยังหนุ่มเขาเป็คนดุมาก ทำให้นักเรียนพากันกลัวเขา หวังย่าเหม่ยกับฉวี่เหวินจวินเดิมทีก็ให้ความเคารพถังหลิ่งซานมากตอนนี้เห็นเขาถือผลไม้กับขนมมา ทั้งยังแขนขาไปพร้อมกัน จึงไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรออกมา
“ครูใหญ่ ดื่มชาก่อน ดื่มชา...”ฉวี่เหวินจวินรินชาให้ถังหลิ่งซานอย่างงกๆ เงิ่นๆ ถามอย่างระมัดระวัง “ครูใหญ่ครับ ฉวี่หลิงไปก่อเื่อะไรไว้ที่โรงเรียนหรือเปล่าครูใหญ่ถึงได้มาที่บ้านเรา”
ฉวี่หลิงฟังคำพูดของผู้เป็พ่ออยู่ด้านข้างก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย คิดอย่างจนใจ ทำไมพ่อของเธอถึงได้คิดว่าเธอจะทำแต่เื่นะคิดอะไรที่ดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงกัน
“ฉวี่หลิงไม่ได้ก่อเื่ ตรงกันข้าม การสอบปลายภาคของเธอคราวนี้ได้คะแนนเต็มทุกวิชา” ถังหลิ่งซานเคยรับปากฉวี่หลิงเอาไว้ว่าจะไม่เอาเื่แพทย์แผนจีนไปบอกใครดังนั้นเขาจึงพูดเื่อื่น
หากแต่ในใจของเขาทอดถอนใจออกมาเฮือกหนึ่งนี่ก็หลายปีผ่านมาแล้ว นักเรียนของเขาคนนี้ก็ยังคงมีนิสัยแบบนี้ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้มีลูกสาวเฉลียวฉลาดอย่างฉวี่หลิงได้ แต่จะว่าไปความคิดของฉวี่หลิงหลักแหลมและฉลาดเฉลียวไม่มีใครเกิน ทั้งยังมีความรู้แพทย์แผนจีนอย่างลึกซึ้งอย่าว่าแต่หมู่บ้านเจ๋อซีเล็กๆ นี่เลย แม้แต่ในเมืองใหญ่ๆ ก็คงไม่มีใครที่จะเหมือนกับเธออีกแล้ว
ฉวี่เหวินจวินได้ฟังว่าฉวี่หลิงได้คะแนนเต็มทุกวิชาก็ดีอกดีใจมองหวังย่าเหม่ยแวบหนึ่ง ปากฉีกยิ้มไม่หุบ
ได้เห็นพ่อแม่ของฉวี่หลิงยิ้มออกมาถังหลิ่งซานก็เอ่ยออกมาว่า “ความจริงแล้ว เื่หลักๆ ที่มาวันนี้คือเื่ที่ฉวี่หลิงจะได้ข้ามระดับชั้น”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950