บทที่ 29
สวนทาง
“เส้นทางของข้ากับเ้ากันแล้วจิ่วเหริน”
องค์รัชทายาทแห่ง์เก้าชั้นฟ้า ที่ครองตำแหน่งประมุขแดน์ทรงเอ่ยคำทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ข้าดีใจที่พระองค์เมตตามาเยี่ยมเยียนถึงที่นี่”
“หากดีใจก็ควรกลับไปพร้อมกับข้า”
“...”
“บิดาเ้าเลี่ยงพันธะสัญญาจนพบจุดจบน่าอนาถ เ้าเองคงไม่อยากเดินตามรอยของบิดาหรอกใช่ไหม?”
จิ่วเหรินยกยิ้มเมื่อได้ยินคำถามจากประมุขแดน์ นางไม่อยากที่จะแค้นเคืองเื่ในอดีตที่ผ่านมา และก็ไม่อยากให้มันผูกเป็เงาแค้นตามตัวไปจนตาย
“ข้าเสียใจที่บิดาของข้านั้นทำเื่ไม่ดีกับพระมารดาของพระองค์”
“เ้าพูดอะไรนะ!”
“ในฐานะขององค์รัชทายาทนั้นพระองค์คงลำบากไม่น้อย ข้าอยากชดใช้คืนแก่ท่านในเื่อื่น ยกเว้นเื่แต่งงาน ข้ารู้ว่าพระองค์นั้นไม่ได้อยากแต่งงานกับข้าหรอก”
“ชดใช้อย่างนั้นรึ? ชดใช้สิ่งใดกันเล่าจิ่วเหริน”
“...”
“แม่เ้าตายไปแล้วก็ยังฟื้นกลับมาได้ แต่แม่ข้านั้นมิอาจหวนกลับมาอีก บอกข้าทีว่าเ้าจะชดใช้อย่างไร!”
“อ่อ.. พระองค์เลยอยากให้ข้าไม่เหลือใคร แบบเดียวกับพระองค์”
“!!!” ดวงตาแข็งกร้าวมองมายังสตรีที่เอ่ยปากพ่นแต่เื่ที่เขาชิงชัง นางไม่รู้หรอกว่าเขาต้องอดทนกับสิ่งใดมาบ้าง กว่าจะมายืนตรงนี้นั้นต้องสูญเสียมากมายเท่าไร นั่นก็เพราะเผ่าพันธุ์ของนาง
“าที่เกิดขึ้นทั้งหมด การตายของซือเหยียน การตายของท่านแม่ รวมถึงการที่ข้าต้องมาอยู่ป่าเค่ออี้นั้น ล้วนเป็แผนการของพระองค์ทั้งหมดใช่หรือไม่!?”
“ฉลาดดีนี่! สมแล้วที่เ้าเป็บุตรสาวของจิ่วหรูเฟิ่ง”
“เพราะพระองค์รู้อยู่แล้วว่า เสิ่นซ่างฉือ คือมารดาของข้า จึงบีบบังคับนางให้สละพลังชีวิตเพื่อปกป้องข้า”
“นางโง่เองต่างหากเล่า!”
“อย่ามาเอ่ยถึงมารดาของข้า!!! พระองค์ไม่มีสิทธิ์!”
จิ่วเหรินตวาดกลับเสียงแข็ง ถึงแม้เซิ่นหลางจวิ้นจะเป็โอรสแดน์ มีศักดิ์สูงกว่านางหลายเท่า แต่ก็เป็เพียงพวกชั่วช้าที่ทำลายชีวิตของคนบริสุทธิ์ หาก์ต้องมีเทพแบบนี้อยู่คงกลายเป็แดนโสมม
“การมีอยู่ของพระองค์ไร้ประโยชน์นัก”
“หุบปาก!!!”
เซิ่นหลางจวิ้นโกรธมากที่สตรีผู้นี้กล้าดูิ่เขา นางก็แค่บุตรที่เกิดจากบุรุษต่ำต้อยไร้ความรับผิดชอบ สายเืวิเศษวิโสของนางนั้น จะทำให้มารดาของเขากลับคืนมา และเมื่อนั้นเสด็จพ่อก็จะทรงหายกริ้ว หันกลับมาสนใจเขาในฐานะของโอรสอีกครั้ง
ทว่าจิ่วเหรินสังเกตเห็นท่าทีที่ผิดปกติไปของประมุขแดน์ ร่างกายที่เกร็งจนเส้นเืที่คอปูดออกมา ดวงตาสลับกรอกไปมาไม่หยุด เขาแสยะยิ้มทั้งที่ร่างกายเกร็งแข็งทื่อ พลันดวงตาก็เปลี่ยนเป็สีดำสนิท
“จิ่วเหริน!”
น้ำเสียงนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือเค้าขององค์รัชทายาทผู้สง่างาม นางถอยกรูดอย่างหวาดระแวง ทหารที่ยืนอยู่ด้านนอกต่างก็วิ่งเข้ามาด้านใน
“องค์รัชทายาท!”
“ถอยไป! ใครสั่งให้พวกเ้าเข้ามา!! ข้าจะสั่งสอนสตรีนางนี้ให้รู้จักหลาบจำ”
“พวกเ้ารีบมาจับตัวพระองค์ไว้ เร็วสิ!!!”
จิ่วเหรินสั่งทหารที่ยืนเก้กังด้วยความงุนงง ก่อนที่พวกเขาจะได้สติและวิ่งมาจับเซิ่นหลางจวิ้นเอาไว้
ไป๋หลี่ชักดาบออกมาจากที่ซ่อน นางผลักเซิ่นหลางจวิ้นที่ดูเหมือนจะคุมตัวเองไม่ได้ เขาส่งเสียงหัวเราะชอบใจ พวกทหารรั้งกายไม่อยู่ก็หงายท้องไปคนละทาง
“ต่ำทราม! เ้าฝึกวิชาไฟอสรพิษ ใช้โลหิตเลี้ยงอสูรในกาย ธาตุไฟจะทำให้แก่นิญญาเ้าแตกดับ!”
“!!!”
“ป..เป็ไปไม่ได้!! อย่ากล่าววาจาพล่อยต่อองค์รัชทายาท”
“เหอะ!” ไป๋หลี่มองพวกทหาร์อย่างสมเพช “หากเ้าประมือกับข้าสักสองสามกระบวนท่า ก็จะรู้เองว่าเื่ที่ข้าพูดเหลวไหลหรือไม่! เซิ่นหลางจวิ้นของเ้าหมดมาดการเป็องค์รัชทายาทแล้ว ฝึกวิชามาร ยอมเลี้ยงอสูรทั้งที่ไม่ควร”
“ฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะชวนขนหัวลุกนั้นยังดังมาไม่หยุด ร่างกายแข็งทื่อนั้นพยายามต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่าง มือไม้หงิกงอเกร็งเขาหากัน ลมหายใจหอบถี่เร็วขึ้น จิ่วเหรินจึงต้องหยุดเซิ่นหลางจวิ้นก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว
พลังเย็นของนางนั้นทำให้ธาตุไฟที่ร้อนรุ่มเริ่มสงบลง ไป๋หลี่ส่ายหน้าไม่คิดเลยว่าคนผู้นี้น่าช่วยเหลือ จริงอย่างที่ไป๋หลี่ว่าเอาไว้ โลหิตในกายของเขาเต็มไปด้วยของสกปรก พลังสีฟ้าอ่อนวิ่งกระจายอยู่ทั่วร่างกาย ร่างกายภายในนั้นแปรปรวนอยู่
“กายิญญาของเขาร้อนมาก”
“มองก็รู้เลยว่าเขาแอบฝึกด้วยตนเอง จึงจัดระเบียบภายในไม่ได้ ไฟอสรพิษนั้นเป็หนึ่งในวิชาของพวกอสูรใต้ปรภพ หากสำเร็จวิชานี้ทั้งกายของคนผู้นั้นก็จะเป็พิษ”
“ช่วยพระองค์ด้วยเถิดแม่นาง ข้าขอร้อง”
ทหารคนหนึ่งลุกขึ้นมาจากอาการจุกเสียด เพราะโดนพลังของเซิ่นหลางจวิ้นเข้าไป เอ่ยขอร้องให้ทั้งสองช่วยถอนวิชานี้ออกไปจากร่างกายของเซิ่นหลางจวิ้น
“ให้ช่วยอย่างไรได้ หากจะถอนวิชาออกก็ต้องใช้ผู้รู้”
“ผู้รู้? ใครหรือแม่นาง”
“ตี้หวั่งิ เขาเชี่ยวชาญการถอนวิชาดำสกปรก ส่งตัวองค์รัชทายาทไปให้เขาจัดการ ไม่เกินสามราตรีร่างกายก็จะกลับมาเป็ดังเดิม”
ไป๋หลี่ยืนกอดอกพูดโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะเชื่อหรือไม่ นางไม่เคารพเขาเป็อาจารย์แล้วนับั้แ่ที่รู้ว่าสมคบคิดทำชั่วกับพวกปีศาจ ดังนั้นนางจึงคิดแผนการดีๆออกมาได้
“จิ่วเหริน ทำให้องค์รัชทายาทพักผ่อนเสียหน่อย ส่วนพวกเ้ามาแบกพระองค์ไว้”
“เอ่อ..”
นี่คือประตูทางออกไปยังโลกด้านนอก พวกเ้าต้องเร่งพาองค์รัชทายาทไปรักษาด่วน ไป๋หลี่กุลีกุจอช่วยจัดการส่งตัวทหารที่แบกหามองค์รัชทายาทออกไปก่อน จิ่วเหรินมองอยู่สักพักก็เข้าใจว่ามันเป็แผนของไป๋หลี่
ดาวเหนือสาดส่องลงมาบนค่ายกลส่งตัว เพียงพริบตาทหารและองค์รัชทายาทก็หายตัวไปทันที
ไป๋หลี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เรียกทั้งสองที่ซ่อนตัวอยู่ให้ออกมา
“กลับบ้านกันเถอะ”
“ข้าจะไปอยู่ที่ไหนได้ พวกเขาต้องตามหาข้าอย่างไม่ลดละแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ไปพบกับศิษย์พี่ก่อน เื่ของเ้าจะเอาอย่างไรก็ว่ากันอีกที แล้วก็นี่..” ไป๋หลี่ยื่นกุญแจส่งกลับคืนให้ “เ้ารู้หรือเปล่าว่าท่านพ่อซ่อนเคล็ดวิชาไว้ที่ไหน?”
“สูงสุดของหอสัตบรรณ”
“เอ๋!..”
ซูลี่พอได้ยินก็ร้องออกมาทันทีราวกับรู้จักสถานที่นี้มาก่อน ทั้งสามจึงหันไปมองภูติกระต่ายเป็ตาเดียว
“เ้ารู้รึ?”
“ตอนที่ข้าติดตามรับใช้เซียนผู้นั้น ที่พวกท่านอัดเขาไป ข้าเคยได้ยินเขาพูดว่าท่านลุงของเขา มีหน้าที่ดูแลหอสัตบรรณ ที่อยู่บนูเาน้ำแข็งสูงเ้าค่ะ”
“ท่านลุง? คงไม่ได้หมายถึงท่านเสี่ยวชุนหรอกใช่ไหม?”
“เอ่อ..ข..ข้าเองก็ไม่รู้เ้าค่ะ” ซูลี่ว่าอย่างคนรู้สึกผิด ที่นางบอกข้อมูลได้ไม่ครบถ้วน
“เก่งมากซูลี่ สมแล้วที่เ้าเป็คนของพี่จิ่ว ต้องแบบนี้สิ!” จิ่วเหรินเอ่ยอย่างชื่นชม ทำให้ซูลี่กลับมามีความสุขอีกครั้งจนหูกระดิกไปมา ไป๋หลี่พยักหน้าและคิดว่ากลับไปคงต้องไปตีสนิทท่านเสี่ยวชุนสักหน่อย
“พอกลับไปแล้วข้าจะไปเข้าหาท่านเสี่ยวชุน ส่วนเ้าหย่งฉี ไปทำอย่างไรก็ได้ให้เซียนนั่นเผยทุกอย่างที่รู้”
“เ้าค่ะนายท่าน”
“ระหว่างนี้ข้าจะส่งเ้ากับซูลี่ไปอยู่กับศิษย์พี่และอาจารย์ของข้า อยู่ที่นั่นเ้าจะปลอดภัย”
“ข้าไม่ต้องทำอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“อย่าขยับตัวเยอะเลย เผื่อซือเหยียนจะตามหาเ้าพบจากโลหิตวิหคสีชาด ฉะนั้นอย่าขยับเด็ดขาด!”
พอเอ่ยชื่อซือเหยียน จิ่วเหรินก็มีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหม่นหมองตามเดิม นางไม่รู้เลยว่าป่านนี้เขาจะเป็เช่นไร หากกลับออกไปไม่ได้ชาตินี้นางคงเ็ปใจไม่มีวันหาย
พอวางแผนกันเสร็จสรรพก็เข้าไปในค่ายกลส่งตัว ทั้งสี่คนก็หายวับออกไปจากหอคอยร้างในพริบตา
ซือเหยียนรอนแรมอยู่ในป่าทึบที่หาทางออกไม่เจอ ผ่านมาสองราตรีแล้วที่เขาพยายามเอาพลังปีศาจออก จนอาเจียนเป็โลหิตสีดำ ราวกับว่าหัวใจมันกำลังจะหยุดเต้น พลังเทพนั้นกำลังต่อสู้กับพลังปีศาจ ร่างกายของซือเหยียนเ็ปไม่น้อย จนเขาหมดสติสลบไปในป่านั้น ชิงมู่จึงต้องแบกซือเหยียนให้มานั่งพักริมน้ำ ที่นี่คงไม่มีใครตามมาพบ เขาเห็นเ้านายต่อสู้กับความทรมานนั้นแล้วก็อดเห็นใจไม่ได้
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด