บทที่ 10 ความเ็ปเพียงเล็กน้อย ฆ่าคนไม่ได้หรอก
ณ โรงเตี๊ยมเยว่ไหล ห้องพักชั้นสอง หลี่จื่อเย่มาเยี่ยมองค์ชายสามมู่เหยา ท่าทางห่วงใยของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกซาบซึ้ง
“ข้าได้ยินว่าองค์ชายสามถูกลอบทำร้ายจนาเ็ ข้าอยากมาเยี่ยมมานานแล้ว แต่กลัวจะรบกวนการพักฟื้นของท่าน ดังนั้นข้าจึงรอจนถึงวันนี้ถึงได้มา หวังว่าท่านจะไม่ถือสาข้า” หลี่จื่อเย่ยกถ้วยชาขึ้นพลางกล่าวเบา ๆ
“คุณชายหลี่ช่างมีน้ำใจยิ่งนัก”
มู่เหยาแค่นเสียงในใจ แต่ไม่แสดงออกทางสีหน้า เขายิ้มพลางกล่าวว่า “ข้ายินดีมากที่คุณชายหลี่มาเยี่ยม”
แม้เขาจะไม่รู้ว่าใครเป็คนลงมือในคืนนั้น แต่คิดด้วยเท้าก็ยังเดาได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับตระกูลหลี่อย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้เขายังไม่มีหลักฐาน และยังไม่ใช่เวลาที่จะเปิดศึกกับตระกูลหลี่
“องค์ชายสามมีแผนอย่างไรบ้าง หลังจากอาการดีขึ้นแล้ว จะกลับเมืองหลวงเลยหรือไม่” หลี่จื่อเย่ถามอย่างระแวดระวัง
“ข้าไม่รีบ”
มู่เหยายิ้มน้อย ๆ พลางกล่าวว่า “ในเมื่อมาแล้ว ข้าก็อยากจะดูขนบธรรมเนียมของเมืองอวี๋โจวนี้สักหน่อย ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนคุณชายหลี่อีกคราแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาของหลี่จื่อเย่หรี่ลงเล็กน้อย เ้าหน้าโง่ผู้นี้ ดูเหมือนจะไม่ยอมไปเสียที
“ไม่ต้องเกรงใจ จะว่าเป็การรบกวนได้อย่างไร ข้ายินดีอย่างยิ่งที่องค์ชายสามจะอยู่ต่อ” หลี่จื่อเย่กล่าวด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ขอบใจ”
มู่เหยากล่าวพลางพยักหน้า เขาลังเลเล็กน้อยก่อนถามว่า “อ้อ มีเื่หนึ่งที่ข้าสงสัยมาตลอด ั้แ่อยู่ในเมืองหลวงข้าก็ได้ยินมาว่า ธุรกิจน้ำหอม แก้ว และสบู่ของตระกูลหลี่แห่งอวี๋โจวนั้น ล้วนมาจากสิ่งประดิษฐ์ในวัยเด็กของท่าน จริงหรือไม่”
“แน่นอนว่าไม่จริง”
หลี่จื่อเย่หัวเราะก่อนตอบว่า “องค์ชายเชื่อข่าวลือพวกนี้ด้วยหรือ ธุรกิจน้ำหอมของตระกูลหลี่ทำมาสิบปีแล้ว เมื่อสิบปีก่อนข้าก็ยังเป็เด็กไม่รู้เดียงสา จะประดิษฐ์สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร นี่เป็เพียงคำโฆษณาชวนเชื่อที่นักเล่านิทานใช้หลอกลวงชาวบ้านผู้ไม่รู้เท่านั้น”
“หึ!”
มู่เหยาหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า “ดูเหมือนข้าก็ถูกนักเล่านิทานพวกนั้นหลอกเช่นกัน”
พูดถึงตรงนี้ มู่เหยาก็ยกกาน้ำชาขึ้นมารินชาให้คนตรงหน้าด้วยตัวเอง แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ธุรกิจน้ำหอมและแก้วนี้ ตระกูลหลี่เคยคิดจะหาหุ้นส่วนบ้างหรือไม่”
มาแล้ว!
เมื่อได้ยินคำพูดขององค์ชายสาม ดวงตาของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นทันที นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่องค์ชายสามเสด็จมายังเมืองอวี๋โจว
ราชสำนัก้าแทรกแซงธุรกิจของตระกูลหลี่อย่างแน่นอน
“หุ้นส่วนธุรกิจหรือ?”
หลี่จื่อเย่ยกถ้วยชาที่องค์ชายสามรินให้ขึ้นจิบ สีหน้าครุ่นคิด แล้วกล่าวว่า “ข้าแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของตระกูลหลี่เลย แต่ข้าได้ยินจากพี่สาวคนโตว่า ธุรกิจของตระกูลหลี่กำลังเผชิญกับอุปสรรค หาก้าก้าวไปอีกขั้น จำเป็ต้องหาหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เหมาะสม”
เมื่อได้ยินดังนั้น มุมปากของมู่เหยาก็ยกขึ้นเล็กน้อย สองปีมานี้ ราชสำนักได้พยายามกดดันธุรกิจของตระกูลหลี่ทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้จะไม่ได้ผลมากนัก แต่ก็ยับยั้งการขยายตัวอย่างบ้าคลั่งของธุรกิจตระกูลหลี่ได้
อย่างไรก็ตาม นี่เป็เพียงการปูทาง จุดประสงค์ของราชสำนักคือการฉวยโอกาสแทรกแซงธุรกิจของตระกูลหลี่
และหากตระกูลหลี่้าขยายอิทธิพลทางการค้าต่อไป ก็จำเป็ต้องอาศัยอำนาจของราชสำนัก
“ในเมืองหลวงมีตัวเลือกที่ดีอยู่หลายราย มีทั้งกำลังทรัพย์และเส้นสายที่ดี หากคุณชายหลี่ยินดี ข้าสามารถแนะนำให้ท่านได้” มู่เหยาฉวยโอกาสกล่าว
“โอ้!”
หลี่จื่อเย่ตื่นตัวขึ้นและถามว่า “ไม่ทราบว่าเป็ตระกูลใดบ้าง?”
“ตระกูลฉางซุน สมาคมการค้า และเฉียนจวง*[1] ตระกูลอวิ่น” มู่เหยาตอบ
หลี่จื่อเย่ได้ยินแล้วสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย ที่แท้สามั์ใหญ่ทางการค้าในเมืองหลวงนี้ล้วนเป็ของราชสำนัก
การได้รับข่าวสารเหล่านี้ การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่นับว่าสูญเปล่า
หลี่จื่อเย่เข้าใจดีว่าการที่องค์ชายสามยอมเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ย่อมไม่ใช่ไร้เงื่อนไข สามตระกูลนี้คือทางเลือกที่ราชวงศ์มอบให้แก่ตระกูลหลี่ ซึ่งตระกูลหลี่จำต้องเลือก
อย่างน้อย ก่อนที่ตระกูลหลี่และราชวงศ์จะแตกหักกันอย่างเปิดเผย ตระกูลหลี่ต้องรักษาหน้าราชวงศ์ไว้
“องค์ชายสาม เื่นี้ข้าต้องกลับไปปรึกษากับท่านพ่อและพี่สาวก่อน ขอให้องค์ชายรออีกหนึ่งถึงสองวัน ข้าจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่องค์ชายอย่างแน่นอน” หลี่จื่อเย่ลุกขึ้นยืนกล่าวอย่างนอบน้อม
“ดี ข้าจะรอคอยข่าวดีจากคุณชายหลี่ที่นี่”
มู่เหยาลุกขึ้นส่งแขกพลางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
หลี่จื่อเย่พยักหน้า แล้วรีบจากไปอย่างเร่งรีบ
…
ห้องหนังสือ เรือนหลังตระกูลหลี่
หลี่ไป่วาน และหลี่โย่วเวยกำลังตรวจสอบบัญชีอยู่ด้านใน หลี่จื่อเย่ผลักประตูเข้าไปทันที
“บังอาจ…”
หลี่ไป่วานกำลังจะโกรธ แต่พอเห็นว่าเป็ใครมา ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็ยิ้มแย้มทันที แล้วกล่าวว่า “เหตุใดจึงเป็เ้า ลูกข้า ปกติเ้าไม่เคยมาห้องหนังสือเลยนี่”
“พี่โย่วเวย”
หลี่จื่อเย่ไม่สนใจเศรษฐีใหม่ตรงหน้า ทักทายหลี่โย่วเวยแล้วถามว่า “พวกเรามีธุรกิจติดต่อกับตระกูลฉางซุนในเมืองหลวง สมาคมการค้า และเฉียนจวงตระกูลอวิ่นหรือไม่”
“มีบ้างกับสมาคมการค้าและเฉียนจวงตระกูลอวิ่น ส่วนตระกูลฉางซุนแทบไม่มีการติดต่อเลย มีอะไรหรือ?” หลี่โย่วเวยถามอย่างสงสัย
“เื้ัพวกเขาคือราชสำนัก” หลี่จื่อเย่กล่าวอย่างจริงจัง
“ราชสำนัก?”
หลี่ไป่วานและหลี่โย่วเวยได้ยินดังนั้น มองหน้ากันครู่หนึ่ง สีหน้าทั้งคู่หม่นลง
“ข่าวนี้แน่นอนหรือ?” หลี่ไป่วานถามเสียงเคร่งเครียด
“สิ่งที่องค์ชายสามพูดด้วยตนเองเช่นนี้ คงไม่ใช่เื่เท็จ” หลี่จื่อเย่ตอบ
“หากเป็เช่นนั้นจริง ก็คงจะยุ่งยากอยู่”
หลี่โย่วเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “หลายปีมานี้ พวกเราพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้อำนาจราชสำนักเข้ามาแทรกแซงธุรกิจของตระกูลหลี่ ก็เพราะไม่้าให้ราชสำนักจับคอเราไว้ ไม่คิดเลยว่า มือของราชสำนักจะเอื้อมมาไกลถึงเพียงนี้”
“ท่านพี่โย่วเวยไม่ต้องกังวลมากนัก”
หลี่จื่อเย่กล่าวอย่างจริงจัง “ทุกสิ่งย่อมมีทั้งคุณและโทษ การที่ราชสำนักรีบร้อนจะเข้ามาแทรกแซงธุรกิจของตระกูลหลี่ถึงขนาดยอมเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง พวกเราก็ควรตอบแทนน้ำใจพวกเขาบ้าง”
“น้องชายหมายความว่าอย่างไร?” หลี่โย่วเวยถามอย่างงุนงง
“องค์ชายสามไม่ได้ให้ตัวเลือกสามอย่างหรอกหรือ?”
หลี่จื่อเย่ยิ้มมุมปาก กล่าวว่า “ธุรกิจของตระกูลหลี่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ สามตระกูลนี้คงจะอิจฉาตาร้อนมานานแล้ว น่าเสียดายที่ตระกูลหลี่ของเราจะเลือกร่วมมือกับเพียงตระกูลเดียวเท่านั้น”
“น้องชายหมายความว่า ให้พวกเขาแย่งชิงกันเองก่อนอย่างนั้นหรือ?”หลี่โย่วเวยกล่าว
“ยังคงเป็พี่สาวโย่วเวยที่ฉลาดที่สุด ผู้คนในโลกต่างแสวงหาผลประโยชน์ แม้ว่าทั้งสามตระกูลจะมีราชสำนักหนุนหลัง แต่ก็ไม่อาจร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์ได้”
หลี่จื่อเย่ตอบรับคำหนึ่ง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ เื่น่ารำคาญพวกนี้ให้พวกเ้าตัดสินใจเถิด ข้าจะไม่ยุ่งแล้ว ข้าเป็ชายที่จะกลายเป็เซียนกระบี่ ยาวิเศษของข้าล่ะ เตรียมไว้อย่างไรบ้าง?”
“เตรียมเกือบเสร็จแล้ว ส่วนยาวิเศษที่เหลือ ข้าก็ส่งคนไปตามหาในเมืองต่าง ๆ แล้ว น้องชายเ้าวางใจได้” หลี่โย่วเวยกล่าวเบา ๆ
“ฮ่าๆๆ ยังคงเป็พี่สาวโย่วเวยที่ดีกับข้าที่สุด ขอข้ากอดหน่อย”
หลี่จื่อเย่ก้าวเข้าไปกอดพี่สาวคนโตตรงหน้าทันที อารมณ์พลันสดชื่นขึ้นมาก
“เอาล่ะ รีบไปหาภรรยาของเ้าเถอะ”
หลี่โย่วเวยเคาะหน้าผากของอีกฝ่ายเบา ๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ภรรยาของข้า?”
หลี่จื่อเย่ปล่อยมือ แล้วนึกขึ้นได้ จึงกล่าวว่า “ท่านหมายถึงฉินเซียนจื่อหรือ? จริงสิ! ข้าจะไปถามนางว่าจะเริ่มฝึกวิชาเมื่อไหร่ ข้าใกล้จะเป็เซียนกระบี่แล้ว ฮ่าๆๆๆ!”
ด้วยรอยยิ้มอันเหิมเกริมและโอหัง หลี่จื่อเย่ออกจากห้องหนังสือไปหาฉินเอ๋อร์นั่ว
เมื่อเห็นน้องชายจากไป รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของหลี่โย่วเวยก็หายไป น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็เ็าทันที “ท่านพ่อ ข้าคิดว่าข้อเสนอของน้องชายไม่เลวเลย ให้สุนัขรับใช้ของราชวงศ์ทั้งสามตระกูลนั้นกัดกันเองก่อน ในขณะที่พวกเรานั่งดูอยู่บนเขา พวกเราก็หาโอกาสกลืนกินอำนาจของพวกเขาไปด้วย พร้อมกับหาเวลาให้ตัวเองไปในตัว”
“ไม่เลวจริง ๆ”
หลี่ไป่วานพยักหน้า กล่าวว่า “หากจำเป็ ก็ให้ชิ่งจือออกมือลับ ๆ เพิ่มความระแวงระหว่างสามตระกูลนั้น”
“น้องชายคนรองหรือ?”
หลี่โย่วเวยครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าพูดว่า “เร็ว ๆ นี้มีเื่เกิดขึ้นในจวนไม่น้อย ควรให้น้องรองกลับมาสักครั้ง แต่ไพ่ใบนี้ของน้องรอง หากไม่จำเป็ก็ไม่ควรเปิดเผย เพราะตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่อาจเปิดเผยได้”
ผู้คนทั่วหล้าต่างรู้ว่าตระกูลหลี่มีพี่น้องสามคน แต่หลี่ชิ่งจือที่อยู่ลำดับที่สอง ผู้คนแทบจะรู้จักแค่ชื่อ ส่วนเื่อื่น ๆ ไม่รู้เลยสักอย่าง แม้แต่คนในจวนตระหลี่ก็แทบไม่เคยเห็นคุณชายรองผู้นี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา
แต่นาง น้องชาย และท่านพ่อกลับรู้
สำนักฆ่าอันดับหนึ่งในใต้หล้า หอหมอกพิรุณ สำนักนักฆ่าที่มีอิทธิพลเติบโตเร็วที่สุดในราชวงศ์ต้าซางในรอบสิบปี
และชิ่งจือ ก็คือประมุขแห่งหอหมอกพิรุณ
[1] เฉียนจวง หมายถึง ธนาคารหรือร้านค้าที่ดำเนินกิจการการเงินในสมัยโบราณ ซึ่งดำเนินกิจการรับฝากเงิน แลกเปลี่ยนเงิน