แสงอรุณยามเช้าสาดลอดช่องว่างของกระท่อมไม้ ซูิลืมตาตื่นขึ้น... ทว่าความรู้สึกกลับต่างไปจากเดิม สิ่งที่ปลุกเขาหาใช่เสียงโหวกเหวกของตลาดเช้าหรือเสียงล้อรถม้าจากขบวนคาราวานที่คุ้นเคย แต่เป็เสียงกระทบกันของศาสตราที่เป็จังหวะหนักแน่นจากการฝึกซ้อมภายนอก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้หอมและยาจีนภายในกระท่อม นับว่ารื่นรมย์กว่ากลิ่นคาวเืที่ติดตรึงปลายจมูกเมื่อวันก่อนยิ่งนัก
เมื่อซูิก้าวพ้นประตูออกมา เขาก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าค่ายโจรแห่งนี้สะอาดสะอ้านและมีระเบียบวินัยผิดคาด
“มันตื่นแล้ว! เ้าเด็กนั่นตื่นแล้ว!”
ซูิกวาดสายตาหาต้นเสียงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพบว่าเสียงนั้นดังมาจากบนหลังคากระท่อม เป็ หนิวเหยีย ที่กำลังนอนแผ่หรา เอามือหนุนศีรษะพลางทอดสายตามองท้องฟ้าอย่างผ่อนคลาย
ซูิถูกพาตัวไปรับประทานอาหารร่วมกับเหล่าโจร คราแรก มันเกิดความประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ทว่าเมื่อเห็นความใจถึงและเป็กันเองของพวกมัน ความกังวลจึงเริ่มมลายหายไป เมื่ออิ่มหนำทุกคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน หนิวเหยียะโเพียงปราดเดียวก็ทยานขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ ซูิได้แต่ลอบสงสัยในใจว่า... เหตุใดคนผู้นี้ถึงอยากเกิดเป็ลิงถึงเพียงนั้น?
เวลาล่วงเลยไปจนพระอาทิตย์ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ บ่งบอกถึงยามเที่ยงวันอันร้อนระอุ
อี้หลิงควบม้าเข้ามาในค่าย โดยมีมูซูว์จูงม้าอีกสองตัวที่กำลังลากรถขนสัมภาระตามมาทางด้านหลัง เมื่อซูิเห็นเช่นนั้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่ารถม้าคันนั้นมีไว้สำหรับเขา... และ 'ภารกิจ' ที่ตกลงไว้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
มูซูว์จูงม้าลากรถมาหยุดลงตรงหน้าซูิ ชายหนุ่มลอบหลบตาด้วยความขยาด ความเ็ปจากหมัดและฝ่ามือของร่างั์เมื่อวันก่อนยังคงสลักลึก
ทุกอย่างถูกเตรียมการจนเพียบพร้อม ขาดเพียงตัวชูโรงอย่างฉีซิ่นที่ยังไม่ปรากฏกาย
ในขณะนั้นเอง อี้หลิงพลันทรุดกายลงในท่าเคารพ ผ่านไปหนึ่งลมหายใจ ก่อนที่ร่างของฉีซิ่นจะโผล่มายืนตระหง่านอยู่บนหลังม้าอย่างไร้ร่องรอยประดุจภูตผี เหล่าโจรโดยรอบมึนงงไปชั่วขณะก่อนจะรีบทิ้งตัวลงโค้งคำนับตามโดยพร้อมเพรียง
บัดนี้ ทุกสิ่งถูกลิขิตไว้แล้ว หนึ่งหนุ่มหนึ่งเฒ่า... ซูิและฉีซิ่น เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง…
.
.
ในเวลาเดียวกัน ณ “วังเจี้ยอวี่กง“ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศใต้ของเมืองฉินตั้ว เบื้องบนยอดตำหนักประดับด้วยรูปปั้นหงส์เพลิงั์ ที่ทำจากทองแดงขัดเงา สะท้อนแสงอาทิตย์จนดูราวกับเพลิงกำลังลุกโชนตลอดเวลา ทุกกำแพงก่อขึ้นด้วยหินอ่อนสีแดงเข้มดุจโลหิต ที่ถูกขัดจนขึ้นเงาวาว บนกำแพงวัง ถูกแต่งเติมด้วยนายทหารชุดเกราะสีแดงเข้มหลายนาย เบื้องล่าง ถนนศิลาแดงทอดยาวสู่ประตูใหญ่ของตำหนักหงส์แดงสายลมพัดเอากลิ่นหอมอ่อนของไม้หอมอบอวลไปทั่วราชวัง
อาชาสีขาวบริสุทธิ์สองตัวเคลื่อนกายเข้ามาอย่างช้าๆ มุ่งตรงสู่ประตูวัง ชายผู้ควบม้านำหน้าสวมอาภรณ์สีงาช้างสะบัดไหว ผมยาวสีเงินขาวราวแสงจันทร์ทอประกายล้อไปกับสายลมและแสงแดดดูบริสุทธิ์สูงส่งยิ่ง ทว่าดวงตาของเขากลับดุดันประดุจพยัคฆ์ แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมราวกับสามารถมองทะลุปรุโปร่งไปถึงหัวใจผู้คน เขาคือ “ไป๋หลิง” เสือขาวแห่งทิศอุดร
ที่ขนาบข้างกายเขาคือบุรุษร่างั์หน้าตาถมึงทึง ดวงตาเขม็งกร้าว ผมสีแดงเพลิงชี้ชันดูน่าเกรงขาม สวมอาภรณ์สีดำเข้มที่มิอาจพรางกล้ามเนื้ออันกำยำปานเหล็กกล้าเอาไว้ได้หมด เขาคือ “กวางโจว” อสูรขวาผู้ภักดีที่รับใช้ตระกูลเสือขาวมาั้แ่ยุคของไป๋อี้ผู้ล่วงลับ
ทั้งสองหยุดม้าลงที่เบื้องหน้าประตูวังเจี้ยอวี่กง... บุรุษหนึ่งสง่างามปานเทพเซียน อีกผู้หนึ่งดุดันดั่งเทพาลงมาจุติ ภาพลักษณ์ของเช่นนี้ ทำให้เหล่านายทหารมิกล้าล่วงเกิน
“เราไป๋หลิงขอเข้าพบท่านอาเฟิงเหยียนด้วยเื่เร่งด่วน” เมื่อหทารได้ยินชื่อนั้น เข่าแทบทรุดลงไป สองผู้นี้หนึ่งคือประมุขของตระกูลเสือขาว อีกผู้หนึ่งต้องเป็อสูรกวางโจมิผิดแน่!!
นายทหารรีบเชื้อเชิญให้ไปรอที่ตำหนักใน ส่วนมันจะรีบประสานไปที่ท่านเฟิงเหยียน ในตำหนักเกิดชุลมุลตลบหนึ่ง ทั้งคู่ก็ถูกนำมาพักที่ห้องรับรองของวังตำหนักใน ไป๋หลิงเดินสำรวจห้องรับรองอย่างเนิบนาบพลางพิจารณาเครื่องเรือนชั้นเลิศ
“การตกแต่งที่นี่หรูหราสมคำร่ำลือ... ข้าคงเดินชื่นชมได้ทั้งวันมิน่าเบื่อ”
เขาเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ ผิดกับกวางโจวที่นั่งกอดอกนิ่งราวกับรูปสลักเหล็กกล้า ดวงตาจ้องเขม็งไปที่บานประตูชั้นในคล้ายพร้อมจะขย้ำทุกชีวิตที่ย่างกรายออกมา
“เ้าจะเคร่งเครียดไปไย นานๆ ทีถือว่าได้ออกมาเที่ยวชมเมืองหลวงให้รื่นรมย์บ้างมิดีกว่าหรือ?” ไป๋หลิงหันมาสัพยอกในขณะที่นิ้วเรียวยังคงลูบไล้ไปตามแจกันลายคราม
“เหอะ! เที่ยวชมอันใดกัน...” กวางโจวแค่นเสียงอย่างหงุดหงิด “ในเมืองมีแต่พวกสวมหน้ากากน่าสะอิดสะเอียน สู้ท่าเรือของพวกเรามิได้ ที่นั่นมีแต่ชาวประมงผู้จริงใจ!”
“ฮ่าฮ่า! เป็ท่านมิใช่หรือที่ดึงดันจะตามข้ามาแต่แรก?” ไป๋หลิงหัวเราะเบาๆ “ข้าโตพอที่จะมิต้องมีผู้ปกครองคอยตามติดแล้ว แต่ในเมื่อท่านเซ้าซี้จะมาเอง แล้วจะมาบ่นให้รำคาญใจด้วยเหตุใดกัน?”
กวางโจวอ้าปากหมายจะสวนกลับ ทว่าไป๋หลิงพลันยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็สัญญาณ “ชุ่ว... มีคนมาแล้ว“
เพียงอึดใจ บานประตูชั้นในก็เปิดโพล่งออก อำมาตย์ร่างท้วมผู้หนึ่งก้าวออกมาอย่างเร่งรีบจนพุงกระเพื่อม เขารีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยเชิญ
“ท่านประมุขไป๋... ท่านเฟิงเหยียนรอท่านอยู่ ณ ท้องพระโรงแล้วขอรับ!”
พื้นหินหยกสีเืนกแผ่ซ่านความเย็นเฉียบยามเยื้องย่าง กลางท้องพระโรงกว้างขวางตระหง่านไว้ด้วยบัลลังก์หงส์ซึ่งแกะสลักจากไม้มะฮอกกานีพันปี ผ่านการเผาและขัดจนขึ้นเงาแดงเข้มดุจสีนิล เสาแต่ละต้นเื้ับัลลังก์ถูกพันธนาการด้วยผ้าแพรสีชาดปักด้ายทองเป็รูปเปลวเพลิงวนเวียน สื่อถึงอำนาจอันไร้ที่สิ้นสุดและชีวิตนิรันดร์ของวิหคเพลิง
บนบัลลังก์ชั้นในสุดนั้น... “เฟิงเหยียน” ผู้กุมจุดสูงสุดของตระกูลหงส์แดงนั่งเอนกายด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
หลายวันที่ผ่านมา รายงานข่าวสารมากมายไหลบ่าเข้ามามิขาดสาย ทั้งการขยับเขยื้อนของตระกูลเต่าดำ และการรุกคืบของกลุ่มโจรใต้บัญชาของฉีซิ่น ทว่าทุกอักขระที่ผ่านตา กลับสร้างรอยยิ้มพึงพอใจให้แก่เฟิงเหยียนอยู่เป็นิจ... แท้จริงแล้ว หมากทุกตัวบนกระดานแผ่นดินนี้ล้วนวางอยู่บนฝ่ามือของเขาอย่างสิ้นเชิง
กระทั่งข่าวลือเื่การหายตัวไปของหลงเทียนห่าว เฟิงเหยียนก็หาได้ตระหนกไม่ เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริงยิ่งกว่าใคร... เขารู้กระทั่งว่าัฟ้าผู้นั้นมิได้หายไปเพียงปีเดียว ทว่าต้องเร้นกายจากยุทธภพไปถึงสามปีเป็อย่างต่ำ! หากมิถามฟ้าดิน ก็คงมิมีผู้ใดทราบว่าเหตุใดเฟิงเหยียนจึงล่วงรู้ความลับ์ถึงเพียงนี้
เมื่อไร้ขวากหนามที่คอยกดทับอย่างหลงเทียนห่าว การจะดำเนินแผนการใหญ่สิ่งใดก็ดูง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ เฟิงเหยียนพึมพำในใจอย่างย่ามใจ
‘เสวียนเจินเอ๋ย... ข้าปะาคนของเ้าทิ้งไปต่อหน้า มีหรือวัวมุทะลุอย่างเ้าจะนิ่งเฉยอยู่ได้’
‘หลิงเยว่... เ้าคงมิมีทางเลือกอื่น นอกจากรุดไปหาฉีซิ่น จงนำพามันมาหาข้าเถิด เพราะเพียงข้ากุมหลักฐานที่เ้าชักศึกเข้าเมืองได้เมื่อใด ข้าย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการบัญชาการทหารนับแสนเข้าบดขยี้เ้าให้แหลกลาญ ส่วนฉีซิ่น... หากมันกล้าปรากฏกาย ข้าจะเป็ผู้ลงมือปลิดชีพมันด้วยตนเอง!’
ขณะที่เฟิงเหยียนกำลังเสพสุขกับแผนการที่สมบูรณ์แบบอยู่นั้น แววตาคมปลาบก็วาวโรจน์ขึ้นด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอาคันตุกะที่รออยู่ภายนอก
เหอะ... เ้าไป๋หลิงผู้นี้นับว่าน่ารำคาญนัก ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามครรลองที่ข้ากำหนดไว้ เหตุใดมันถึงได้โผล่หน้ามาในยามนี้กัน!..
ในคราแรกเฟิงเหยียนตั้งใจจะสั่งให้บริวารออกไปไล่ตะเพิดมิให้เข้าพบ ทว่าข้ารับใช้คนเดิมกลับวิ่งหน้าตั้งลนลานกลับมาหมอบกราบพลางละล่ำละลักรายงาน “ทะ... ท่านเหนือหัว อสูรกวางโจวติดตามมาด้วยขอรับ!”
นามนี้ทำให้เฟิงเหยียนต้องชะงัก แม้ในสายตาเขา ไป๋หลิงจะมิต่างจากเด็กเมื่อวานซืนที่ไร้ประสบการณ์ และนับแต่บิดามันสิ้นชีพไป ก็หามีคนนอกตระกูลคนใดได้พบตัวประมุขหนุ่มผู้นี้ไม่ ทว่ากับ กวางโจว นั้นต่างออกไป... ชายผู้นี้คือขุนพลคู่ใจที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับไป๋อี้ร่วมสร้างชื่อกระฉ่อนแผ่นดินมาั้แ่สมัยมหาา ความดุดันและวรยุทธ์ของมันหาใช่สิ่งที่ใครจะมองข้ามได้โดยง่าย
เสียงบานประตูใหญ่พลันเปิดออก เป็สัญญาณสิ้นสุดการรอคอย
“ท่านเหนือหัว... ผู้นำสูงสุดแห่งตระกูลเสือขาวเดินทางมาถึงแล้วพะยะค่ะ!”
ขุนนางร่างท้วมประกาศก้องพร้อมก้มตัวคารวะอย่างนบนอบ
ไป๋หลิงก้าวเท้าเข้ามาในท้องพระโรงด้วยท่วงท่าสง่างาม เขาสบประสานสายตากับเฟิงเหยียนครู่หนึ่งก่อนจะประสานมือคารวะตามธรรมเนียม ทว่ามีเพียงกวางโจวที่ยืนนิ่งตระหง่านดุจภูผาเหล็กกล้า ดวงตาถมึงทึงมิยอมก้มหัวคารวะผู้ใด... ราวกับจะประกาศว่าในใต้หล้านี้ ผู้ที่มันจะยอมสยบให้มีเพียงประมุขตระกูลเสือขาวที่อยู่ข้างกายเท่านั้น!