“กลับกันเถิดเด็กน้อยของข้า” เขมทัตพูดอย่างอ่อนโยน พร้อมใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้ไปยังเส้นผมของฝ่ายตรงข้ามอย่างทะนุถนอม
‘เด็กน้อยของข้างั้นเหรอ นี่มันเป็นคำที่เขาเรียกเรานี่นา’ น้ำตาของทีปกรเริ่มไหลออกมาโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ รู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลายไม่มีชิ้นดี เมื่อได้ยินเขมทัตพูดคำอ่อนหวานนั้นกับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ตน
“ท่านพี่กลับไปเถิด มิต้องสนใจข้า” รติรัตน์พูดพลางสะบัดหน้าหนีไปอีกด้านหนึ่งซึ่งตรงกับจุดที่ทีปกรกำลังยืนอยู่ จึงทำให้เห็นวงหน้านั้นแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิม ซึ่งภายใต้ใบหน้าที่แสดงออกมาอย่างไม่พอใจนั้นกลับมีความงามซ่อนอยู่ ทั้งยังมีรูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม
“หากข้ามิสนใจเจ้า จะให้ข้าสนใจผู้ใดกันเล่า ในเมื่อข้ามีเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านัั้น” เขมทัตพ่นคำหวานเพื่อปลอบโยนหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งยังเชยคางให้หันกลับมาหาตน
“ช่างน่าขันยิ่งนัก… มีท่านพี่รัตติกาลอยู่เคียงข้างแท้ ๆ กลับบอกว่ามีข้าเพียงผู้เดียว ท่านพี่เลิกโกหกข้าเสียที ท่านมิรู้ดอกว่าทำให้ข้าเจ็บปวดหัวใจมากเพียงใด…” รติรัตน์ปัดมือนั้นออกจากใบหน้าของตน ส่อแววตาให้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่สุ่มอยู่ในอกจนเกินจะรับไหว
‘ใช่ เราก็เจ็บเหมือนกัน รติรัตน์ รัตติกาล พวกเธอเป็นใครกันแน่ ทำไมเราต้องเจ็บแบบนี้ มีคนรักอยู่แล้วแท้ ๆ แต่กลับโปรยเสน่ห์ไปทั่วอย่างนั้นเหรอ’ ทีปกรถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลงบนพื้น ทั้งที่มือยังกุมหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองอยู่ เสียงหัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก
“เจ้ากำลังเข้าใจข้าผิดไป ข้ารักแต่เจ้าผู้เดียวเท่านั้นและจะไม่มีผู้ใดมาแทนที่เจ้าได้ เด็กน้อยของข้า” เขมทัตปาดน้ำตาของหญิงสาวออกจากพวงแก้มทั้งสองข้าง พร้อมประทับริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากของฝ่ายตรงข้ามอย่างอ่อนโยน มือเรียวบางของหญิงสาวเริ่มโอบกอดชายตรงหน้าดั่งถูกมนตร์สะกด เหมือนความน้อยใจที่พรั่งพรูเมื่อครู่ได้จางหายไปพร้อมกับการประทับตรานั้น เกลียวลิ้นของทั้งสองสอดประสานสัมผัสกันอย่างดูดดื่ม กลิ่นของความรักฟุ้งกระจายกลางทุ่งดอกไม้บนปากทางเข้าของสรวงสวรรค์
‘คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไงเขมทัต คุณมาทำให้ผมรักทำไม…’ ทีปกรไม่อาจมองภาพบาดตาระหว่างชายที่ตนรักกับหญิงอื่นได้ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับทั้งน้ำตาที่อาบเต็มสองแก้มพร้อมเสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของทีปกรไม่หยุดหย่อน เหมือนหูทั้งสองข้างดับลงไปชั่วขณะ เสียงที่เคยได้ยินเมื่อครู่กลับไม่ได้ยินอีกต่อไป
‘จะทำยังไงดี อยากหลุดออกจากตรงนี้เหลือเกิน ทำไมคุณต้องหลอกผมด้วย…’
ทีปกรสะอึกหนึ่งครั้งก่อนจะลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองได้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง ใจดวงน้อยยังคงเต้นโครมครามด้วยความเจ็บปวด ส่วนดอกปาริชาตก็ยังคงอยู่ในมือท่าเดิมเหมือนตอนแรกที่ตนกำลังยกขึ้นมาสูดดม บัดนี้กลิ่นหอมที่เคยมีกลับจางหายไป ทิ้งไว้เพียงความสวยงามของดอกไม้เท่านั้น
“นายเชื่อที่ผู้หญิงคนนั้นพูดด้วยเหรอวะเนี่ย ไปเหอะ” เกียกกายดึงแขนทีปกรให้ออกมาจากตรงนั้น เพราะเชื่อว่าเป็นการหลอกลวงมากกว่า
“คุณไปได้ดอกนี้มาจากไหนครับ” ทีปกรหันไปถามอีกครั้ง แต่หญิงผู้นั้นกลับไม่อยู่ที่เดิมเสียแล้ว เหลือเพียงแค่ความวางเปล่าแม้แต่โต๊ะที่เคยอยู่เบื้องหน้าหญิงผู้นั้นก็อันตรธานหายไปด้วยเช่นกัน
“เฮ้ย! หายไปไหนวะ” เกียกกายพูดขึ้นด้วยความตกใจ วิ่งเข้าไปยืนในจุดที่หมอดูนั้นเคยอยู่
“เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลยนี่หว่า หรือว่าพวกเราฝันไปวะ” ทีปกรเดินเข้าไปหยิกแขนเพื่อนรักเพื่อเตือนสติ จนผู้ที่ถูกกระทำถึงกับสะดุ้งโหยง
“โอ๊ย! ทำร้ายร่างกายผมทำไมครับเนี่ยไอ้ที” เกียกกายถูแขนในส่วนที่ถูกหยิกไปมาเพื่อเบาบางความเจ็บ
“รู้รึยังว่าไม่ได้ฝัน”
“หรือว่าพวกเราเห็นผีอีกแล้วเหรอวะ” ทีปกรไม่ตอบคำถามของเกียกกาย ได้แต่ก้มมองดอกปาริชาตที่อยู่ในมือค่อย ๆ จางหายไปในอากาศ