“ท่านอินเก้ากับพวกมากันแล้ว” ป้ากวนบอก
ผมออกจากห้องตะวันตกเดินเคียงข้างป้ากวนออกไปต้อนรับ
ขณะที่กำลังจะออกจากประตู จู่ๆป้ากวนก็กุมมือผมไว้
ผมหันไปมอง พบว่าบนแก้มแกมีหยาดน้ำตาใสวาวแล้ว
“คืนนี้ ป้าได้เห็นสิ่งที่คาดไม่ถึงมากมายั้แ่ยังสาว ป้ารู้แล้วว่าพร์และคุณสมบัติของตัวเองไม่อาจบรรลุถึงขั้นมีตาทิพย์หรือเบิกตาทิพย์ดังนั้นต้องเป็เื่ที่ไม่คาดฝัน ชีวิตคนเรามักมีเื่ไม่คาดฝันเสมอ แม้แต่ความเป็ความตายก็เป็เื่ไม่คาดฝันเมื่อเื่ไม่คาดฝันมาถึงใครก็เลี่ยงไม่ได้ แต่ป้าเองไม่กลัวเื่ไม่คาดฝันเพราะคนเรามีชีวิตชาติหนึ่ง คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณต่อให้ยากลำบากแค่ไหนก็ตายครั้งเดียว ป้าหลงใหลในความตายนานแล้ว เพราะมีแต่ตายเท่านั้นพันธนาการของชีวิตจึงจะถูกเปิดออกทั้งหมดทำให้ป้าไปดูสิ่งที่คนเป็มองไม่เห็นััไม่ได้ ขอบใจนะ สือโถวเธอเป็กุญแจที่ไขพันธนาการในชีวิตป้า ขอบใจนะ...” แกพูด
ในขอบเขตของไสยเวทมีสำนักไม่น้อยสามารถใช้วิธีฝึกที่พิเศษเพื่อบรรลุการเบิกตาทิพย์ซึ่งเป็ระดับที่สูงที่สุดเมื่อตาทิพย์เปิดออก ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าโลกมนุษย์จะได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดายมองไปที่ไหน ทุกอย่างจะกระจ่างชัด ไม่มีอะไรปิดบังดังนั้นการเบิกตาทิพย์จึงเป็สิ่งที่ผู้ฝึกวิชาเร้นลับต้องแสวงหาชั่วชีวิต พอมาถึงขอบเขตของนิกายเซ็นและนิกายวัชรยานพระที่ฝึกฝนเรียกไสยเวทนี้ว่าตาทิพย์ เป็หนึ่งในวิชาเทพเบญจกายไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตามล้วนเป็การบอกให้เห็นภาพของภาวะรู้แจ้งหลังจากฝึกไสยเวทชนิดนี้สำเร็จ
ในใจผมรู้สึกมืดมนสุดขีดทันทีเพราะคำพูดเหล่านี้เท่ากับคำสั่งเสียก่อนตายของป้ากวน
ทั้งหมดที่เื่ไม่คาดฝันนำมาให้คนคือการาเ็การเจ็บป่วย ความเ็ป และความตาย ไม่ว่าครอบครัวหรือคนคนหนึ่งล้วนยากที่จะรับกับการโจมตีที่หนักหน่วงของเื่ไม่คาดฝันส่วนพันธนาการของชีวิตนั้นเกี่ยวข้องกับความตาย เมื่อตายจะหมดทุกข์ทั้งปวง ในความเห็นของนักปรัชญานั้นกระบวนการของชีวิตก็คือเส้นทางที่แสนเข็ญของการทนทุกข์ทนลำบากทรมานมีเพียงความตายเท่านั้นจึงจะเป็วิธีที่จะสลัดพ้นความทุกข์ได้ตลอดกาลดังนั้นป้ากวนจึงเอ่ยถึงพันธนาการของชีวิตและการลุ่มหลงในความตาย จึงย่อมมีลางสังหรณ์ว่าต้องตาย
“ป้าครับ อย่าพูดเื่ที่น่าหดหู่อย่างนี้เลยถ้าเกิดเื่ไม่คาดฝันกับป้า พอเพื่อนบ้านที่ถนนชวีสุ่ยถิงแก่เฒ่าแล้วยังจะหวังพึ่งใครได้”ผมพยายามปลอบแก แต่ขอบตาผมแดงเรื่อและคอหอยตีบตันแล้ว
“ชีวิตคนนับแต่โบราณมีใครที่ไม่ตาย” ป้ากวนยิ้มอย่างขมขื่น“อีกอย่างคนที่เป็หมอผี มีชีวิตอยู่ไม่ต่างอะไรกับตายแล้วลืมไปนานแล้วว่าคำว่ากลัวตายเขียนยังไง ฉันคิดเสมอว่าบางทีมีเพียงตายแล้วจริงๆไปถึงที่นั่น จึงจะรู้ว่าตัวเองเป็ใครกันแน่”
แกปล่อยมือออก แหงนหน้าขึ้นหัวเราะแล้วก้าวเดินออกจากประตู
ผมชะงักอยู่ด้านในประตู ไม่สามารถเผชิญหน้ากับความตายอย่างปล่อยวางเหมือนป้ากวน
“ท่านอินเก้า ท่านชุยสอง ท่านคัง พี่จงสามพี่ทังสี่” ป้ากวนพูดทักทายคนที่มาตรงนอกประตู ทุกคนขานรับเบาๆ แล้วทยอยเดินเข้ามา
ผมไม่รู้จักทั้งห้าคนเพียงแต่รู้สึกว่าคนเหล่านี้ทั้งหน้าตาและการแต่งตัวดูพื้นๆ ไม่มีอะไรต่างจากพ่อค้าและคนงานตามตลาดสดทั่วตัวมีกลิ่นอายเฉพาะของชาวจี่หนานดั้งเดิม
เป็คืนที่มืดมิดมากพวกเขาเดินออกมาจากความมืด ราวกับิญญาพเนจรที่อยู่ในค่ำคืนอันมืดดำตลอดกาลท่าเดินท่ากระทำไร้สุ้มเสียง
ความจริงแล้วคนอย่างท่านอินเก้าและป้ากวนนั้นในยามปกติที่สงบสุขไม่มีเื่มีราวล้วนถูกชาวบ้านหลงลืมแต่เมื่อเกิดเื่ร้ายขึ้น ทุกคนจึงจะยกพวกเขาเป็แขกสำคัญมีคนน้อยมากที่จะมีสติปัญญาเตรียมล่วงหน้า มีแต่เมื่อประสบเคราะห์จึงจะกอดพระบาทพระพุทธรูปไว้
“เสี่ยวกวนทุกคนจุดธูปไหว้เหล่าเซี่ยก่อนเถอะ” ชายแก่หัวล้านที่เข้ามาก่อนเอ่ยขึ้น
เขาไม่ได้มองผมตรงๆเพียงแต่ใช้หางตาชำเลืองมองผมแวบหนึ่ง นี่เป็งานศพของสกุลเซี่ยแต่เห็นชัดว่าในสายตาเขามีเพียงป้ากวนเท่านั้น
ป้ากวนเดินอยู่ข้างชายแก่ รีบพูดตอบ “ค่ะๆท่านอินเก้า กรุณาตามฉันมา”
จากนั้นแกก็กำชับผมว่า “สือโถว ไปคุกเข่าในเพิงพิธีศพคารวะตอบการจุดธูปกราบไหว้ของเหล่าผู้าุโ”
ผมรีบกลับเข้าไปในเพิงพิธีศพแล้วคุกเข่าลง
ทั้งห้าเข้ามาในเพิงพิธีศพท่านอินเก้าเหลือบมองผม แล้วพูดว่า “เสี่ยวกวนเขาก็คือทายาทคนเดียวของสกุลเซี่ยใช่ไหม”
ป้ากวนค้อมคารวะแล้วตอบ “ค่ะชื่อเขาคือเทียนสือ ชื่อเล่นคือสือโถว”
ท่านอินเก้ามีจมูกงุ้มเหมือนจะงอยปากเหยี่ยวตาไม่โต แต่ดวงตาเจิดจ้ามาก ราวกับไฟผีสองดวง
“หึ” ท่านอินเก้าส่ายหน้าร้องหึอย่างเ็า อีกสี่คนที่ตามมาจึงพากันหัวเราะ
“สกุลเซี่ยจบสิ้นแล้ว” มีคนพูดตรงๆ
“เด็กคนนี้นรลักษณ์แข็งทื่อมากไม่มีเหลี่ยมไม่มีมุม ไม่มีจุดเด่นไม่มีจุดด้อยพูดน่าฟังหน่อยเป็ใบหน้าของคนที่ซื่อตรงมีน้ำใจพูดให้แย่หน่อยคือคนโง่ทึ่ม...สกุลเซี่ยทุกรุ่นเป็วีรบุรุษในสายอาชีพของเราถือว่าเป็ตระกูลใหญ่ในแวดวงไสยเวทแต่เด็กคนนี้พอคุกเข่าอยู่ที่นี่ จะพูดชมอะไรก็เปล่าประโยชน์” มีคนพูดเสริม
ใบหน้าผมร้อนผ่าว แต่กลับไม่อาจตอบโต้
“ไม่ต้องพูดมาก จุดธูป!” ท่านอินเก้าตะคอกเบาๆ
เขาหยิบธูปสามดอก จุดกับเทียนไขชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วค้อมคารวะรูปถ่ายปู่สามครั้ง
ผมรีบโขกศีรษะคารวะตอบทุกครั้งที่กราบลงไป หน้าผากจดพื้น
“เหล่าเซี่ย คุณไปแล้วตัวเองหาความสบายแล้ว ทิ้งจี่หนานที่ทรุดโทรมไว้ให้ทุกคนช่วยเก็บกวาด แต่ดูคุณสิไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ที่นั่น นับจากนี้ไปคุณเลิกยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในวงนักเลงแล้ว เหล่าเซี่ย คุณอยู่ในปรโลกช่วยคุ้มครองให้เราหาของสิ่งนั้นเจอโดยเร็วเถอะ ในอาชีพเราย่อมไม่ขาดการต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตาย...”ท่านอินเก้าพูดเบาๆ แล้วปักธูปลงในกระถางธูป
ผมคุกเข่าอยู่บนพื้นสายตามองเห็นเพียงสองเท้าของท่านอินเก้าซึ่งสวมรองเท้าผ้าสีน้ำเงินหัวกลมพบว่าขณะที่เขาเซ่นไหว้นั้น เท้าสองข้างไม่ได้ชิดกันตามธรรมเนียมแต่กลับอยู่ในท่ายืนที่เท้าข้างหนึ่งอยู่ข้างหน้าเฉียงเข้าเท้าข้างหลังเฉียงออกเล็กน้อย เป็ท่ายืนที่เต็มไปด้วยการท้าทายและคอยระวังตัวปกติจะใช้เมื่อคนสองคนยืนเผชิญหน้ากันอย่างศัตรู ดังนั้นผมจึงเข้าใจทันที ที่แท้ภายนอกท่านอินเก้ากราบคารวะปู่อย่างนอบน้อมแต่ในใจกลับมีเจตนาร้าย
มิน่าคนจีนเราจึงมีคำโบราณว่า“อาชีพเดียวกันเป็ศัตรูกัน” ในเมื่อท่านอินเก้าถือว่าปู่ผมเป็คนในวงการเดียวกัน จึงไม่อาจเลี่ยงความรู้สึกที่เป็ศัตรูเช่นนี้ได้
อีกสี่คนไม่มีท่าทีว่าจะกราบคารวะปู่ เพียงแต่ยืนดูอยู่ข้างๆ
ท่านอินเก้าลูบจมูกงุ้มของตน มองที่ภาพปู่ท่าทางครุ่นคิด
ป้ากวนพูดเตือนขึ้น “ท่านอินเก้าคะตัวประหลาดนั่นอยู่ในโลงเย็นทางห้องด้านเหนือ จะไปดูก่อนไหมไม่งั้นไม่รู้ว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้น จะรบกวนการหลับใหลของอาเซี่ย”
พวกเขามาเพราะจักจั่นสลักหน้าผีในโรงเย็นดูจากท่าทางอ่อนน้อมของป้ากวนแล้ว คนเหล่านี้ล้วนมีฝีมือสูงกว่า
ท่านอินเก้าพยักหน้า “ดี ไปกัน”
เขาเดินนำออกจากเพิงพิธีศพ ก้าวยาวๆ ไปยังห้องด้านเหนือคนที่เหลือตามไป
ธูปทั้งในและนอกของห้องด้านเหนือไหม้หมดแล้วขี้เถ้าธูปปลิวเกลื่อนพื้น แล้วปลิวว่อนขึ้นตามพื้นรองเท้าของคนเหล่านี้
“เสี่ยวกวน เธอวางค่ายกลธูปหรือ”ท่านอินเก้าหยุดยืนนอกห้องด้านเหนือ
นอกธรณีประตูมีขี้เถ้าธูปกระจัดกระจายครึ่งหนึ่งถูกลมพัดปลิวไปแล้ว
“ทำเป็เื่ใหญ่ไปได้” มีคนเอ่ยขึ้น
ป้ากวนยิ้มเจื่อนๆ “ท่านอินเก้า ทุกท่านฉันขี้กลัว กลัวผีส้าอาละวาด ดังนั้นพอออกมาจึงใช้ค่ายกลธูปห้าวาของเทพจูเก๋อโหว(ขงเบ้ง) ปิดกั้นประตูไว้ รอให้ทุกท่านมาช่วย”
“กลัวอะไรผีส้า ท่านอินเก้าอยู่ที่นี่แล้ว”คนผู้นั้นยิ้มอย่างไม่ใส่ใจอีก “สมัยหนุ่ม ท่านอินเก้าเคยจับผีส้านกด้วยมือตัวเองเอามาต้มกิน จะกลัวอะไร จะกลัวอะไร”
ป้ากวนขมวดคิ้ว “เื่นี้...ทุกท่านเกรงว่าเื่ครั้งนี้จะยุ่งยากบ้าง เมื่อกี้พูดทางโทรศัพท์แค่คร่าวๆตอนที่อาเซี่ยจากโลกนี้ ฉันอยู่ดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำทุกขั้นตอนเพื่อปิดกั้นผีส้าขับไล่สิ่งชั่วร้ายอย่างสมบูรณ์แล้วเกรงว่าจะเกิดเื่ที่ไม่คาดฝัน จักจั่นตัวนั้นมาอย่างมีเงื่อนงำดูเหมือนอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับผีส้า”
ชายคนนั้นยิ้มหยันแล้วว่า“ถ้าไม่เกี่ยวกับผีส้า แล้วคุณเชิญท่านอินเก้ามาทำไม”
ท่านอินเก้าชูมือขึ้นห้ามไม่ให้คนผู้นั้นพูดต่อ
ผมยืนอยู่ข้างหลังป้ากวน รู้สึกหงุดหงิดแต่ไม่กล้าพูดแทรก
“ถอนค่ายกลธูปเถอะ” ท่านอินเก้าบอก
เขาเป็คนที่มีบารมีสูงสุดในคนกลุ่มนี้ถ้าเขาเอ่ยปากพูด คนอื่นจะเงียบทันที
ป้ากวนพยักหน้า ยื่นเท้าซ้ายออกไป ย่ำลงบนขี้เถ้าธูปบางๆซ้ายก่อนขวาทีหลัง ขี้เถ้าธูปถูกกวาดไปสองข้างประตู ส่วนใหญ่ร่วงลงไปในร่องอิฐ
“เสี่ยวกวน ฉันรู้สึกเสมอว่าเธอเป็คนฉลาดเื่นี้ เธอมีความเห็นอย่างไร” ท่านอินเก้าถาม
ป้ากวนใช้ความคิด ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงหลายครั้งปลุกใจให้กล้าแล้วตอบว่า “ฉันสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับวิชาหนอนพิษของเผ่าเหมียว(ชนเผ่าม้ง)”
นอกจากท่านอินเก้าแล้วคนอื่นๆ ต่างตกตะลึง
วิชาหนอนพิษเป็ไสยเวทในแถบกุ้ยโจวและเสฉวนแตกต่างจากสำนักไสยเวททางตอนเหนือของแม่น้ำฉางเจียง โดยเฉพาะสองฝั่งแม่น้ำเหลือง มีความร้ายกาจและโเี้เป็พิเศษ
ผมเคยอ่านตัวอย่างมากมายของการใช้วิชาหนอนพิษฆ่าคนจากตำราโบราณสภาพของผู้ตายน่าอนาถมาก จนชวนให้คลื่นไส้
“ใช่ไหม งั้นคงเดือดร้อนแล้ว”น้ำเสียงท่านอินเก้ายังคงราบเรียบ แต่ดวงตากลอกไปมาไม่หยุด เหมือนกำลังครุ่นคิดเื่อะไรอย่างรวดเร็ว
“เชิญ” ป้ากวนยื่นมือเข้าไปในห้อง
ท่านอินเก้ายิ้ม“เธอเป็เ้าบ้านสกุลเซี่ยครึ่งหนึ่ง นำหน้าเถอะ”
ป้ากวนก้าวยาวเข้าไปในห้องก้มลงเป่าบนฝาโลงเบาๆ ขี้เถ้าธูปร่วงลงบนพื้น เผยให้เห็นฝาโลงที่ทำจากแก้วอะคริลิกขณะนี้จักจั่นประหลาดตัวนั้นไม่ขยับเขยื้อน ยังคงเกาะนิ่งห้อยลงจากด้านในของฝาโลงเผยหน้าผีที่บริเวณท้องออกมา
คนเ่าั้กระจายออกเงียบๆล้อมโลงเย็นไว้ตรงกลาง แต่ไม่มีใครเอ่ยปากพูดก่อน
ผมดูแล้ว ผ่านไปสองสามชั่วโมงส่วนที่เว้าลึกลงไปของหน้าผีดูเหมือนจะลึกยิ่งขึ้น พอจะคาดเดาได้ว่าถ้ารอยสลักลึกขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัดจะทำให้หน้าผีที่สลักบนตัวจักจั่นลอยออกมา
ท่านอินเก้าล้วงแว่นขยายด้ามทองเหลืองออกมาจากกระเป๋าส่องไปที่ส่วนท้องของจักจั่นประหลาด
ผมยื่นหัวจากด้านข้างเข้าไป แว่นขยายมีกำลังขยายสี่เท่าหน้าผีที่ท้องจักจั่นชัดเจนขึ้นทันที
ทุกคนยืนนิ่งอยู่นาน ยังเป็ท่านอินเก้าที่พูดทำลายความเงียบ“พวกคุณใครจะพูดก่อน มีความรู้สึกยังไงเมื่อเห็นของสิ่งนี้”
สี่คนนั้นมองหน้ากันไปมา แต่ไม่มีใครพูด
“ไม่ว่าจะเป็ผีส้าหรือเป็หนอนพิษ เราก็ต้องจับมันออกมาก่อนแล้วเอาไปค้นคว้าด้วยกล้องจุลทรรศน์” ท่านอินเก้าพูด
คนก่อนหน้านี้ดูท่าทางใ “ท่านอินเก้าถ้ามันเป็หนอนพิษเผ่าเหมียว เราอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามดีกว่า ถ้าเกิดผิดพลาดกลัวว่ามันจะบินออกไปทำร้ายชาวบ้านทั่วเมือง ถึงตอนนั้นเราจะบาปหนัก”
เกี่ยวกับหนอนพิษนั้นเป็ข้อมูลที่ล่ำลือกันปากต่อปากอย่างผิดๆ นับไม่ถ้วน เป็การชูไสยเวทประเภทนี้ขึ้นฟ้าราวกับว่าแมลงทุกชนิดบนโลกถ้าผ่านการดัดแปลงโดยนักเลี้ยงหนอนพิษจะกลายเป็แมลงประหลาดที่สังหารคนอย่างไม่เห็นเืพอนานเข้าวิชาหนอนพิษเผ่าเหมียวจึงลึกลับแปลกประหลาดยิ่งขึ้นทุกทีขณะที่ชาวเจียงเป่ย[1]พอเอ่ยถึงหนอนพิษก็จะใกลัว เป็การขู่ตัวเอง
ท่านอินเก้างอนิ้ว เคาะฝาโลงเย็นเบาๆเกิดเสียงดังกึกๆ เป็จังหวะ
แน่นอนว่าจะต้องเปิดฝาโลงเพราะพรุ่งนี้จะมีขั้นตอนพิธีอำลาของมิตรสหายและการเผาของฌาปนสถานไม่ว่าขั้นตอนไหน ก็ต้องเปิดฝาโลง
“พวกคุณว่าจักจั่นกลัวอะไร”ท่านอินเก้าลูบจมูกตัวเองพลางถาม
จมูกที่งุ้มทำให้เขาดูเ้าเล่ห์มากเขาดูสูงส่งต่อหน้าผมและป้ากวน ขณะนี้มีสีหน้าเหมือนไม่ยี่หระ
“กลัวเด็กเอาหนังสติ๊กยิงยังกลัวใช้ไม้ติดกาวไปแปะตัว” คนก่อนหน้านี้ชิงตอบ
คำตอบแบบนี้ไร้ความหมายไม่สามารถแก้ปัญหาตรงหน้าได้
ท่านอินเก้าก้มลงจมูกที่งุ้มแทบจะแนบกับฝาโลง ใช้แว่นขยายสังเกตดูจักจั่นตัวนั้นในระยะใกล้
“อืม ทำไมถึงเป็แบบนี้นะ”เขาพูดด้วยความแปลกใจ
ป้ากวนใ ก้มลงอย่างไม่รู้ตัวยื่นหน้าเข้าไปดู ติดกับไหล่ท่านอินเก้า
และแล้วเพียงชั่วพริบตาท่านอินเก้าก็ทิ้งแว่นขยายใช้สองมือรวบคว้าข้อมือป้ากวนไว้ แล้วใช้ผ้าขาวมัดมือสองข้างของป้ากวน
“ท่าน...ท่านอินเก้า จะทำอะไร”ป้ากวนทั้งใทั้งโมโห ก้าวหนีออกมา
สี่คนที่เหลือเหมือนรู้ใจกันดีล้อมเข้ามาพร้อมกัน ช่วยกันมัดข้อเท้าป้ากวน
ป้ากวนทำท่าจะร้อง คนก่อนหน้านี้ชักมีดปลายแหลมออกมาจ่อที่คอแก
“อย่าร้อง จุดมุ่งหมายของเรานั้นง่ายมาก้าเพียงกระจกวารีโหรเทพ ไม่ทำร้ายใครเด็ดขาด เหล่าเซี่ยตายแล้วสกุลเซี่ยนอกจากเด็กคนนี้ก็เหลือเธอเท่านั้น คนโง่ยังคาดเดาได้เบาะแสของของสิ่งนั้นอยู่ที่พวกเธอสองคน เพราะฉะนั้นอย่ามัวเสียเวลาเลย รีบบอกมาจะได้ไม่ต้องเจ็บตัว” ท่านอินเก้ายังคงจ้องมองจักจั่นตัวนั้น น้ำเสียงเนือยๆ ไม่ใส่ใจความเป็ความตายของป้ากวนแม้แต่น้อย
ผมไม่หนี ทั้งไม่คิดหนีด้วยและไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของสี่คนนั้น
ถึงตอนนี้ผมสังเกตเห็นว่าตอนที่คนพวกนี้เข้ามาคนท้ายสุดได้ลงกลอนประตูใหญ่แล้ว
“ฉันไม่รู้หรอก ฉันไม่ใช่คนสกุลเซี่ย” ป้ากวนพูด
ท่านอินเก้าไม่ได้ยืดตัวตรงขึ้น เขาหันหน้ามามองผมกับป้ากวนแล้วหัวเราะ “คนจี่หนานดั้งเดิมเราบอกว่าหมาดีไม่ขวางทางคนอื่นคนดีไม่ขวางทางร่ำรวยคนอื่น คืนนี้พวกเธอสองคนเท่ากับขวางทางร่ำรวยของฉัน เพราะฉะนั้นพวกเธอคิดให้ดีว่าจะพูดหรือไม่พูด ไม่เช่นนั้นพิธีศพงานนี้ต้องเพิ่มคนตายอีกสองคนจัดงานศพรวมกันเลยทั้งแก่ทั้งเด็ก ถือว่าเป็การทำดีช่วยเหลือสกุลเซี่ย ฮ่าๆๆ...”
สี่คนที่เหลือทั้งกำหมัดทั้งถูกฝ่ามือท่าทางเหมือนอดใจไม่ไหวแล้ว
ป้ากวนถอนหายใจ“ที่แท้พวกแกวางแผนไว้ก่อนแล้ว รอโทรศัพท์ฉันเป็การดึงหมาป่าเข้าบ้าน”
ท่านอินเก้าไม่แสดงท่าทางโกรธน้ำเสียงยังคงราบเรียบ “เสี่ยวกวน เราต่างเป็คนจี่หนานดั้งเดิมยังอยู่ในอาชีพเดียวกัน ของวิเศษอย่างกระจกวารีโหรเทพมีราคาแค่ไหนกันแน่คงไม่ต้องพูดมากแล้วใช่ไหม”
ป้ากวนสั่นหัว “ฉันไม่รู้จริงๆ อาเซี่ยจากไปกะทันหันมากไม่ได้สั่งเสียอะไร อีกอย่างพวกคุณก็รู้ แกสมองเสื่อมมาสิบปีแล้ว แทบจะไม่พูดเลยบางครั้งพูดออกมาสองสามคำ ล้วนเหมือนคำพูดคนบ้า ไม่มีใครฟังออก ท่านอินเก้าถ้าอยากได้เบาะแสของกระจกวารีโหรเทพจากฉัน คงเป็ไปไม่ได้หรอก”
“เสี่ยวทัง” ท่านอินเก้าร้องเรียก
คนที่ถือมีดขยับข้อมือทันที ออกแรงกดลงไป เืไหลออกจากคอป้ากวนทันที
ท่านอินเก้ายิ้ม “เสี่ยวทังฉันจะบอกให้แกระวังมีด อย่าทำให้เสี่ยวกวนาเ็ ทำไมแก...”
ผู้ชายคนนั้นไว้หนวดเรียวยาวเป็เส้นตรงเหนือริมฝีปากพอเอ่ยปากพูดหนวดก็ขยับไปมา
“ท่านอินเก้า ผมไม่ได้ตั้งใจ ก็แค่ใจร้อนอยากรวยเร็วๆ”เสี่ยวทังบอก
ผมเห็นหนวดเขาขึ้นๆ ลงๆเหมือนแมลงวันหัวเขียวตัวโต น่าขยะแขยง ถ้ามีไม้ตีแมลงวันอยู่ในมือล่ะก็ผมจะช่วยตบแมลงวันตัวนั้นแทนเขา
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ทุกคนอยากรวยแต่เสี่ยวทัง อย่าทำร้ายเสี่ยวกวน ทุกคนพูดจากันดีๆ พูดจากันอย่างสงบอย่าต้องผิดใจกัน” ท่านอินเก้ากำชับ
เสี่ยวทังพยักหน้าหงึกๆผมเพิ่งคลายความกังวล แต่จู่ๆ เขาก็งอศอกทันที ปลายมีดถูกยกขึ้นแล้วแทงลงไปเสียบไปที่ไหปลาร้าของป้ากวน
ความเ็ปรุนแรงเช่นนี้ย่อมทำให้ป้ากวนอ้าปากร้องเสียงดังแน่นอนแต่เสี่ยวทังเตรียมไว้ก่อนแล้ว เขาถือผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งไว้ในมือพอป้ากวนอ้าปากก็ยัดผ้าเช็ดหน้าใส่ปากแกทันที จึงไม่มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมา
ผมจำคืนที่พี่ใหญ่ถูกฆ่าได้ดีขณะที่มีดปลายแหลมของศัตรูแทงฝ่ามือเขา มีสภาพเหมือนกัน ต่อให้เ็ปแค่ไหนแต่ดิ้นไม่ได้เพราะศัตรูเตรียมพร้อมทุกอย่าง วางกับดักอย่างดี รอให้คุณเข้าไปติดกับ
สิ่งที่บุคคลลึกลับซึ่งฆ่าพี่ใหญ่เมื่อสิบปีก่อน้าคือกระจกวารีโหรเทพสิบปีต่อมาสิ่งที่พวกคนประหลาดที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้านจี่หนาน้าคือกระจกวารีโหรเทพเช่นเดียวกันในความคิดของคนเหล่านี้นั้นกระจกวารีโหรเทพซ่อนอยู่ในบ้านสกุลเซี่ย ผมในฐานะผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของสกุลเซี่ยเป็ไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะไม่รู้ว่ากระจกวารีโหรเทพอยู่ที่ไหน
บางทีคืนนี้อาจเป็วันตายของผมก็ได้มีดเล่มนั้นแทงลงไปบนร่างป้ากวน เหมือนแทงลงบนตัวผม ที่คนพวกนี้ทำแบบนั้นก็แค่เชือดไก่ให้ลิงดูเท่านั้น
[1]ผู้คนที่อาศัยทางตอนเหนือของแม่น้ำฉางเจียง