เจี๋ยอี้…องค์ชายเก้าที่ถูกส่งมาอยู่ที่ชายแดนั้แ่อายุสิบหนาวนั่งมองถู่โต้วทอดตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย เข้าไม่เคยเห็นถู่โต้วมาก่อน ไม่รู้ว่าหน้าตามันเป็อย่างไร? และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อนี้และจะได้ลองกินเป็ครั้งแรก มองดูถู่โต้วทอดในจานและน้ำจิ้มแล้วก็พลันนึกถึงสตรีใจกล้าสองคนนั้นขึ้นมา
"หึ! น่าสนใจ" เจี๋ยอี้พึมพำออกมาเบาๆก่อนจะหยิบถู่โต้วทอดขึ้นมาชิมหนึ่งชิ้น
"อร่อยใช้ได้เลยนะ เป็ของกินเล่นได้เลย" เซี่ยป๋อเหวินคุณชายสามจากจวนกั๋วกง บิดาของเขาเป็พี่ชายของหวงกุ้ยเฟยมารดาขององค์ชายเก้าเจี๋ยอี้ผู้นี้ เนื่องจากทั้งสองคนเกิดในปีเดียวกันบิดาและท่านปู่ของเขาจึงส่งให้เขาไปรวมเรียนกับองค์ชายเก้ามาั้แ่เด็กและนับว่าทั้งสองคนเป็สหายสนิทที่รู้ใจกันมากที่สุด
"อืม" เจี๋ยอี้เห็นด้วยกับคำพูดของสหาย
"ว่าแต่ท่านอารองจะเคลื่อนทัพมาถึงเมืองหยางหรือยัง? ข้าอยากจะกลับไปหาท่านแม่เร็วๆแล้ว" เซี่ยป๋อเหวินเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"เข้าเขตเมืองหยางแล้ว คิดว่าอีกสองวันก็น่าจะมาถึงที่นี่แล้ว" เจี๋ยอี้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์เหมือนเดิม
"เช่นนั้นก็ดี คืนนี้ข้าจะเข้าไปหาหลักฐานในจวนเ้าเมืองกับเ้าด้วย รีบจัดการเื่นี้ให้เสร็จก่อนที่ขบวนทหารจะมาถึงที่นี่เถอะ พวกเราจะได้เดินทางกลับไปพร้อมท่านอาเลย" เซี่ยป๋อเหวินพูดขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง
"อืม"
หลังจากที่ฮ่องเต้ได้รับหลักฐานการเก็บภาษีเกินที่ทางการกำหนดไว้ของเ้าเมืองหยางและการกระทำความผิดอื่นๆฮ่องเต้จึงมีคำสั่งลงมาให้องค์ชายเก้าเป็ผู้หาหลักฐานและจัดการผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด ดังนั้นนี่จึงเป็สาเหตุที่คุณชายสูงศักดิ์ทั้งสองคนต้องออกจากค่ายทหารมาทำภารกิจนี้ล้วงหน้าขบวนท่านแม่ทัพและเหล่าทหารกล้าที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับเมืองหลวง
าที่ชายแดนสงบสุขมาหลายปีแล้ว ปีนี้ก็เป็ปีที่เจ็ดที่องค์ชายเก้าถูกส่งมาอยู่ที่ชายแดน ดังนั้นนี่จึงเป็ครั้งแรกในรอบเจ็ดปีที่เจี๋ยอี้จะได้กลับเมืองหลวงไปหาเสด็จแม่ของเขา แววตาดำขลับที่ลึกล้ำจนมองไม่เห็นถึงความคิดของเขาทำให้คนที่ได้สบตาต่างก็หวาดกลัวและพยายามหนีห่างบวกกับชื่อเสียงความโเี้ยามทำศึกกับศัตรูของเขาจึงทำให้ชื่อเสียงของเขาถูกบอกเล่าไปอย่างกว้างขวางทั่วทั้งแค้วนไม่มีใครไม่เคยได้ยินฉายา 'ขุนศึกไร้พ่าย!'
เช้าวันต่อมาหลังจากที่เวินหนิงลี่และเวินหนิงเหมยพักผ่อนได้อย่างเต็มที่แล้วพวกนางก็พาสองแม่ลูกออกมาจากมิติตรงไปตั้งร้านขายของเหมือนเดิม วันนี้พวกนางเตรียมมาห้าตระกร้าใบใหญ่เท่าเดิมและยังตั้งใจจะขายของอีกแค่สามวันก็จะเดินทางออกจากเมืองหยางแล้ว เป้าหมายไม่มี…แค่คิดจะเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆเท่านั้น
ไม่รู้เส้นทางก็เดินทางไปตามถนนเรื่อยๆ ถึงเมืองไหนก็จะแวะเที่ยวและขายของหาเงินเพิ่มสักสิบวันก่อนจะออกเดินทางต่อไป…นี่คือแผนการใช้ชีวิตของพวกนางในยุคโบราณนี้!!
แต่ว่า…วันนี้ตอนที่พวกนางกำลังช่วยกันเก็บของเพื่อจะกลับโรงเตี๊ยมกลับมีบุรุษรูปร่างผอมเสื่อผ้าที่สวมใส่ก็ซีดจนไม่รู้สีเดิมทั้งยังมีแต่รอยปะชุนเดินเข้ามาด้วยท่าทางดีใจก่อนจะมาหยุดยืนตรงหน้าของเจียงเฟินด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด เวินหนิงเหมยและเวินหนิงลี่ยืนมองด้วยความใจเย็น เห็นบุรุษไม่ได้มีท่าทีร้ายๆพวกนางจึงไม่ได้เข้าไปยุ่งเพียงแค่ยืนรออยู่ที่เดิมเงียบๆ
"เฟินเออร์ๆ เป็เ้าจริงๆด้วย…ท่านแม่ ท่านพ่อและพวกพี่ตามหาเ้ามาสองเดือนแล้วกลับไม่พบ เ้าพาลูกไปอยู่ที่ใดมากันเหตุใดถึงไม่กลับบ้านของเรา?" เจียงเจาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
เจียงเฟินเห็นหน้าพี่ชายคนโตด้วยความดีใจทั้งยังรู้สึกผิด นางและลูกถูกแม่สามีไล่ออกจากบ้านมาเกือบสามเดือนแล้ว ที่นางไม่พาลูกกลับบ้านเดิมเพราะรู้ดีว่าฐานะของที่บ้านเดิมนั้นนับว่ายากจนอย่างแท้จริง มีเพียงพี่ใหญ่ที่พึ่งได้แต่งงานได้หนึ่งปีและตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่ก็กำลังตั้งครรภ์แล้ว พี่รองกับพี่สามของนางก็ยังไม่ได้แต่งสะใภ้เข้าบ้านเพราะไม่มีสินสอดจะไปสู่ขอเ้าสาว เพราะแบบนี้นางจึงไม่อยากจะพาลูกกลับไปรบกวนบ้านเดิมเพราะไม่อยากให้พวกเขาต้องลำบากมากกว่าเดิม
อีกทั้งนางยังเป็สตรีที่ถูกสามีหย่าร้างยังจะมีหน้ากลับไปทำให้ที่บ้านอับอายได้อย่างไร?
"พี่ใหญ่ ข้าเพียงไม่อยากทำให้ท่านพ่อท่านแม่และพวกพี่ต้องอับอายเท่านั้น ข้าไม่อยากทำให้พวกท่านต้องลำบากมากกว่าเดิม ฮึก!" เจียงเฟินพูดออกไปเสียงอ่อนด้วยความรู้สึกผิด
"เ้าพูดอะไรนะ? พวกเราจะอับอายไปทำไมกัน เ้าเป็น้องสาวและลูกสาวของท่านพ่อท่านแม่ ที่ผ่านมาพวกเราเคยสนใจคำพูดของผู้อื่นด้วยหรือ? เฟินเออร์…กลับบ้านกับพี่เถอะ ท่านพ่อท่านแม่และทุกคนเป็ห่วงเ้ากับหลานเออร์มาก" เจียงเจาพูดขึ้นด้วยความจริงจังและพยายามจะเกลี้ยกล่อมให้น้องสาวพาหลานกลับบ้านไปพร้อมกับเขา
"พี่ใหญ่ ข้าขายตัวให้คุณหนูทั้งสองคนแล้วเ้าค่ะ ข้ากลับไปกับท่านไม่ได้แล้ว" เจียงเฟินพูดออกไปเสียงอ่อย
"อะไรนะ!" เจียงเจาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ฉับพลันกลับไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาไป
สองพี่น้องหันไปสบตากันอย่างสื่อความหมายก่อนที่เวินหนิงลี่จะพูดขัดบทสนทนาของสองพี่น้อง "ไปนั่งพูดคุยกันที่โรงน้ำชาตรงนั้นกันเถอะ"
"จ่ะ เ้าค่ะคุณหนูรอง" เจียงเฟินขานรับอย่างเชื่อฟัง
ในห้องส่วนตัวของโรงน้ำชาเวินหนิงเหมยและเวินหนิงลี่นั่งดื่มชาป้อนขนมหลานเฟินน้อยฟังสองพี่น้องแซ่เจียงพูดคุยกันเงียบๆ ดังนั้นพวกนางจึงได้รู้เื่ราวของตระกูลเจียงมากขึ้น ที่แท้แล้วครอบครัวเจียงก็เป็ครอบครัวผู้อพยพหนีมาจากาเมื่อเจ็ดปีก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงได้ที่ดินที่ทางการจัดสรรค์ให้ในหมู่บ้านเล็กมาได้หกปีแล้ว ทั้งครอบครัวของพวกเขายังยากจนกระทั่งเงินสินสอดที่จะแต่งภรรยาคนรองและคนที่สามให้บุตรชายของพวกเขาก็ยังไม่มี
'หรือข้าจะเสนอให้พวกเขามาทำงานให้พวกเราดีหรือไม่นะ?' เวินหนิงเหมยคิดในใจเงียบๆ
'ข้าไม่ถนัดงานไร่งานสวนเลยจริงๆ ถู่โต้ว พริกและมะเขือเทศยังต้องปลูกเพิ่มอีกจำนวนมาก อีกทั้งข้ากับหนิงเหมยยังตั้งใจจะไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก ต้นผลไม้และพันธุ์ข้าวมาปลูกในมิติอีกเล่า หากว่าได้ครอบครัวนี้มาทำงานให้…ก็ไม่เลวเลยนะ!' เวินหนิงลี่ก็คิดถึงงานหนักที่พวกนางพี่น้องวางแผนจะทำในมิติแล้วก็รู้สึกท้อแล้ว แค่ปลูกถูู่โต้ว มะเขือเทศและพริกพวกนางก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้ว หากได้คนงานมาเพิ่มก็ไม่เลวเลยนะ คิดถึงตรงนี้แล้วนางก็เอียงตัวตัวไปกระซิบข้างหนูเวินหนิงเหมยเพื่อปรึกษาทันที
ส่วนสองพี่น้องเจียงก็ยังคงพูดคุยถามไถ่กันไม่ทันได้สังเกตท่าทีของสองพี่น้องเวินเลยสักนิด เวินหนิงเหมยได้รู้ความคิดของน้องสาวแล้วก็เหลือบตามองสองพี่น้องแซ่เจียงก่อนจะหันมาพูดกับเวินหนิงลี่เบาๆว่า "เื่นี้ลองไปพบครอบครัวของพวกเขาสักครั้งก่อน บอกว่าพาสองแม่ลูกกลับไปเยี่ยมเยียนครอบครัวก่อนจะเดินทางออกจากเมืองเป็อย่างไร? รอดูท่าทีของพวกเขาก่อนว่าเป็ยังไงแล้วค่อยตัดสินใจอีกที"
"ตกลง วันนี้เราจะไปบ้านพวกเขาสักครั้ง" เวินหนิงลี่พยักหน้าก่อนจะนั่งป้อนขนมหลานเฟินน้อยจนอิ่ม รอจนกระทั่งทุกคนทานอาหารอิ่มแล้วนางจึงพูดขึ้นว่า "อิ่มแล้วก็ไปกันเลยเถอะ พี่่ชายเจียง…ท่านเอาเงินนี่ไปจ้างรถม้ามา วันนี้พวกเราจะไปบ้านพวกท่านกัน"
"คุณหนู พ่ะ…พวกท่าน พวกท่านจะไปบ้านของเราจริงๆหรือเ้าคะ?" เจียงเฟินเอ่ยถามด้วยความไม่อยากเชื่อ คุณหนูบอกว่าจะไปที่บ้านของพวกนางและยังให้เงินพี่ชายของนางไปจ้างรถม้าด้วย! คุณหนูจะไปบ้านของข้าทำไม?
"ใช่! ท่านรีบไปจ้างรถม้าเถิด ส่วนพวกเราไปช่วยกันขนของกลับโรงเตี๊ยมกันก่อนแล้วค่อยเจอกันที่หน้าโรงเตี๊ยม" เวินหนิงเหมยพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อน
ทุกคนมาถึงบ้านเจียงก็เป็เวลายามเว่ยแล้ว การเดินทางด้วยรถม้านั้นค่อนข้างเร็วกว่าการเดินเท้ามาก อีกทั้งหมู่บ้านเจียชุนก็ไม่ได้อยู่ไกลมากเท่าไรนัก คนในบ้านเจียงเห็นรถม้าวิ่งมาจอดที่หน้าบ้านของพวกเขาก็รีบออกจากบ้านมาดูด้วยความกังวลกลัวว่าจะมีเื่ไม่ดีมาถึงบ้านตน ยิ่งเห็นคุณหนูท่าทางสูงศักดิ์ที่ขี้ม้าขาวตัวเขื่องตามมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านใจของพวกเขาแทบหล่นลงพื้นเสียทันที
"ท่านพ่อท่านแม่ เ้ารองเ้าสาม! ข้าพาน้องเล็กกับหลานกลับมาแล้วขอรับ" เจียงเจาเดินลงจากรถม้าก่อนด้วยความยิ้มแย้มเรียกพ่อแม่และน้องชายเสียงดังลั่น
"ท่านพ่อ ท่านแม่!" เจียงเฟินน้ำตาร่วงรีบวิ่งเข้าไปกอดบิดามารดาด้วยความคิดถึง
เวินหนิงลี่ลงจากหลังม้าแล้วเดินไปอุ้มหลานเฟินน้อยลงจากหลังม้าของพี่สาวด้วยความอ่อนโยน เด็กน้อยไม่เคยขี่ม้ามาก่อนจึงร้องขอขึ้นมานั่งม้ากับคุณหนูทั้งสองคนด้วย เวินหนิงเหมยจึงอุ้มนางนั่งบนหลังม้าเดินทางออกจากเมืองมาจนถึงบ้านของท่านตาท่านยายของนาง ตลอดทางก็ได้ยินแต่เสียงเจื้อยแจ้วของแม่หนูน้อยจนสองพี่น้องยังเผลอหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
"ท่านตา ท่านยาย หลานเออร์อยู่ทางนี้เ้าค่า" เด็กน้อยเรียกหาท่านตาท่านยายโบกมือยิ้มกว้างอย่างน่ารัก
"โอ้! หลานเออร์ของเราก็มาด้วย มาๆมาให้ยายได้กอดเ้าให้หายคิดถึงหน่อยเร็วเข้า!" หญิงชรายิ้มแย้มเรียกหาหลานสาวตัวน้อยด้วยความรักใคร่
ครอบครัวเจียงทักทายกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เจียงเฟินจะแนะนำคุณหนูทั้งสองคนให้ทุกคนได้รู้จัก เมื่อเริ่มมีชาวบ้านออกมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นผู้เฒ่าเจียงก็เชิญแขกและบุตรหลานเข้าไปพูดคุยกันในบ้านแทน จะเรียกว่าบ้านก็ไม่กล้าเรียกได้เต็มปากเท่าไรนัก
'นี่มันไม่ใช่บ้านแล้ว ดินที่ใช้สร้างบ้านก็เริ่มแตกร้าวจนไม่อาจรับประกันได้เลยว่ามันจะพังลงมาในวันนี้พรุ่งนี้หรือไม่? หลังคาที่มุงด้วยหญ้าก็มีรูรั่วไปทั่วบ้าน เวลาฝนตกพวกเขาจะไม่เปียกหรือ?' เวินหนิงเหมยคิดในใจเงียบๆพร้อมกับเดินตามพวกเขาเข้าบ้าน