ลมหายใจของจ้าวจื่ออวิ๋นพลันติดขัดราวมีขุนเขากดทับอกจนหายใจแทบไม่ออก พลังเสียงนั้นมิใช่เพียงแค่ลมปราณ ทว่าแฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่ง์ ราวกับสัจธรรมเบื้องบนได้ฟันลงมาตัดสินชะตาชีวิตของปุถุชนสามัญทั่วไป
จ้าวจื่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้าแม้ซีดเซียวแต่ยังคงไว้ซึ่งแววตาท้าทาย
“ข้ามีความผิดอันใดงั้นหรือ? ท่านทูต์โปรดชี้แจงด้วย!”
เสียงของเขาไม่ดังนัก ทว่ากลับกึกก้องสะท้อนอยู่ในโถงศักดิ์สิทธิ์ ดั่งประกาศแก่ฟ้า ว่าเขายังไม่ยอมศิโรราบต่อผู้ใด
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
เสียงหัวเราะของทูต์ดังกังวานราวสายฟ้าฟาด พลังกดดันพลันโหมกระหน่ำยิ่งกว่าก่อนหน้า
“ดี ดี… ช่างหายากนัก! คนรุ่นหลังที่กล้าท้าทายอำนาจเช่นเ้า!”
สุ้มเสียงนั้นแม้จะดูรื่นรมย์ ทว่ากลับเปี่ยมด้วยเพลิงอำมหิตแผ่ล้นราวจะกลืนฟ้าทะลายเมฆา
สิ้นคำกล่าว ร่างของทูต์พลันก้าวลงจากบัลลังก์์อันสูงส่ง ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยบารมีดุจเทพเซียนเสด็จเหยียบโลกา มาหยุดยืนเบื้องหน้าจ้าวจื่ออวิ๋นอย่างสง่างาม
“ข้าจะบอกให้เ้าตระหนัก… ผู้ที่อ่อนแอจำต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของผู้แข็งแกร่ง หากอยากมีชีวิตอยู่รอด” เสียงของเขาราวกับดาบวิเศษที่จ่อคอหอยอยู่ตลอดเวลา
“แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของผู้ใต้บัญชาท่านเช่นนั้นหรือ?”
จ้าวจื่ออวิ๋นจ้องเขม่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้นไม่ปิดบัง คำพูดของเขาแฝงแรงะเืใจอย่างรุนแรง ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ใต้เถ้าถ่าน
ทูต์แสยะยิ้ม “หึ! คนของข้า? หากพวกเขาอ่อนแอ ใยข้าจะต้องเก็บไว้ ตายไปก็หาได้เป็ปัญหา ข้ากล่าวถูกหรือไม่?”
น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นดั่งหิมะตกในคืนมรณะ คำพูดแฝงไว้ด้วยตรรกะแห่งโลกผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์มีเสียง
จ้าวจื่ออวิ๋นได้แต่กำหมัดแน่น
ทูต์พลันหมุนกายกลับขึ้นบัลลังก์ และปรายตามองลงมาด้วยแววตาสูงส่ง เขาเพ่งมองลงมายังจ้าวจื่ออวิ๋น
และในชั่วขณะนั้นเอง…
จ้าวจื่ออวิ๋นรู้สึกได้ทันที ถึงพลังประหลาดบางอย่าง พลังอันแหลมคมและร้อนระอุราวกับเปลวเพลิง์ พลันแทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจรภายในร่างของเขา ทุกเส้นลมปราณราวกับถูกแผดเผาให้แห้งเหือดอย่างเ็ปเกินจะพรรณนา ราวกับทั่วทั้งกายา กำลังถูกสลักอักขระต้องห้ามลงบนกระดูกด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์
“เฮือก!”
เขาสูดหายใจเข้าอย่างยากลำบาก เหงื่อเย็นไหลพรากทั่วใบหน้า ร่างสั่นสะท้านด้วยแรงะเืจากพลังสอดส่องนั้น
แต่เมื่อพลังนั้นพลันหดหายไป ยืนหยัดด้วยใบหน้าซีดเซียว ทว่าแววตากลับแน่วแน่ดั่งกระบี่ไม่รู้จักคม
“ระดับจิตวัฏจักรขั้นเก้าสูงสุดงั้นรึ?” ทูต์ขมวดคิ้วต่ำแล้วกล่าวเสียงทุ้ม
“เพียงระดับพลังเท่านี้ แต่กลับสยบชางไห่ได้ราวกับขยี้ใบไม้แห้ง…”
ความความประหลาดใจ แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขา เพราะแม้ว่าเขาจะเป็ผู้ที่อยู่เหนือผู้คนทั้งเมืองหงเฟิ่ง ก็ยังไม่อยากเชื่อสายตาว่า เด็กหนุ่มตรงหน้าจะมีฝีมืออันเกินกว่าขอบเขตพลังที่แสดงออกมาได้ถึงเพียงนี้…
ทูต์ทอดมองลงมายังจ้าวจื่ออวิ๋น ด้วยท่าทางครุ่นคิดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น
“ข้าจะเสนอทางรอดให้แก่เ้า เป็อย่างไร?”
สุ้มเสียงของเขาดังสะท้อนทั่วทั้งโถงศักดิ์สิทธิ์ เขาพลางกล่าวต่อ
“คืนนี้จะมีการจัดประมูลของล้ำค่าขึ้น ที่หอสมบัติตระกูลเจียงเมืองหงเฟิ่ง… ข้า้าให้เ้าคุ้มครองหลานสาวของข้าภายในงาน”
จ้าวจื่ออวิ๋นพลันยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเ็าราวหิมะตกในยามเหมันต์
“หึ! หากข้าปฏิเสธเล่า?”
พรึ่บ!
เสาหยกแกะสลักลวดลายหงส์เพลิงทั่วทั้งห้องโถง พลันลุกโหมด้วยเพลิงสีชาด เปลวเพลิงลุกท่วมขึ้นสู่ยอดเพดาน ราวกับเปลวเพลิง์ที่กำลังจะพิโรธ
ครืนนน!!!
แรงกดดันแห่งจิติญญาถาโถมลงมายังจ้าวจื่ออวิ๋นดั่งทะเลคลั่งทลายเขา พลังนั้นราวกับกงจักรฟ้าหมุนวนบดขยี้กายาให้จมลงใต้ธรณี
ซึ่งนี่คือคำตอบหากจ้าวจื่ออวิ๋นปฏิเสธ
“อา… ทูต์ มีอารมณ์ต่อการยั่วยุจากผู้อื่น ได้ง่ายเยี่ยงนี้ทุกคนงั้นหรือ?”
จ้าวจื่ออวิ๋นเอ่ยเสียงราบเรียบ น้ำเสียงสงบ ทว่าเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน ไม่แม้แต่จะถอยก้าวหนึ่ง ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล
ทูต์ก้าวเดินอย่างสง่างาม เขาแค่นยิ้ม ก่อนจะอ้าปากคลายโลหิตสีทองหยดหนึ่งออกมา โลหิตนั้นลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แล้วแปรเปลี่ยนเป็อักขระสีทองเจิดจ้า พวยพุ่งตรงไปยังหว่างคิ้วของจ้าวจื่ออวิ๋นทันที
อักขระนั้นแทรกซึมเข้าไปยังจิติญญาลึกสุดของเขา ราวกับถูกประทับตราด้วยโซ่พันธนาการแห่งฟ้า แม้ลมหายใจยังรู้สึกว่าถูกควบคุม
“นี่คือตราประทับโลหิต! หากเ้าไม่เชื่อฟังคำสั่งของข้า... ข้าสามารถสังหารเ้าเมื่อใดก็ย่อมได้!”
คำพูดนั้นเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งอำนาจสูงส่ง มิอาจมีผู้ใดหาญกล้าทัดทานได้แม้เพียงครึ่งคำ
พริบตาหลังจากถ้อยคำสุดท้ายถูกเปล่งออก ร่างของทูต์ก็พลันเลือนไปจากโถงศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้สุ้มเสียง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแห่งพลังที่ยังคงแผ่สะท้านไปทั่ว
จ้าวจื่ออวิ๋นหลุบตาลงช้าๆ ดวงหน้าแม้ไร้อารมณ์ ทว่ากลับฉายแววลึกล้ำเกินหยั่งถึง มุมปากค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นบางเบา
“หึ! ตราประทับโลหิต! งั้นหรือ? มาได้เวลาเหมาะเจาะยิ่งนัก!”
…
ณ หอสมบัติตระกูลเจียง เมืองหงเฟิ่ง
เมืองหงเฟิ่งในเวลานี้ คราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กใหญ่ที่นำของมีค่ามาแลกเปลี่ยนซื้อขาย หวังจะเกาะกระแสงานประมูลเพื่อเพิ่มกำไรแก่ตนเอง บรรยากาศพลันอบอวลไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงโหวกเหวกจากผู้คนหลากหลายตลอดเวลา
ภายในหอสมบัติตระกูลเจียง ถูกจัดเป็ลานประมูลขนาดใหญ่
ทั่วทั้งห้องโถงประดับด้วยเสาสลักลวดลายัที่พ่นไฟออกมาเป็ประกาย คบเพลิงรอบด้านส่องแสงวาววับ อักขระิญญาเรืองแสงสลักไว้ทั่วพื้นหิน เพื่อป้องกันการก่อเหตุวุ่นวายหรือการใช้พลังโดยพลการ
ทูต์แห่งวิหารเซียน ยืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นบน ซึ่งเป็ห้องที่หอสมบัติจัดเพื่อรับรองแขกผู้สูงศักดิ์
ดวงตาของเขาคมกริบแฝงแววเยือกเย็น ราวกับจะกดดันผู้คนเพียงแค่ปรายตามอง
ทันใดนั้นเอง ชายชราผมขาวผู้หนึ่งพลันปรากฏขึ้นที่กลางโถง เส้นผมยาวสีเงินยวง ราวเส้นไหมปลิวไสวโดยไร้ลมพัดพา ชุดคลุมสีครามเข้มปักลายหอมหงส์ทอง สะบัดไหวดุจเปลวเพลิง
เสียงฝีเท้าของเขาไร้ซึ่งเสียงะเืใดๆ แต่กลับบังเกิดแรงกดดันมหาศาลประหนึ่งสัตว์อสูรโบราณตื่นจากนิทรา ร่างของเขาแม้จะดูชราภาพ ทว่ากลิ่นอายพลังกลับหนาแน่นแข็งกร้าวดุจขุนเขาไร้เทียมทาน
“ขอบคุณเป็อย่างสูงที่แขกทุกท่านให้เกียรติมาเยือนยังหอสมบัติตระกูลเจียงของข้า... เพื่อไม่เป็การเสียเวลาของทุกท่าน... ข้าน้อย เจียงเว่ย ขอเริ่มการประมูล…”
น้ำเสียงแ่เบาแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ ทุกถ้อยคำเสมือนคำประกาศจาก์ มิอาจมีผู้ใดต่อต้าน
สิ้นคำกล่าว ร่างของเจียงเว่ยพลันหายไปดั่งอากาศธาตุ ทิ้งไว้เพียงแรงสั่นะเืเบาบางในห้วงพลังิญญาที่ยังคงคลุ้งอยู่
ผู้คนในโถงต่างพากันตกตะลึงไปตามกัน ไม่นึกว่าผู้เปิดงานจะคือยอดฝีมือผู้มากด้วยอำนาจถึงเพียงนี้
“ท่านเจียงเว่ยติดอยู่ระดับนภาครามสูงสุดมานานหลายสิบปี… เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาพึ่งจะบรรลุระดับธารา์! ข่าวนี้เป็เื่จริงหรือไม่?” เสียงหนึ่งพลันกระซิบจากที่นั่งแถวหลัง
“อา! ดูจากปราณพลังเมื่อครู่แล้ว... น่าจะเป็เื่จริงกระมัง!”
เสียงสนทนาอีกสายตอบกลับด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาของผู้เข้าร่วมหลายคนเปล่งแสงระยิบระยับราวกับเห็นแสงดารายามราตรี
ในขณะนั้นเอง...
ดรุณีงามล้ำ ดุจสลักจากหยกสองนาง พลันปรากฏกายออกมาเบื้องหน้าเวที พร้อมนำของล้ำค่าชิ้นแรกออกมาปรากฏต่อสายตาทุกผู้คน...