เกี้ยวมงคลค่อยๆ หยุดลงที่หน้าบ้านของตระกูลเซียว
ม่ายซุ่ยรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย
ถึงอย่างไรก็ถือได้ว่านางเพิ่งเคยแต่งงานเป็ครั้งแรก อีกทั้งยังแต่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อนอีกด้วยในใจได้แต่ภาวนาไม่หยุดว่า ‘์ได้โปรดประทานของขวัญให้ข้า ด้วยการให้เ้าบ่าวของข้าหนีตามกันไปกับหญิงอื่นด้วยเถิด!’
‘ให้ข้าได้ห้องหอและใช้ชีวิตนี้เพียงลำพังเถิด!’
เสียงพูดคุยหยอกล้อเริ่มดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ทำลายห้วงความคิดของนางไม่นานก็มีเด็กวิ่งมาที่เกี้ยวพยายามแอบดูเข้ามาด้านใน แต่ก็ถูกพวกผู้ใหญ่เรียกกลับไปบรรยากาศเป็ไปอย่างครึกครื้น
“จิ่งเถียนรีบออกมารับเ้าสาวของเ้าเร็วเข้า” แม่สื่อสวมใส่เสื้อผ้าลายดอกสีสันสดใสะโเรียกเสียงดัง
“จิ่งเถียนรีบออกมารับเ้าสาวแสนสวยของเ้าเร็วเข้า” ในกลุ่มคนที่มาร่วมงานมีคนบีบจมูกดัดเสียงพูดตามแม่สื่อกันอย่างสนุกสนาน
ทุกคนต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง
ม่ายซุ่ยได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านนอกหน้าก็ค่อยๆ แดงขึ้น หมู่บ้านนี้ช่างเป็หมู่บ้านที่สนุกสนานครื้นเครงจริงๆนางลองนึกดูแล้วจึงรู้ได้ว่าเ้าของร่างนี้ไม่เคยมาและไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้มาก่อนรู้เพียงว่าเป็หมู่บ้านที่อยู่ติดชายทะเล ทุกบ้านจะออกทะเลหาปลาเป็หมู่บ้านชาวประมงโดยแท้
ผู้คนที่ม่ายเจียวาเมื่อพูดถึงหมู่บ้านหยวีจุ่ยนี้ก็มักจะแสดงท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ต่างบอกว่ากลิ่นกายของคนที่นี่มีแต่กลิ่นเหม็นสาบคาวปลา ทั้งยังมีนิสัยก้าวร้าว อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงชอบใช้กำลัง เป็พวกป่าเถื่อน หมู่บ้านใกล้เคียงที่ค่อนข้างมีฐานะจะไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งงานมาที่หมู่บ้านนี้โดยเด็ดขาด
เซียวจิ่งเถียนยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่ตรงหน้าต่างอย่างไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆบรรยากาศสุขสันต์ในบ้านและเสียงสนุกสนานโดยรอบไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเขาทั้งสิ้นได้ยินเสียงกลองชัยมงคลที่ดังสนั่นลั่นหมู่บ้านนั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกรำคาญ ใบหน้าอันอ่อนวัยหล่อเหลาของเขาปรากฏแววปลงชีวิตและไม่มีทางเลือกเขาไม่เคยคิดอยากจะแต่งงานมาก่อนและก็ไม่คิดที่จะออกไปรับตัวเ้าสาวเช่นกัน
เขาไม่รู้จักนางเสียหน่อย
“จิ่งเถียนแม่รู้ว่าหลายปีมานี้ที่เ้าออกไปท่องยุทธภพ แิและการมองโลกของเ้ากับแม่แน่นอนว่าไม่เหมือนกันแต่ว่าถึงอย่างไรเ้าก็ต้องแต่งงาน ดูเ้าสิ...ปีนี้ก็อายุยี่สิบสี่ปีแล้ว ไม่เด็กแล้วนะเ้าดูพี่ใหญ่กับพี่รองของเ้าตอนที่พวกเขาอายุเท่าๆ กับเ้าก็เป็พ่อคนกันหมดแล้วแล้วดูเ้าไม่ยอมแต่งงาน จนป่านนี้จะไม่ให้แม่ร้อนใจได้อย่างไร” เมิ่งซื่อไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าซังกะตายของบุตรชายยังคงพูดต่ออย่างไม่สนใจ “เ้าดูสิ เ้าสาวก็มาถึงหน้าบ้านแล้ว จะให้นางรออยู่ข้างนอกเช่นนั้นได้อย่างไรรีบไปเปลี่ยนชุดเ้าบ่าวแล้วออกไปรับภรรยาของเ้าเร็วเข้า!”
“ท่านแม่ ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าจะไม่แต่งงาน” เซียวจิ่งเถียนมองเมิ่งซื่อมารดาของตนอย่างเงียบๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป “เป็ท่านเองที่นำแป้งสาลีหนึ่งกระสอบไปประกาศหาภรรยาให้ข้าวันนี้นางมาแล้วท่านก็จัดการเองเถิด ข้าเหนื่อยแล้วขอตัวกลับก่อน”
พูดจบเขาก็เดินออกไปทันที
“จิ่งเถียนแม่ขอร้องเ้าล่ะ ได้โปรดไปรับภรรยาเข้ามาเถิด” เมิ่งซื่อเห็นเขาจะไปนางจึงรีบเข้าไปขวางไว้พร้อมพูดทั้งน้ำตา “เ้าจะบังคับให้แม่ต้องคุกเข่าขอร้องเ้าจริงๆหรือ?”
“จิ่งเถียนรีบออกมารับเ้าสาวของเ้าเร็วๆ เข้า”ผู้คนต่างพากันะโเรียกอยู่ด้านนอก
จากนั้นก็เป็เสียงกลองชัยมงคลดังกระหึ่ม
“เอ่อ...เมิ่งซื่อ เหตุใดจิ่งเถียนจึงยังไม่ออกไปรับตัวเ้าสาวอีกเล่าฤกษ์มงคลกำลังจะผ่านไปแล้วนะ” แม่สื่อชุดลายดอกสีแดงสดเปิดประตูเข้ามาอย่างรีบร้อนเมื่อเห็นสองแม่ลูกยืนนิ่งอยู่ก็ใ “ไอ้หยา...มีใครเขาแต่งภรรยาแล้วไม่ดีใจไม่มีความสุขเช่นนี้กันบ้างเล่าพวกท่าน้าจะทำอะไรกันแน่?”
ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ
“มาแล้วๆ ” เมิ่งซื่อฝืนยิ้ม รีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาพร้อมพูด“เอ่อ...ท่านพี่ ท่านออกไปช่วยรับหน้าให้สักครู่ได้หรือไม่ เดี๋ยวจิ่งเถียนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะรีบออกไปรับเ้าสาวทันทีเลย”
“จิ่งเถียน...” เมิ่งซื่อมองไปที่เขาทั้งน้ำตา ในมือถือชุดเ้าบ่าวที่พับเตรียมเอาไว้อย่างดียื่นไปตรงหน้าเขาพูดปนสะอื้น “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะลูก...”
เซียวจิ่งเถียนเห็นน้ำตาของมารดาก็ทำได้แต่ยื่นมือออกไปรับชุดแต่งงานแล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องไป
ผู้หญิงที่รับมือยากที่สุดร้องไห้แล้ว...
ม่านกั้นของเกี้ยวมงคลถูกเลิกขึ้น
ภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้น ม่ายซุ่ยเห็นเพียงแต่ชายเสื้อชุดแต่งงานพลิ้วไหวอยู่ไปมาในใจก็รู้สึกตื่นเต้นระคนตระหนกอย่างควบคุมไม่ได้ ถึงอย่างไรชายผู้นี้ก็จะเป็สามีของนางนับแต่นี้ไปสามีที่อยู่ในภพนี้ของนาง...
แม่สื่อที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ช่วยประคองม่ายซุ่ยลงจากเกี้ยวมงคลพร้อมกล่าวว่า“จิ่งเถียนรีบมารับภรรยาของเ้าเข้าบ้านไปเสียสิ”
คบไฟที่หน้าประตูกำลังลุกโชน
เซียวจิ่งเถียนเดินไปจูงมือม่ายซุ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ในระหว่างที่กำลังเดินนั้นเขาพบว่ามือของนางหยาบกร้านเย็นเฉียบไม่เนียนนุ่มน่าััเหมือนมือของลูกสาวบ้านอื่น เขาลอบสังเกตนางก็พบว่ารูปร่างของนางค่อนข้างผอมแห้งไม่มีเนื้อหนังลักษณะเหมือนเด็กหญิงที่ยังไม่โตเต็มวัยเสียมากกว่า
แต่ว่าเขาไม่ถือสาหรอก
นางจะสวยปานนางฟ้าหรือขี้เหร่จนดูไม่ได้
ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาสักนิด!
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าถึงแม้นางจะมองไม่เห็นใบหน้าของเขา แต่นางก็รับรู้และััได้ว่าเขาเป็คนเ็าคนหนึ่งอาจจะเป็เพราะเขาไม่ได้มีท่าทีดุร้ายเหมือนที่คนพูดกันเลยแม้แต่น้อย
มือของเขาเรียวยาวแข็งแกร่ง แต่ตอนที่จูงมือนางกลับไม่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นดูท่าแล้วเขาก็คงจะไม่เต็มใจที่ต้องแต่งงานกับนางเช่นกัน!
ม่ายซุ่ยคิดเงียบๆ
เสียงกลองมงคลดังขึ้นอีกระลอก
ภายในบ้านคนเดินไปมาพลุกพล่านเต็มไปหมด ดูแล้วคึกคักยิ่งนัก
“พี่สะใภ้ใหญ่ ตอนที่พวกเราแต่งงานมาสินสอดไม่เห็นเยอะเท่านี้เลย”เฉียวซื่อผู้เป็สะใภ้รองบ่นอย่างขุ่นเคือง พร้อมยัดถั่วงอกในมือใส่ปากเคี้ยวตุ้ย “เช่นนี้ทำให้รู้สึกว่าภรรยาของเ้าสามสูงส่งมีราคาแพงไหนๆ ก็มีค่าเทียบเท่ากับแป้งกระสอบหนึ่งแล้วเช่นนั้น ขอข้าดูหน่อยว่านางคนนี้จะมีค่าตรงไหนกัน”
เพื่อแต่งภรรยาให้เ้าสามพวกนางต้องแลกกับการอดกินแป้งสาลีไปหนึ่งปีเต็ม
แค่คิดก็โมโหแล้ว!
“นั่นน่ะสิ! ท่านพ่อกับท่านแม่ลำเอียงรักเ้าสาม เมื่อหลายปีก่อนเขาก็ไปใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังด้านนอกโดยไม่สนใจบ้านและครอบครัวเลยวันนี้อยู่ด้านนอกต่อไปไม่ได้แล้วก็แบกหน้ากลับมาอยู่ที่บ้าน” เฉินซื่อผู้เป็สะใภ้ใหญ่วางถั่วงอกลงไปล้างในกะละมังไม้จากนั้นก็เช็ดมือนางยิ้มเย็นพร้อมพูดว่า “เมื่อเ้าสามกลับมาท่านแม่ก็รีบจัดแจงหาภรรยาให้อีก ทั้งยังเอาแป้งสาลีที่มีทั้งหมดนำไปเป็สินสอดอีกด้วยฮึ!ลูกแท้ๆ ก็เป็เช่นนี้สินะ”
เมิ่งซื่อผู้เป็แม่สามี เป็ภรรยาที่แต่งงานใหม่ของพ่อสามี
หลังจากที่นางแต่งมาที่บ้านนี้ ก็ให้กำเนิดเซียวจิ่งเถียนและเซียวอวิ๋นเหนียงสองพี่น้องเซียวจิ่งเถียนนิสัยเงียบขรึมสุขุม อีกทั้งหลายปีมานี้ออกไปท่องยุทธภพไม่ได้อยู่บ้านจึงไม่ได้มีปัญหาอันใดกับพวกนางแต่เซียวอวิ๋นเหนียงผู้เป็น้องสาวนั้นกลับตรงกันข้าม เอะอะก็หาเื่มามีปัญหาขัดแย้งกับพวกนางสองสะใภ้ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!
“พี่สะใภ้ใหญ่เื่นี้ข้าบอกกับมารดาของข้าแล้ว นางโมโหเป็อย่างมากนางยังบ่นกับข้าว่าเหตุไฉนแต่งสะใภ้เข้าบ้านเหมือนกันสินสอดของพวกเราจึงเป็ธัญพืชและเศษข้าวสิบห้ากิโลไม่ใช่แป้งสาลีหนึ่งกระสอบเล่า?”
“ปัดโธ่เอ๊ย! เช่นนั้นต่อไปพวกเราจะไม่ยิ่งลำบากขึ้นไปอีกหรือ?” เฉินซื่อมองน้องสะใภ้ที่กำลังโมโหอย่างลังเลแล้วพูดกระซิบว่า“ถ้าหากว่าทางบ้านเราเรียกร้องจะเอาแป้งสาลีบ้างเล่า เช่นนั้นมิต้องออกไปขอยืมจากบ้านอื่นหรอกหรือ? หากเป็เช่นนั้นจริงปีหน้าพวกเราก็ไม่มีแป้งสาลีกินกันแล้ว”
เดิมทีนางแค่อยากจะพูดออกมาเพื่อระบายอารมณ์ก็เท่านั้น
แต่ไม่เคยคิดจะให้ทางบ้านของนางเรียกร้องแป้งสาลีเพิ่มแต่อย่างใด
อีกอย่างปัจจุบันนี้สามีและพวกนางก็ไม่ได้แยกออกมาอยู่กันเองกินข้าวกินปลาก็ยังคงเป็หม้อเดียวกัน ไม่ได้สะดวกสบายแต่อย่างใด
“พี่สะใภ้ใหญ่สายตาท่านช่างแหลมคมยิ่งนัก” เฉียวซื่อมองพี่สะใภ้ที่ยังคิดเผื่อครอบครัวก็แอบหัวเราะเยาะนางในใจว่าช่างโง่เขลานักพร้อมพูดตรงๆ ว่า “เมื่อก่อนเ้าสามยังไม่ได้แต่งงาน ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บ้านเดียวกันก็ไม่มีปัญหาอันใดแต่ตอนนี้เ้าสามแต่งงานแล้ว อย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องแยกออกไปอยู่กันเองอยู่ดี ดังนั้นแป้งสาลีนี้ไม่เอาไม่ได้แล้ว”
“ถูกต้อง หากแยกบ้านกันแล้ว หนี้ในบ้านทั้งหมดทุกคนก็ต้องช่วยกันแบกรับภาระ”เฉินซื่อตาลุกวาวรีบพูดต่อ “เ้าหมายความว่า หากตอนนี้พวกเราให้ทางบ้านส่งคนมาเรียกร้องสินสอดเพิ่มกับท่านแม่หลังจากแยกบ้านแล้วชีวิตความเป็อยู่ของพวกเราก็จะดีขึ้นใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว” เฉียวซื่อชำเลืองมองแม่สามีที่กำลังยุ่งอยู่กับงานแต่งงานแล้วทำหน้าไม่พอใจกลอกตามองไปมาพร้อมพูดว่า “วันนี้ปล่อยให้คนแก่ดีใจไปก่อนเถิด รอพรุ่งนี้พวกเราค่อยคิดบัญชีนี้กับนาง”
เฉินซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเฉียวซื่อพูดมีเหตุผล นางตัดสินใจแล้วจะให้ทางบ้านนางมาเรียกร้องแป้งสาลีกระสอบนั้นด้วยเช่นกัน
ล้วนแต่งมาเป็สะใภ้ตระกูลเซียวเช่นเดียวกันจะมาลำเอียงเช่นนี้ได้อย่างไร?
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #Fisherman หนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า