ตระกูลฉินในฐานะขุนนางของราชวงศ์ฉู่ไม่เคยเคลื่อนไหวมาตลอดหลายร้อยปี เหตุใดจึงเพิ่งตัดสินใจลงมือเอาตอนนี้ หลังจากผ่านพ้นเวลามายาวนาน?
ฉินอวี่ฉุกคิดถึงประเด็นนี้ จึงหันไปมองฉินเต๋อและเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เสด็จพ่อ ตระกูลฉินเรานิ่งเงียบมาหลายร้อยปี เหตุใดจึงต้องเจาะจงลงมือในอีกห้าปีข้างหน้าด้วยขอรับ? หรือว่าการทำลายล้างตระกูลเซี่ยงจำต้องใช้เวลาเตรียมการนานนับร้อยปี? หากคิดจะลงมือ ก็น่าจะเริ่มไปนานแล้ว"
ฉินอวี่ย่อมไม่ปักใจเชื่อในข้อนี้
"อวี่เอ๋อร์..." บนใบหน้าฉินเต๋อพลันปรากฏร่องรอยแห่งความโศกเศร้า "ในเมื่อเ้าถาม ข้าก็จะเปิดเผยความลับอีกเื่ให้เ้ารับรู้"
เวลานี้ ใบหน้าของพี่ใหญ่ฉินเฟิงยิ่งทวีความเ็า พี่รองฉินเจิ้งก็ไร้ซึ่งรอยยิ้ม พัดในมือของสวีหยวนก็หยุดโบกสะบัด ฉินอวี่ััได้ทันทีว่าบรรยากาศภายในห้องลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาตระหนักดีว่าเื่ที่บิดากำลังจะเอ่ย ต้องเป็เื่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
สายตาของฉินเต๋อราวกับมองทะลุมิติเวลา น้ำเสียงล่องลอย "อวี่เอ๋อร์... สิบสี่ปีก่อน ยามนั้นพี่ใหญ่เ้าอายุสิบขวบเศษ เป็ปีที่แม่ของเ้าสิ้นใจ วันนั้นเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ข้าเคยบอกเ้าเสมอว่าแม่ของเ้าตายในกองเพลิง... แต่ความจริงคือ แม่ของเ้าถูกคนฆ่าตาย!!!"
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฉินเต๋อสั่นระริก ภายในดวงตามีเพียงความเ็ปรวดร้าวและความเคียดแค้นชิงชัง
ตูม!
สมองของฉินอวี่ราวกับถูกฟ้าผ่าฟาดดังสนั่น ใบหน้าพลันซีดเผือดในฉับพลัน
"ท่านแม่ถูกคนฆ่าตาย?" สมองของฉินอวี่สับสนวุ่นวายไปหมด ยามเขาอายุสองขวบก็ไร้มารดาเสียแล้ว เด็กน้อยในวัยเพียงสองขวบ ย่อมไม่อาจจดจำใบหน้าของผู้เป็แม่ได้เลย
เมื่อนึกถึงมารดา...
ภาพแรกที่ผุดขึ้นในห้วงความคิดของฉินอวี่คือภาพวาดใบนั้น ภาพที่ถูกจ้างวาดขึ้นยามเขาเพิ่งเกิดครบเดือน ในภาพปรากฏหญิงสาวอุ้มทารกน้อย รอยยิ้มของนางยามมองทารกในอ้อมอกช่างอ่อนโยน แววตาคู่นั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่อาทร
ในยามเยาว์วัย ฉินอวี่มักจะไปยืนจ้องมองภาพนั้นอย่างโง่งมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พร่ำบอกกับตัวเองว่า 'นี่คือแม่ของข้า' พยายามจดจำรูปร่างหน้าตาของมารดาให้ฝังลึกในดวงใจ แม้แต่ในความฝันหลายครา ใบหน้าของมารดาก็ยังวนเวียนอยู่ไม่ห่าง
ทุกครั้งที่เห็นเด็กคนอื่นในเมืองเหยียนจิงมีมารดาคอยดูแล ฉินอวี่ก็โหยหาอยากมีแม่เป็ของตัวเองเหลือเกิน เขาอยากมีแม่! ยามยังเล็กเคยร้องไห้อยู่ข้างกายเสด็จพ่อครั้งแล้วครั้งเล่า ร้องเรียกหาแต่มารดา
เมื่อค่อยๆ เติบใหญ่ ฉินอวี่น้อยไม่ร้องไห้หาแม่อีกแล้ว ทุกครั้งที่คิดถึงมารดา ฉินอวี่น้อยมักจะเหม่อมองท้องฟ้าดูดวงดาว เพราะท่านปู่เหลียนเคยบอกไว้ว่า คนตายแล้วจะขึ้นไปบนฟ้ากลายเป็ดวงดาว... นี่จึงเป็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉินอวี่หลงใหลในการดูดาว
บัดนี้ ฉินอวี่น้อยผู้นั้นเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ทว่าในขณะนี้ เขากลับได้รับรู้ความจริงอันโหดร้ายว่า... มารดาของตนไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุไฟไหม้ แต่ถูกคนสังหารอย่างโเี้
"ใครเป็คนฆ่าท่านแม่!" ฉินอวี่จ้องหน้าฉินเต๋อเขม็ง ะโก้องด้วยดวงตาแดงก่ำ
มารดาเพียงคนเดียว... ความรู้สึกที่สั่นไหวในส่วนลึกของิญญา ภาพมารดาในห้วงความคิดราวกับกระจกเงาที่แตกกระจาย ความโกรธแค้นที่ปะทุจากก้นบึ้งจิตใจอัดแน่นเต็มอกฉินอวี่ในพริบตา
นั่นคือความแค้น! นั่นคือโทสะอันเดือดดาลถึงขีดสุด!
"ใคร... ใครกันแน่ที่ฆ่าท่านแม่!" กล้ามเนื้อสองมือฉินอวี่สั่นเทา ทั้งร่างตื่นตัวด้วยอารมณ์รุนแรง
ดวงตาของฉินเฟิงและฉินเจิ้งเองก็แผ่ซ่านแววตาแห่งความเคียดแค้นเช่นกัน
"หรือว่า..." ในใจฉินอวี่พลันเกิดแสงสว่างวาบ คาดเดาความเป็ไปได้ทางหนึ่งได้ทันที ฉินอวี่จ้องมองบิดา "เสด็จพ่อ หรือว่าคนที่ฆ่าท่านแม่คือคนตระกูลเซี่ยง? ใช่... ต้องเป็อย่างนี้แน่"
"ถูกต้อง เป็คนตระกูลเซี่ยง และฆาตกรก็คือฮ่องเต้ราชวงศ์ฉู่คนปัจจุบัน... เซี่ยงกวาด! คือมันที่ลงมือสังหารแม่ของเ้า และเหตุการณ์นี้พี่ใหญ่ของเ้าก็เห็นกับตา" น้ำเสียงของฉินเต๋อเ็าไร้อารมณ์ ทั่วทั้งห้องลับเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ
"เซี่ยงกวาด... มันคิดว่าบีบคั้นจิ้งอี๋ให้ตายแล้วจัดฉากไฟไหม้ก็จะไม่มีใครล่วงรู้ มันนึกว่าแผนลอกคราบจักจั่นทองของมันจะตบตาข้าได้ แต่มันหารู้ไม่ว่า... เฟิงเอ๋อร์ในวัยสิบขวบยามนั้นแอบซ่อนอยู่ในห้องของจิ้งอี๋" จิตสังหารของฉินเต๋อพรั่งพรูออกมาอย่างปิดไม่มิด
"ครานั้นหากไม่ใช่เพราะลุงเฟิง ข้าก็คงตายตามไปแล้ว และความจริงเื่การตายของท่านแม่ก็คงถูกฝังกลบไปตลอดกาล" ฉินเฟิงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย...
ทุกอย่างกระจ่างชัด
แม้ลูกหลานตระกูลฉินจะสืบสายเืจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่หลายร้อยปีมานี้ ตระกูลฉินปกครองสามเขตแดนบูรพา ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย บรรพชนตระกูลฉินจำนวนไม่น้อยต่างสนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข อย่างไรเสียการ่ชิงอำนาจจากราชวงศ์ฉู่ก็นับว่ายากลำบากเกินไป ไม่แน่ตระกูลฉินอาจจะถึงคราวล่มสลายเสียเอง
หลายร้อยปีมานี้ ตระกูลฉินจึงไม่เคยตัดสินใจเด็ดขาด ยอมละทิ้งชีวิตที่มั่นคงเพื่อเสี่ยงเดิมพัน่ชิงราชบัลลังก์ ทว่า... การตายของภรรยาเ้าบ้านรุ่นปัจจุบันอย่างฉินเต๋อ กลับกลายเป็จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฉินเต๋อตัดสินใจเด็ดขาด
ดังนั้นนับั้แ่สิบสี่ปีก่อน ฉินเต๋อจึงเริ่มวางแผนการใหญ่ ถึงขั้นเริ่มเดินหมากที่บรรพชนวางทิ้งไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน
"เสด็จพ่อ ข้าจะคุมทัพ! ข้าต้องแก้แค้นให้ท่านแม่!" ฉินอวี่มองฉินเต๋อด้วยแววตาแน่วแน่
การล้างแค้นมีเพียงสองหนทาง วิธีแรกคือลอบสังหาร วิธีที่สองคือใช้กองทัพบดขยี้ตระกูลเซี่ยง แล้วจึงค่อยปลิดชีพเซี่ยงกวาด
ลอบสังหารเซี่ยงกวาด?
ฉินอวี่คิดเพียงวูบเดียวก็ตัดทิ้ง เซี่ยงกวาดเป็ถึงฮ่องเต้ราชวงศ์ฉู่ ยอดฝีมือข้างกายมีมากมายดั่งเมฆหมอก ต่อให้เป็ยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานคาดว่ายังยากจะเข้าถึงตัว อย่าว่าแต่เขาที่ฝึกเพียงวิชาภายนอกเลย ดังนั้นทางเลือกเดียวคือต้องเข้าร่วมแผนการของฉินเต๋อเท่านั้น
"เหลวไหล!" ฉินเต๋อถลึงตาใส่ฉินอวี่ ตวาดดุ "เ้าเป็เพียงเด็กน้อย พิชัยาก็ไม่เคยศึกษา ศิลปะการปกครองก็ไม่เคยเรียนรู้ ริอ่านจะคุมทัพ?"
"เช่นนั้นข้าจะเป็กองหน้า เป็พลทหารก็ได้" ฉินอวี่รีบสวนกลับ เขาตระหนักดีว่าตนเองไร้ความสามารถในการบัญชาการรบ แต่จะให้ทนอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยนั้น... เขาทำไม่ได้ อย่างไรเสีย นั่นก็คือความแค้นฆ่าแม่บังเกิดเกล้า!
"กองหน้า? พลทหาร?" ฉินเต๋อส่ายหน้า "การเดินทัพทำาเพื่อโค่นล้มตระกูลเซี่ยง กองกำลังนับแสนเข้าห้ำหั่น ยามสู้รบผู้คนเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางสมรภูมิที่คนนับหมื่นนับแสนเข่นฆ่ากัน เ้าจะมีบทบาทอะไรได้? หากไร้ซึ่งพลังฝีมือระดับขั้นฟ้าประทาน อยู่ในกองทัพนับหมื่นพันม้า แม้แต่ชีวิตน้อยๆ ของเ้าก็ยากจะรักษาไว้ได้!"
ฉินอวี่ถึงกับพูดไม่ออก
"แต่..." ฉินอวี่พยายามจะแย้ง
ฉินเต๋อเดินเข้ามาหา วางมือลงบนบ่าบุตรชายพลางกล่าวอย่างจริงจัง "อวี่เอ๋อร์ เ้าต้องเข้าใจ เ้าคือลูกหลานตระกูลฉินของข้า สายเืตระกูลฉินจะสูญเสียไม่ได้เด็ดขาด พี่ใหญ่เ้าเป็แม่ทัพ ตัวเขาเองก็บรรลุระดับขั้นฟ้าประทาน ข้าย่อมวางใจ พี่รองเ้านั่งบัญชาการอยู่แนวหลังจัดการงานธุรการ ข้าก็วางใจ... แต่เ้าจะไปเป็กองหน้า หากเ้าตายขึ้นมา ข้าจะเอาหน้าไปพบกับบรรพชนได้อย่างไร? ข้าจะตอบคำถามแม่ที่ตายไปของเ้าได้อย่างไร?"
"อวี่เอ๋อร์ อย่าเอาแต่ใจเลย การที่เ้าดึงดันจะเข้าไปในกองทัพ มีแต่จะทำให้พ่อเป็ห่วงพะวงหน้าพะวงหลังมากขึ้น อวี่เอ๋อร์ เ้าเป็ผู้ใหญ่แล้ว ต้องหัดมองการณ์ไกลและดูภาพรวมให้ออก" ฉินเต๋อจ้องตาฉินอวี่แล้วกล่าวเตือนสติ
ฉินอวี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เขาเริ่มเข้าใจ... หากให้ตนไปจัดการงานธุรการ ก็อาจจะยิ่งทำให้วุ่นวาย หากให้ไปเป็พลทหารกองหน้า บางทีเสด็จพ่อยามจัดทัพวางค่ายกล ก็จำต้องคอยพะวงเพราะมีตนเองอยู่ในกองทัพ ทำให้ส่งผลกระทบต่อแผนการใหญ่
และลำพังพลังโจมตีของตนเพียงคนเดียว ในกองทัพนับหมื่นพันม้า แทบจะไร้ความหมาย
ฉินอวี่สรุปได้ในใจ การที่ตนเข้าร่วมด้วยนั้น นอกจากจะไร้ประโยชน์แล้ว กลับจะกลายเป็ผลเสียเสียอีก
"เสด็จพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่เป็ตัวถ่วงพวกท่าน" ฉินอวี่พยักหน้ายอมรับ จากนั้นจึงหันหลังเตรียมเดินจากไป
ฉินเต๋อเห็นฉินอวี่กล่าวเช่นนี้ ในใจอดรู้สึกเ็ปไม่ได้ ฉินเฟิง ฉินเจิ้ง และสวีหยวนต่างลุกขึ้นมองแผ่นหลังของฉินอวี่
เมื่อเดินไปถึงประตู ฉินอวี่ก็หยุดชะงัก หันกลับมามองคนทั้งสี่แล้วกล่าวว่า "เสด็จพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง อาซวี... ความแค้นของท่านแม่ ฝากพวกท่านด้วย"
"น้องสาม เ้าวางใจ พวกเราจะต้องบดขยี้ตระกูลเซี่ยงให้จงได้" พี่รองฉินเจิ้งกล่าวเสียงหนักแน่น ฉินเฟิงก็พยักหน้าให้ฉินอวี่อย่างจริงจัง สายตาที่สวีหยวนและฉินเต๋อมองมา ก็ทำให้ฉินอวี่ตระหนักถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน
"ขอบคุณ!"
สิ้นคำ ฉินอวี่ก็ไม่หันกลับมามองอีก เขาเดินออกจากห้องลับ ก้าวเข้าสู่ระเบียงทางเดิน
ขณะนี้ดึกสงัดแล้ว ท้องฟ้าประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ ลมหนาวตอนดึกพัดกรรโชกจนฉินอวี่อดสั่นสะท้านทั้งตัวไม่ได้
ฉินอวี่หันหลังกลับทันควัน มองดูห้องที่ตั้งอยู่ริมระเบียงซึ่งเบื้องล่างคือห้องลับ
"บางทีเสด็จพ่อและคนอื่นๆ คงกำลังปรึกษาแผนการสำคัญกันอยู่ แต่ข้ากลับช่วยอะไรไม่ได้เลยสักนิด..."
ฉินอวี่ยิ้มขื่นๆ ให้กับตนเอง จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไปอย่างเดียวดาย