ทุกสายตาต่างมองไปยังพวกหมิงเป่าจูสามคนที่เดินเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงเพราะหลี่ไหวฺอวี้ลงมืออย่างรวดเร็ว จึงสามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้พ้นจากอันตรายได้
หมิงเถี่ยจู้ไม่มีเวลามาสนใจว่าใครเป็นคนปัดมีดออกไปเขาเป็นคนที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ทั้งในและนอกบ้านไม่เคยถูกหวังซื่อกระทำเช่นนี้มาก่อน
ฉวยโอกาสที่หวังซื่อกำลังจ้องมองมีดที่ปักอยู่บนต้นไม้อย่างตกตะลึงพุ่งเข้าไปจิกหัวนาง แล้วตบซ้ายตบขวาโดยไม่ยั้งมือ
เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหวเพียงไม่กี่ครั้ง หวังซื่อก็เลือดกบมุมปาก แสดงให้เห็นถึงพละกำลังอันแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
“คิดจะฆ่าข้ารึ?นางหญิงโสโครก! ฆ่าสิ! มาฆ่าข้าเลย!”
ตบหน้าอย่างเดียวยังไม่สาแก่ใจหลังจากตบไปหลายทีก็ใช้เท้ากระทืบซ้ำ
ทั้งมือทั้งเท้าประเคนใส่ไม่ยั้งหวังซื่อถูกตบจนมึนงง ตั้งสติได้อีกครั้งก็ตอนที่ร่างกายล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว
แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปความเจ็บปวดแล่นไปทั่วสรรพางค์กาย ไร้กำลังจะตอบโต้ ทำได้เพียงนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
ไม่เพียงแต่หวังซื่อที่ตะลึงงันแม้แต่ผู้คนที่อยู่รายล้อมต่างก็ยังไม่ได้สติกลับมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน
ทุกคนจ้องมองหมิงเถี่ยจู้ที่กำลังทำร้ายหวังซื่ออย่างบ้าคลั่งไม่มีใครออกหน้าเข้าไปหยุดยั้ง แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็ยังอึ้งงันอยู่เช่นกัน
“ลากตัวหมิงเถี่ยจู้ออกไป!”หัวหน้าหมู่บ้านโกรธจัดจนเครากระดิก ตวาดออกคำสั่งด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
ชายฉกรรจ์สามถึงห้าคนในหมู่ชาวบ้านถึงเข้าไปจับรัดแขนทั้งสองข้างของหมิงเถี่ยจู้ที่กำลังบ้าดีเดือดแล้วกดลงให้คุกเข่ากับพื้น
“ฮือ! ไอ้คนสารเลวสมควรตาย!”
หวังซื่อเห็นดังนั้นก็กลับมาฮึดสู้ก่นด่าท้าทายพลางพุ่งเข้าไปข่วนหน้าหมิงเถี่ยจู้ที่ถูกกดอยู่กับพื้น
“จับนางไว้!”หัวหน้าหมู่บ้านเห็นพฤติกรรมของสามีภรรยาคู่นี้แล้ว เส้นเลือดที่หน้าผากก็เต้นตุบๆ
หลังจากดึงหวังซื่อออกมาทั้งใบหน้า ลำตัว หน้าอกและแผ่นหลังของหมิงเถี่ยจู้ก็ปรากฏรอยข่วนมีเลือดซิบนับไม่ถ้วนเขากัดฟันพลางตะโกนว่าจะหย่าหวังซื่อ
“เจ้ามันหญิงร้ายกาจ!ข้าจะหย่ากับเจ้า!”
“เจ้ากล้าหย่ากับข้ารึ!เจ้ากล้าหย่ากับข้ารึ!”
หวังซื่อได้ยินก็แผดเสียงลั่นพยายามพุ่งเข้าไปหาอีกครั้ง แต่จนปัญญาเพราะถูกกดไว้อย่างแน่นหนาจนขยับไม่ได้
หมิงเป่าจูเพิ่งเดินมาถึงได้ยินประโยคนี้เข้าพอดี นางมองไปที่หวังซื่อด้วยสีหน้าสลดหดหู่
มิใช่เพราะใจอ่อนสงสารในชะตากรรมของหวังซื่อแต่เป็นความหดหู่ใจต่อสตรีในยุคสมัยนี้
โลกใบนี้เต็มไปด้วยกฎข้อบังคับและการกดขี่ที่โหดร้ายต่อสตรี
สตรีต้องเห็นสามีเป็นดั่งท้องนภาไร้ความเป็นตัวของตัวเอง แม้แต่พฤติกรรม ความคิดอ่าน และการแสดงอารมณ์ล้วนถูกจำกัด
การถูกหย่าร้างคือการตราหน้าว่าเจ้าเป็นสตรีไร้คุณธรรมความสามารถคือความอัปยศอดสูของสตรี
ดังนั้นหลังจากถูกหย่าร้างสตรีบางคนจึงเลือกที่จะปลิดชีวิตตนเองเพื่อรักษาเกียรติ บางคนต้องทนทุกข์จนแก่ตายในบ้านปิดประตูขังตนเองไม่ออกไปไหนอีกเลย
การแต่งงานใหม่ยิ่งเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมคำครหาของคนในสังคมมักบีบบังคับให้สตรีที่ถูกหย่าร้างต้องจบชีวิตลง
ดังนั้นสตรีส่วนใหญ่จึงยอมทนทุกข์ทรมานจากการถูกกดขี่ข่มเหงจากครอบครัวสามีหรือแม้แต่สามีจะปันใจไปให้หญิงอื่นก็ยังดีกว่าถูกหย่าร้าง
แน่นอนว่าชนชั้นสูงย่อมเป็นข้อยกเว้นเพราะพวกเขามีอำนาจอยู่ในมือแม้แต่สตรีที่ถูกหย่าร้างก็ยังสามารถแต่งงานใหม่กับครอบครัวที่ดีได้
แต่ครอบครัวเหล่านั้นส่วนใหญ่ต้องการเพียงผลประโยชน์ที่ครอบครัวฝ่ายหญิงมอบให้มิใช่ความจริงใจ
ท้ายที่สุดแล้วสตรียุคสมัยนี้ก็น่าสังเวช
โชคดีที่นางไม่มีความคิดจะแต่งงานเป้าหมายสูงสุดในตอนนี้คือการเปิดร้านขายยาสมุนไพร หาเงินเลี้ยงดูน้องชาย
ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแม้จะอยู่คนเดียวก็มีความสุขได้
หลี่ไหวฺอวี้เหลือบมองหมิงเป่าจูโดยไม่ตั้งใจพอเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของนางก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“หุบปากกันให้หมด!”
หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพื่อควบคุมสถานการณ์รอกระทั่งทั้งสองสงบลงถึงสูดหายใจยาวเพื่อสงบอารมณ์จากความตื่นตระหนกกับเรื่องนี้
“จ้าวจินจืออยู่ที่ใด?เรียกนางออกมา!” หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยพลางขมวดคิ้ว
ทันใดนั้นก็มีชาวบ้านที่ชอบความสนุกไม่กลัวเป็นเรื่องใหญ่วิ่งหน้าตั้งไปเคาะประตู“จ้าวจินจือ! จ้าวจินจือ! หัวหน้าหมู่บ้านเรียก รีบแต่งตัวออกมาเร็วเข้า!”
มิผิดพวกเขาอยู่หน้าบ้านของจ้าวจินจือ
เช้านี้หวังซื่อตื่นขึ้นมาไม่พบหมิงเถี่ยจู้จึงออกมาตามหาที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน
เมื่อคืนหมิงเถี่ยจู้ถือไหสุรากับเนื้อหมูสองชิ้นบอกกับนางว่าจะไปขอความเห็นใจจากหัวหน้าหมู่บ้าน มิเช่นนั้นเรื่องที่ทั้งสองทำกับหมิงเป่าจูอาจทำให้พวกเขาถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านก็เป็นได้
แต่จนหวังซื่อเข้านอนแล้วเขาก็ยังไม่กลับมา นางคิดว่าทั้งสองคนอาจจะสนทนากันจนเพลินลืมดูเวลา จึงไม่กล้าไปตามเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันถึงชีวิตของครอบครัว
หากถูกขับไล่ออกที่นาในหมู่บ้านก็เอาไปด้วยไม่ได้
นี่เพิ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเงินกำลังจะมาถึงมือในไม่ช้า พวกเขาจะถูกขับไล่ออกไปก่อนมิได้เป็นอันขาด
แต่พอรุ่งสางหมิงเถี่ยจู้ก็ยังไม่กลับมา
หวังซื่อกังวลว่าเขาจะเมาจนหัวหน้าหมู่บ้านต้องหามกลับมาส่งถือเป็นเรื่องน่าอับอาย จึงรีบแต่งตัวแล้วออกจากบ้าน
ใครจะไปรู้ว่าระหว่างที่เดินผ่านหน้าบ้านของจ้าวจินจือนางเหลือบไปเห็นเนื้อหมูสองชิ้นแขวนอยู่ที่ผนังด้านนอกห้อง กับไหเหล้าเปล่ากองอยู่ที่พื้น
เหมือนกับไหสุราที่หมิงเถี่ยจู้นำไปจากบ้านไม่มีผิดเพี้ยน!
เพียงแต่กระดาษที่ปิดปากไหถูกเปิดออกสุราก็หายไปหมดแล้ว ผนวกกับเนื้อหมูสองชิ้นนั้น ยิ่งทำให้หวังซื่อเกิดสังหรณ์ไม่ดี
รั้วบ้านของชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านทำมาจากไม้ไผ่ทั้งเตี้ยและห่าง บ้านที่ก่อกำแพงอิฐแข็งแรงเหมือนบ้านเก่าของหมิงเป่าจูมีอยู่ไม่มากจริงๆ
ซึ่งกำแพงนั้นสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของบิดาผู้มีความสามารถของหมิงเป่าจูเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มให้แก่ท่านปู่และท่านย่าของนางด้วยความเคารพรัก
แม้แต่บ้านที่หมิงเถี่ยจู้อาศัยอยู่ทุกวันนี้ก็สร้างมาจากเงินที่บิดาของหมิงเป่าจูหามาได้เป็นบ้านที่ใหญ่โตกว่าบ้านเดิมมาก
น่าเสียดายที่หลังจากบิดาของหมิงเป่าจูเสียชีวิตลงหมิงเถี่ยจู้และครอบครัวก็เข้ามายึดครองอย่างไร้ยางอาย
หวังซื่อจึงปีนข้ามรั้วเข้าไปในบ้านด้วยความคลางแคลงสงสัยย่องไปที่หน้าต่างอย่างเงียบเชียบ ใช้นิ้วแตะน้ำลายแล้วเจาะเป็นรูเล็กๆ บนกระดาษกรุหน้าต่าง
ไม่เห็นก็แล้วไปแต่แค่เห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้นก็โกรธจนแทบสิ้นสติ
นางหมุนตัว ตรงไปที่ห้องครัวโดยไม่ต้องคิดคว้ามีดทำครัวของจ้าวจินจือแล้วพุ่งตรงไปยังเตียงที่ทั้งสองนอนหลับอยู่
พอถีบประตูเปิดเข้าไปสองคนบนเตียงก็สะดุ้งตื่น
หมิงเถี่ยจู้เห็นหวังซื่อก็นึกในใจว่าแย่แล้วรีบคว้าเสื้อผ้ามาสวม
แต่ยังไม่ทันได้สวมกางเกงหวังซื่อก็ฟันลงมาบนหมอนที่เขานอนอยู่จนขาดเป็นสองส่วน
จ้าวจินจือกรีดร้องด้วยความตื่นกลัวขดตัวอยู่บนเตียง โชคดีที่หวังซื่อจ้องจะจัดการหมิงเถี่ยจู้เพียงคนเดียวยังไม่ทันได้สนใจนาง
หมิงเถี่ยจู้เห็นหวังซื่อเอาจริงก็รีบคว้ากางเกงแล้ววิ่งออกไปนอกบ้าน พลางสวมกางเกงไปด้วย
ภาพที่หมิงเถี่ยจู้วิ่งออกจากห้องของจ้าวจินจือโดยที่ยังไม่สวมกางเกงถูกชาวบ้านที่เดินผ่านมาเห็นเข้าข่าวลือจึงแพร่สะพัดไปทั่วอย่างรวดเร็ว จากหนึ่งไปสิบ จากสิบไปร้อย เวลาเพียงแค่หนึ่งถ้วยชาเรื่องก็มาถึงหูของหมิงเป่าจูแล้ว
จ้าวจินจือได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นนอกบ้านจากในห้องอย่างชัดเจนนางแต่งตัวเสร็จนานแล้ว
ลอบก่นด่าคนที่ตะโกนเรียกอยู่เงียบๆเห็นชัดๆ ว่าจงใจเยาะเย้ยถากถางนาง แต่ก็ยังคงทำเป็นกระบิดกระบวนก่อนจะเดินออกจากห้อง
ชาวบ้านรอบข้างต่างจ้องมองนางราวกับกำลังชมละครฉากสนุกหลังจากก้าวออกมาจากห้อง จ้าวจินจือก็คุกเข่าลงต่อหน้าหัวหน้าหมู่บ้านแล้วเริ่มหลั่งน้ำตาร่ำไห้
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านล้วนเป็นเขาบีบบังคับข้า ข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ ทั้งยังเป็นม่ายไร้ที่พึ่งพิง ไม่อาจขัดขืนได้”
จ้าวจินจือปาดน้ำตาไปพลางสังเกตสีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านไปพลาง เมื่อเห็นว่าเขามิได้หวั่นไหวต่อคำพูดของนางแม้แต่น้อยจึงยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
ทุกคำพูดเต็มไปด้วยการปฏิเสธโยนความผิดทั้งหมดให้หมิงเถี่ยจู้ สร้างภาพให้ตนเองเป็นผู้ถูกกระทำแต่เพียงผู้เดียว