หมิงเป่าจูเอื้อมมือไปเปิดเสื้อผ้าของเขาโดยไม่คำนึงถึงธรรมเนียมชายหญิงที่เคร่งครัดของยุคสมัยนี้ส่วนหลี่ไหวฺอวี้ก็ไม่ขัดแม้แต่น้อย
เป็นไปตามคาด บนผ้าพันแผลมีสีแดงจางๆซึมออกมา
“ท่านลุง ยังไม่กลับโรงเตี๊ยมแล้วไปโรงหมอที่ใกล้ที่สุดก่อน” หมิงเป่าจูรั้งมือกลับพลางตะโกนบอกสารถีนอกรถ
พอหันกลับมาก็เห็นมุมปากของหลี่ไหวฺอวี้โค้งขึ้นมองนางด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
“ยังจะมายิ้มอีกนะ!”
หมิงเป่าจูขึงตาใส่ก่อนหันหลังให้อีกฝ่าย ไม่แย่งที่นั่งกับเขาอีก
เมื่อไปถึงโรงหมอท่านหมอตรวจดูบาดแผลของหลี่ไหวฺอวี้แล้ว ก็อุทานด้วยความประหลาดใจ “น้องชาย เจ้าพอจะบอกได้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นคนเย็บบาดแผลให้เจ้า”
วิธีการรักษาที่น่าตกใจเช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งหนำซ้ำบาดแผลยังเรียบเสมอกัน ฝีเย็บก็ละเอียดถี่ยิบเหมาะสมไปทุกส่วน ต้องเป็นหมอเทวดาผู้มีทักษะการแพทย์สูงส่งเป็นแน่
หลี่ไหวฺอวี้มองไปที่หมิงเป่าจูนางไอเบาๆ เอ่ยว่า “ท่านหมอ รีบทำแผลให้เขาก่อนเถอะ ข้ามีเทียบยาที่ท่านหมอท่านก่อนหน้านี้ให้ไว้เดี๋ยวข้าจะเขียนให้ท่าน”
“ถูกต้องๆ!บาดแผลสำคัญกว่า บาดแผลสำคัญกว่า!” ท่านหมอรีบเอ่ย
ท่านหมอผู้นี้มีความรับผิดชอบในหน้าที่สูงรีบไปจัดสมุนไพรและบดให้ละเอียด
พอถูกหมิงเป่าจูขัดจังหวะเช่นนี้กระทั่งคนสองคนจากไปแล้ว เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าคำถามก่อนหน้ายังไม่ได้รับคำตอบ ก็ทุบอกชกตัวด้วยความเสียดายหงุดหงิดหัวเสียอยู่สามวันเต็ม ทว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดในภายหลัง ไม่ขอกล่าวถึง ณที่นี้
ตอนพอกยาให้หลี่ไหวฺอวี้ปากของท่านหมอก็ยังคงพึมพำ “เจ้าบอกข้ามาเถอะ เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร อายุยังน้อยต้องถนอมร่างกายเอาไว้บ้างสิ!”
หมิงเป่าจูเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมเรื่องมารยาทระหว่างชายหญิงสีหน้าก็ห่อเหี่ยว ค่อนขอดในใจไม่หยุดหย่อน
โอ้อวดคิดว่าสง่างามมากนักหรือประตูหน้าดีๆ มีไม่เข้า กลับปีนกำแพงกระโดดลงมาจากหลังคา พอถึงที่แล้วก็ทำให้แผลของตนเองปริแตก
แต่พอนึกถึงว่าเขาทำไปเพราะช่วยชีวิตนางถ้อยคำตำหนิอันใด ก็พูดไม่ออกสักคำ
รอจนพันแผลเสร็จหมิงเป่าจูก็พยุงหลี่ไหวฺอวี้ออกมาจากโรงหมอ ขึ้นรถม้า มุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยม
“พูดมาเถอะท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าเกิดเรื่อง” หมิงเป่าจูเอ่ยถาม
“เป่าอวี้ไม่วางใจเลยให้ข้าตามมา” หลี่ไหวฺอวี้ตอบอย่างไม่อินังขังขอบ โยนไปให้เป่าอวี้ทั้งหมด
“ท่านยังจะโกหกอีกระวังคืนนี้จะต้องไปนอนข้างถนน” หมิงเป่าจูข่มขู่
เป่าอวี้รู้ว่าหลี่ไหวฺอวี้บาดเจ็บสาหัสซ้ำยังเจ็บตัวเพราะนาง ไม่มีทางปล่อยให้เขาตามมาระหว่างการพักฟื้นอยู่แล้ว
แต่เป็ดตายก็ยังปากแข็ง[1]เช่นคนผู้นี้ ไม่ขู่เข็ญเสียหน่อยคงไม่ยอมพูดความจริง
“เจ้าหมาป่าตาขาวน้อย[2]”
หลี่ไหวฺอวี้หัวเราะเสียงเบาทว่ามิได้ถือสากับท่าทีของหมิงเป่าจูแม้แต่น้อย ยังยอมอ่อนข้อเล่าสาเหตุให้ฟังอีกต่างหาก
แท้จริงแล้วเขาเองก็ไม่วางใจจึงออกตามหาจนพบโรงเตี๊ยมที่นางพักอยู่
ตอนสอบถามเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมพอเอ่ยถึงชื่อหมิงเป่าจู สีหน้าของเขาก็เผยความลนลานตื่นตระหนกออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เขาสังเกตได้ถึงความผิดปกติจึงลากตัวอีกฝ่ายไปที่ลับแล้วใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ จึงได้รู้ความจริง
เดิมทีคิดจะไปหาหมิงเป่าจูทันทีแต่พอมาคิดทบทวนอีกที ก็ตัดสินใจไปแจ้งทางการก่อน จากนั้นก็กลับไปโรงเตี๊ยมฉงหมิงจับตัวเสี่ยวเอ้อร์ตอนที่เขามาถึงก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่นางมาถึงพอดี
หมิงเป่าจูฟังต้นสายปลายเหตุทั้งหมดแล้วก็เม้มปากแน่น ทุกครั้งนางมีภัยถึงตัว หรืออับจนหนทาง ก็มักจะเป็นหลี่ไหวฺอวี้ที่คอยอยู่เคียงข้างช่วยเหลือนางเสมอ
ในใจรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
“ขอบคุณนะ”
หมิงเป่าจูกดเสียงต่ำกล่าวขอบคุณน้ำเสียงเบาหวิวราวกับเสียงยุงเสียงแมลงวัน
แต่คนหูดีอย่างหลี่ไหวฺอวี้กลับได้ยินครบถ้วนไม่ตกแม้แต่คำเดียวในใจรู้สึกหวานล้ำราวกับผลไม้เชื่อม
ตอนที่ทั้งสองกลับไปถึงโรงเตี๊ยมท้องฟ้าก็มืดแล้ว
ไม่นานนัก ลูกน้องของหลี่ว์เฉิงก็ขนลังสมุนไพรสองลังมาคืน
ทั้งยังรีบสารภาพความผิดบอกว่าพวกเขาทำไปเพราะความจำเป็นบังคับ ขอให้หมิงเป่าจูปล่อยพวกเขาไปสักครั้ง ด้วยเกรงว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ทางการมาตามจับภายหลัง
ร้องโอดครวญเอะอะเสียงดังจนหมิงเป่าจูปวดหัวจึงไล่พวกเขาออกไปอย่างหงุดหงิด
เพื่อความปลอดภัยทั้งสองจึงไม่คิดเดินทางกลับเข้าเมืองในยามค่ำคืน
แต่ค้างต่ออีกคืนรุ่งเช้าถึงออกเดินทาง
โชคดีที่ตลอดทางไม่พบเจอเรื่องวุ่นวายใดๆกระทั่งกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย หมิงเป่าจูถึงเบาใจอย่างแท้จริง
“ตามคนมาขนลังเข้าไปเถอะข้าจะไปจวนสกุลชวีสักหน่อย” นางต้องเอานกชางอู๋กลับไปคืน
หลี่ไหวฺอวี้เป็นห่วงว่านางตรากตรำเช่นนี้ร่างกายจะรับไม่ไหวแต่พอเห็นว่านางยังสดใสกระฉับกระเฉงจึงไม่ได้พูดอะไร
หมิงเป่าจูนำนกชางอู๋ไปคืนให้จี้ฟางและบอกปัดคำขอของอีกฝ่ายที่ต้องการให้นางไปตรวจอาการของชวีเชิน โดยอ้างว่ามีธุระสำคัญ
ดูเหมือนว่านางจะพอคาดคะเนความคิดของจี้ฟางได้อยู่บ้าง
ตนเองเป็นเพียงคนยากจนทั้งยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงาน จึงไม่อยากให้ความหวังกับอีกฝ่าย
หลังจากออกจากจวนสกุลชวีหมิงเป่าจูก็ตรงไปยังโรงหมอจี้ซั่นถังทันที
หนึ่งเพราะนางอยากขอบคุณเถ้าแก่หวังที่ช่วยแนะนำแหล่งซื้อสมุนไพรให้แม้ว่าผลลัพธ์ของการติดต่อครั้งนี้จะไม่ได้ดังใจนัก และภายภาคหน้าก็คงไม่มีโอกาสร่วมมือกันอีก
แต่ถึงอย่างไรตั้งแต่ต้นจนจบผู้อื่นก็ไม่เคยปิดบังความลับแม้ครานี้สถานการณ์จะไม่ค่อยราบรื่น แต่สุดท้ายก็ได้สมุนไพรคุณภาพดีมาในราคาถูก จึงควรไปขอบคุณสักหน่อย
สองคือเพื่อเตือนเถ้าแก่หวังว่าเถ้าแก่เหอผู้นี้ความประพฤติไม่ถูกทำนองคลองธรรมให้ระมัดระวังอย่าถูกหลอก
เมื่อคิดได้ดังนั้นก็มาถึงหน้าประตูจี้ซั่นถังหมิงเป่าจูบอกให้ลุงคนขับรถม้ารออยู่ด้านนอก มอบเงินตอบแทนให้เป็นจำนวนมาก เพราะตลอดการเดินทางครั้งนี้ต้องลำบากลุงคนขับรถพาไปโน่นมานี่อยู่ตลอด
“เถ้าแก่หวัง”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในจี้ซั่นถังหมิงเป่าจูก็ทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม น่าเอ็นดูยิ่ง
“อ้าว แม่หนูเป่าจูกลับมาแล้วหรือเป็นอย่างไรบ้าง สมุนไพรได้ครบหรือไม่”
เถ้าแก่หวังเห็นหมิงเป่าจูมาก็รีบวางงานในมือลง ยิ้มแย้มออกมาต้อนรับ
“ได้ครบแล้วขอบคุณเถ้าแก่หวังที่ช่วยเหลือเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ!” หมิงเป่าจูกล่าวขอบคุณก่อน
“พูดอะไรอย่างนั้นต่อไปเราก็เป็นสหายร่วมอาชีพเดียวกันแล้ว ต้องรบกวนท่านหมอหมิงช่วยดูแลให้มากๆ!” เถ้าแก่หวังพูดหยอกเย้า
แม้เถ้าแก่หวังจะอายุมากแล้วแต่ความคิดอ่านกลับเปิดกว้างกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก
สามารถยอมรับฐานะหมอหญิงของหมิงเป่าจูได้อย่างรวดเร็ว
“เถ้าแก่หวังข้ารู้ว่าคำพูดนี้อาจไม่เหมาะสม แต่ข้าก็ยังอยากจะเตือนท่าน”
หมิงเป่าจูเก็บรอยยิ้มเถ้าแก่หวังเห็นนางทำสีหน้าจริงจังเช่นนี้ ก็เคร่งขรึมขึ้นมา
“ว่ามาเถิด”
“เถ้าแก่เหอไม่ใช่ผู้ค้าที่ซื่อสัตย์ที่ควรติดต่อทำการค้าร่วมกันในระยะยาวหากเป็นไปได้ ข้าแนะนำให้ท่านเปลี่ยนไปซื้อสมุนไพรจากเจ้าอื่นดีกว่า”
หมิงเป่าจูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป คนผู้นี้ทั้งความประพฤติและอุปนิสัยล้วนต่ำช้า นางกลัวว่าเถ้าแก่หวังจะถูกหลอกหากร่วมมือกันระยะยาว
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้เล่าหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเดินทางครานี้!”
พอเถ้าแก่หวังได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ
“หามิได้ เรื่องเป็นเช่นนี้หลังจากที่ข้าตกลงซื้อของกับเถ้าแก่เหอแล้ว คืนนั้น เขาก็ส่งคนมาโรงเตี๊ยมที่ข้าพักอยู่แล้วแอบเปลี่ยนสมุนไพรราคาแพงไปหลายชนิด”
คนเช่นนี้ ถามถึงความน่าเชื่อถือก็สิ้นไร้ถามถึงศีลธรรมจรรยาก็หามีไม่ ตนเองกล้าทำไม่กล้ารับ คนเช่นนี้จะควรค่าแก่การเชื่อถือและร่วมมือกันได้อย่างไร
“ว่าอย่างไรนะ!”
เถ้าแก่หวังได้ยินแล้วก็ตกตะลึง
“เขาทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้จริงรึแม่หนูเป่าจูอย่าเพิ่งร้อนใจ เดี๋ยวข้าจะไปคุยกับเถ้าแก่เหอ ช่วยทวงของคืนมาให้เจ้าเอง!”
[1] เป็ดตายก็ยังปากแข็ง(死鸭子嘴硬) ใช้เปรียบเปรยกับคนดื้อรั้นไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
[2] หมาป่าตาขาว(白眼狼) เป็นคำด่าหมายถึงคนเนรคุณอกตัญญู