บทที่ 16 เปิดเทอม
หลิวเยว่และเสิ่นต้าเฉียงได้ไปขอลางานหนึ่งวันกับเสิ่นเว่ยจวินเพื่อไปโรงงานเผาอิฐ พร้อมพกรายการของที่เสิ่นเว่ยจวินให้มาไปด้วย การสั่งอิฐและปูนต่างก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น แถมยังสามารถให้ขนมาส่งได้ถึงที่อีก
การเก็บเกี่ยวฤดูร้อนเพิ่งพ้นไป ไม่ช้าการเพาะปลูกก็จะเริ่มขึ้น เสิ่นต้าเฉียงเลยต้องออกไปทำงาน แต่เพราะว่าไม่ได้ยุ่งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เสิ่นทิงหงเองก็ต้องไปโรงเรียนเช่นกัน
เื่ที่บ้านเลยได้แต่ให้หลิวเยว่เป็คนจัดการ เสิ่นทิงอู่ออกไปทำงานเกษตร เสิ่นทิงเหวินออกไปทำงานตามปกติ
การสร้างบ้าน้าแรงงานไม่น้อย บวกกับเวลานี้ไม่ใช่เวลาพักของฤดูเกษตร ในวันธรรมดาทุกคนจึงไม่สามารถมาช่วยงานได้
หลิวเยว่เอาเื่นี้ไปปรึกษากับเสิ่นเว่ยจวินแล้ว ขอให้เขาช่วยถาม ๆ ดูว่ามีใครสมัครใจมาช่วยสร้างบ้านไหม ถ้าสมัครใจมาก็จะได้ค่าแรงวันละ 5 เหมา
อย่าเพิ่งคิดว่าเงิน 5 เหมามันน้อย ในยุคนี้แค่ 5 เหมาก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้เยอะแล้ว
เพื่อให้ได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่โดยเร็วที่สุด หลิวเยว่ควักเงินออกไปไม่น้อย ยังไงก็เพื่อให้ได้ย้ายเร็วที่สุด ต้องใช้เยอะหน่อยก็ใช้ไปเถอะ
หลังจากสั่งซื้ออิฐปูนเรียบร้อย เหล่าพี่ชายจากบ้านตระกูลหลิวก็พากันมาช่วยงาน ทั้งยังไม่ยอมรับเงินค่าจ้าง หลิวเยว่จึงตอบแทนด้วยมื้ออาหารที่ดีหน่อย บางครั้งยังทำให้หลิวต้าห่อกลับไปด้วย
เซียวเจี้ยนฟางยังคงมาไม่ได้ ไม่ว่ายังไงที่บ้านนู้นก็มีสะใภ้ที่ตั้งครรภ์อยู่หนึ่งคน ท้องก็ไม่เล็กแล้ว หญิงชราจึงต้องคอยดูแลหล่อนอยู่ที่บ้าน
เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงพากันนั่งเกวียนเทียมวัวเข้าไปในเมือง
พวกเธอทั้งคู่ต่างก็เป็นักเรียนมัธยมปลายและกำลังสำเร็จการศึกษาในภาคการศึกษานี้แล้ว ด้วยระยะห่างที่ไม่ใกล้เลยระหว่างหมู่บ้านถวนเจี๋ย การเดินทางไปกลับก็น่าเป็ห่วง ครอบครัวทั้งสองเลยให้พวกเธอได้พักอาศัยอยู่ที่โรงเรียนแทน
“ว้าว ทิงหง ครอบครัวเธอจะแยกออกมาสร้างบ้านอยู่แล้วนะ ต่อไปฉันก็ไปหาเธอได้บ่อย ๆ แล้วสิ”
ก่อนที่ทั้งคู่จะออกเดินทางก็ได้เห็นรถบรรทุกขนอิฐขนปูนขับมาทางนี้ เสิ่นชิงชิงเลยพูดถึงด้วยความตื่นเต้น
“เธอก็รู้เื่แยกบ้านนานแล้ว แยกบ้านออกมาแล้วก็ต้องมาสร้างบ้านอยู่เองสิ” เสิ่นทิงหงหมดคำจะพูด รู้สึกว่าปฏิกิริยาของเสิ่นชิงชิงดูเกินไปนิด
“โธ่ ก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่ดีนี่ ถึงฉันจะอยากให้เธอแยกบ้านออกมานานแล้ว แต่เื่นี้เป็เื่ใหญ่ ยังคิดไม่ถึงอยู่ดีว่าคุณลุงคุณป้าจะกล้าหาญชาญชัยได้ขนาดนี้”
อย่าว่าแต่เสิ่นชิงชิงเลย แม้แต่ในหมู่บ้านก็ยังซุบซิบกันไม่เลิก เพราะการขอแยกบ้านในยุคนี้ หากพูดออกไปก็ดูไม่น่าฟังนัก
“จริง ๆ ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนะ” เพราะเสิ่นทิงหงมาจากยุคสมัยหลังจากนี้ เลยไม่ค่อยเข้าใจความคิดอ่านในเื่แยกบ้านของคนในยุคนี้นัก เื่นี้เป็เื่ปกติมากในความคิดเธอ
ในอนาคต อย่าว่าแต่หลังลูกแต่งงานเลย พอโตหน่อยก็ออกไปใช้ชีวิตกันเองแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนที่ค่อยแยกออกไปใช้ชีวิตเองหลังแต่งงาน
ต่อให้เป็คนโสด พวกที่ยังอยู่กับพ่อแม่ก็ถือว่ามีน้อย การอยู่รวมกันเป็บ้านใหญ่หลาย ๆ คนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เสิ่นทิงหงถามอย่างสงสัย “ทำไมล่ะ?”
“เฮ้อ คนก็พูดกันไป บ้างว่าคุณย่าเสิ่นอบรมลูกสะใภ้ได้ไม่ได้ คนแก่พวกนั้นน่ะชอบอ้างเื่กตัญญู บางคนก็หาว่าคุณป้าใจร้าย เอาเป็ว่า พวกนั้นก็ปากเปราะกันไปเองนั่นแหละ”
“พวกเขาจะพูดก็ให้พูดไป พวกเราก็ใช้ชีวิตกันไปแบบนี้แหละ” เสิ่นทิงหงบอก
ฉันไม่สนใจซะอย่าง ก็เหมือนที่เคยว่าไว้ ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีเื่กวนใจ เพียงแต่เื่ของตระกูลเสิ่นครั้งนี้ถูกเปิดเผยออกมาก็เท่านั้นเอง
เสิ่นทิงหงไม่รู้สึกว่าพฤติกรรมแม่ของเธอนั้นผิด ไฟในไม่นำออก เพียงแต่จุดโชว์เท่านั้น
“แหะ ๆ ได้เปิดเรียนสักทีนะ ่นี้ได้แต่อยู่บ้านแต่บ้านจนรากงอกแล้วเนี่ย” เสิ่นชิงชิงเปลี่ยนเื่เพราะว่ามีคนบังคับวัวอยู่ด้วย คงไม่ดีถ้าเอาแต่พูดถึงเื่บ้านเสิ่นทิงหง
“ฉันว่าเธอเบื่อเพราะหาคนมาคุยด้วยไม่ได้มากกว่า” เสิ่นทิงหงพูดยิ้ม ๆ
ในความทรงจำ เสิ่นชิงชิงเป็คนที่หาเื่มาพูดได้เรื่อย ๆ ั้แ่ขึ้นรถมาก็ไม่ได้หยุดพูดเลย
“ใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะหัวเธอาเ็อยู่ ฉันคงไม่รู้สึกเบื่อขนาดนี้หรอก” พอพูดถึงเื่นี้ เสิ่นชิงชิงก็เข้าไปดูแผลที่ศีรษะของเสิ่นทิงหง ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือรอยแผลอะไรแล้ว
“ดีที่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็ไว้นะ ไม่งั้นหน้าสวย ๆ รูปไข่ใบนี้คงได้เสียโฉมหมด”
เสิ่นทิงหงยิ้ม ระยะนี้เธอใช้ทั้งยาและน้ำในบ่อในห้วงมิติไปไม่น้อยเลย
ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่เสิ่นทิงหงรู้สึกว่ายาพวกนั้นไม่ดีเท่าน้ำในบ่อด้วยซ้ำ
“ถึงแล้ว” คนบังคับเกวียนเทียมวัวที่อยู่ด้านหน้าเอ่ยออกมา
“ขอบคุณค่ะ ลุงหนิว*[1]” เสิ่นชิงชิงะโลงจากเกวียนแล้วจ่ายเงินให้คนบังคับวัวไป 1 เหมา
จริง ๆ แล้วคุณลุงไม่ได้แซ่หนิว แต่เพราะในหมู่บ้านมีคุณลุงทำอาชีพรับจ้างบังคับวัวอยู่คนเดียว ทุกคนจึงพร้อมใจกันเรียกว่าลุงหนิว
ลุงหนิวเองก็ชอบให้เรียกแบบนี้ รู้สึกเหมือนว่าได้รับเกียรติอะไรแบบนั้น
วัวเป็วัวของหมู่บ้าน ตอนนี้ไม่ใช่่ยุ่งของฤดูการเกษตรก็จะปล่อยให้คนในหมู่บ้านเอามาใช้รับส่งคนเข้าเมือง แล้วยังสามารถทำเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ด้วย
จ่ายแค่ 5 เฟินต่อคน แต่ว่าวันนี้ไม่มีใครจะเข้าเมืองแล้ว คนในหมู่บ้านที่ยังไปโรงเรียนก็มีแค่เสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงหงสองคน ที่สำคัญคือทุกคนต่างคิดว่าการไปโรงเรียนไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไร มหาลัยก็ถูกระงับไปแล้ว เรียนมัธยมก็เข้ามหาลัยไม่ได้ ไม่สู้อยู่กับบ้านช่วยงานดีกว่า
แต่ที่เสิ่นเว่ยจวินสามารถเป็หัวหน้าหมู่บ้านได้นั่นก็เพราะถือว่าเป็คนมีความรู้ในชุมชน เขาคิดว่าถึงตอนนี้จะเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่ความรู้ที่เรียนมายังไงก็เป็ประโยชน์
หลิวเยว่เองก็เป็ผู้ใหญ่ที่เปิดกว้าง อีกอย่างที่บ้านก็ไม่ยอมให้ตัวเองออกไปทำงานหนัก ได้ไปโรงเรียนทำความรู้จักกับเพื่อนไว้ก็ดี
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเรียนต่อปีการศึกษาหนึ่งก็เท่ากับเงิน 2 หยวน มีหลายคนที่ตัดใจจ่ายไม่ไหว
ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตที่ดี ก้าวสูงขึ้นไปกว่าคนอื่น อีกอย่างที่เสิ่นทิงเหวินสามารถไปเป็ครูที่โรงเรียนได้ก็เพราะว่าเป็คนมีการศึกษา
แม้ในกองทัพจะมีคนที่ได้รับการศึกษาอยู่ไม่น้อย แต่ใครใช้ให้เสิ่นทิงเหวินเป็คนบ้านเดียวกันล่ะ เสิ่นเว่ยจวินย่อมต้องสนับสนุนคนในหมู่บ้านตัวเองก่อนอยู่แล้วสิ
รอจนลุงหนิวลากรถจากไป เสิ่นทิงหงก็ควักเงินออกมา 5 เฟินส่งคืนให้เสิ่นชิงชิง
“ชิงชิง นี่เป็ค่าเดินทางนะ”
“เก็บไว้เถอะ ค่าเดินทางเท่านี้ฉันให้ได้ ก่อนหน้านี้เธอก็จ่ายให้ฉันมาตั้งเยอะ นี่เธอหัวกระแทกจนเพี้ยนเหรอ หายดีแล้วยังมาทำตัวขี้เกรงใจอยู่ได้”
เสิ่นชิงชิงแกล้งโกรธแล้วพูดออกมา
เสิ่นทิงหง “...”
เลยได้แต่รับเงินคืนมาแล้วเก็บเอาไว้ เป็เพราะเพิ่งข้ามมาอยู่ในยุคนี้ได้ไม่นาน ยังไม่สามารถเก็บรายละเอียดของร่างเดิมได้หมด และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่นด้วย
แต่เสิ่นชิงชิงพูดถึงขนาดนี้ เสิ่นทิงหงก็ไม่ทนฝืน ต่อไปค่อยหาโอกาสตอบแทนบ้างก็เป็อันใช้ได้แล้ว
[1] หนิว แปลว่า วัวหรือควาย