“ตัวเรา”เอง ยอมรับเลย ว่าเป็ส่วนหนึ่งในเื่ราวเหล่านี้ ซึ่ง เคยทั้งทำเื่ที่ดีและเื่ที่แย่ มามากพอสมควร เื่ราวที่จะถ่ายทอดออกมาต่อจากนี้เป็เื่ราวชีวิตจริง ที่เกิดขึ้นจริงๆ และเคยได้กระทำจริงๆ เพียงแต่ “เรา”ได้กลับตัวกลับใจ คิดริเริ่มใหม่ ทำใหม่เพราะมันไม่มีคำว่าสายเกินไปกว่าที่เราจะทำ
ว่าด้วย เื่ ความรัก การที่ใครสักคนคิดที่อยากจะมี“ความรัก” จะมีกี่ครั้ง กี่คน กี่หน ก็ได้ มันไม่มีคำว่าผิด หรอกค่ะถ้าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทุกคนมีสิทธิ มีโอกาสที่จะโหยหาอยากได้มันมาทั้งนั้น
“ตัวเรา”เอง ก็เป็หนึ่งในนั้นค่ะ ที่โหยหาความรัก คนรัก ซึ่งเป็เื่ปกติอยู่แล้ว ยิ่ง่วัยรุ่นอายุประมาณ 14 – 18 ปี เป็วัยที่กำลังอยากรู้ อยากลองมีความรักกันส่วนใหญ่บางคนก็อายุอาจจะต่ำกว่านั้นก็มี แล้วแต่ความคิดของคนเราแต่ละคน โดยหลักๆแล้ววัยนั้นมักจะคิดว่าอยากจะมีความรักเพราะอิจฉาคนอื่น เห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง ไปอวดไปโชว์กันในกลุ่มเพื่อนๆกลัวไม่ทันเป็เพื่อนเพื่อนมีแฟนกันหมดแล้ว เฮ้ย! ไม่ได้แล้ว เราต้องมีบ้าง!ส่วนน้อยมากที่วัยนี้จะคิดที่จะอยากมีความรักเพราะอยากสร้างครอบครัวสร้างความมั่นคงที่แท้จริง แทบไม่มีเลยล่ะเื่ยุคสมัยก็เป็องค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคนเรา ทุกเพศ ทุกวัย มีความรักกันไวด้วยแหล่ะค่ะ
เราจะมาพูดถึงความรักตามยุคตามสมัยกันก่อนละกันนะคะประมาณปี 2549 ่นั้นตัวเราเอง อายุ 15 ปี กำลังเรียนอยู่ มัธยมปีที่ 3 ถ้าถามว่าตอนนั้นโฟกัสเื่ความรักมั๊ย? แน่นอนค่ะ อยากมีแฟน อยากมีคนรัก อยากมีความรักด้วยเพื่อน ผู้คน รอบๆในห้องเรียน ในโรงเรียน เท่าที่จำความได้นะคะอย่างแรกเลยที่เคยได้บอกไป คือ อยากมีความรัก เพราะเห็นเพื่อนมี เราก็อยากมีบ้างสมัยนั้น ไม่มีสื่อสื่ออิเล็กทรอนิกส์เยอะมากมายเหมือน ณปัจจุบันนี้ ตอนนั้น เพื่อนจะหาแฟนกันทางตู้โทรศัพท์ เบอร์ 02- xxx-xxx-x จะเป็เบอร์แชทโฟน ให้กดเลือกห้อง เลือกจังหวัดที่เราอยากทำความรู้จักกับคนในสายอีกทางก็จะเป็เว็บ Chat Room ออนไลน์ เช่น Chat Sanook โดยปกติแล้วเราเป็คนขี้อายมากเนื่องจากตัวเราเองไม่เคยมีแฟน ไม่เคยคุยกับเพศตรงข้ามที่แปลกหน้าไม่รู้จักมาก่อนด้วยแหล่ะแล้วก็....ที่บอกว่าอิจฉาเพื่อนเห็นเพื่อนมีแฟน ก็อยากมีบ้างอันนี้ไม่ใช่เพื่อนกลุ่มเดียวกันนะคะ คนละกลุ่ม แต่เราดันไปอิจฉาเขา ><” .... เราเองเป็คนเรียบร้อย เพื่อนในกลุ่มแต่ละคนก็เด็กเรียนค่ะ ไม่มีใครมีแฟนทุกคนในกลุ่มโฟกัสเื่เรียนมากกว่าความรักค่ะสรุป่ชีวิต ม.ปลายก็ไม่เคยมีแฟนถึงจะอยากมีก็เถอะ แต่ใจเรายังไม่กล้าพอ ที่จะเปิดรับเพศตรงข้ามเข้ามาอ่ะเนอะ จะเรียกว่า มีเพื่อนดี แล้วเพื่อนจะพาเราไปเจอแต่สิ่งดีๆมันก็ส่วนหนึ่งแต่ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วยค่ะว่าจะเลือกเดินทางไหนจะเลือกอะไรให้กับชีวิต จะคิดถึงอนาคตวันข้างหน้า หรือเลือกสิ่งที่อยากได้อยากมีตามคนอื่นเขาในตอนนั้น สุดท้ายเราก็เลือกที่ยังไม่มีดีกว่าความรักวันข้างหน้าเราอาจจะไปเจอใคร ถูกใจใคร เจอคนที่ใช่ จริงๆ จะได้ไม่ทำให้เราไม่เสียดายกับสิ่งที่ผ่านมามีนะคะ บางคน มีแฟนไวกว่าวัยอันควร พอได้เจริญเติบโตตามวัยแล้วก็มีโอกาสได้ไปพบไปเจอคนที่ดีๆ คนที่ตรงใจ จะมีคิดเลย ว่า“ตอนนั้นฉันไม่น่ารีบมีแฟนก่อนเลย” ตอนนั้น “ฉันไม่น่ารีบลงทุน ทุ่มเททุ่มทั้งกายทั้งใจให้กับคนนั้นเลย” หรือ “รู้งี้เลือกที่จะยังไม่มีแฟนดีกว่า” ก็นั่นล่ะค่ะ“ความรักไม่ผิด การตัดสินใจผิดๆต่างหากที่น่ากลัว”แล้วเราจะมีความรู้สึกเสียดายทีหลัง เป็กันแทบทุกคนค่ะ ความคิด ความรู้สึกแบบนี้.....
มา่ปี2550 กันค่ะ ตอนนั้นเราอายุ 16 เรียนอยู่ ปวช. ปี 1 ค่ะโดยปกติแล้วทุกคนมีโอกาสที่จะเจอสถานที่ใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ แน่นอนค่ะความชอบ ความถูกใจ ผู้คน สังคมใหม่ๆต้องมีอยู่แล้วความรักมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาอี๊ก เราแอบชอบเพื่อนในห้องค่ะ moment ความแอบชอบเพื่อน ฟินๆ ก็มา ซึ่งไม่มีใครรู้ แม้แต่ตัวเราเอง ว่าจะได้สมหวังหรือผิดหวังกับความรู้สึกนี้ใช่ไหมคะ?
่นั้นไม่มีความคิดแบบ อิจฉาเพื่อนอิจฉาคนอื่นที่มีแฟน แล้วอยากมีบ้าง ไม่มีความคิดแบบนั้นแล้วค่ะมีแต่ความคิดแบบอยากให้ชีวิตจริงเป็เหมือนในหนัง ในละครแทน ที่พระเอกนางเอกแอบชอบแอบปิ๊งกัน “เพื่อนกูรักมึงว่ะ” อารมณ์นั้นเลย
เคยเป็มั๊ยคะการที่มีคนที่เราแอบชอบอยู่ห้องเดียวกันเป็อะไรที่เขินหนักมากเวลาจะออกไปนำเสนองานหน้าชั้นเรียนที ก็จะมีสายตาของคนที่เราแอบชอบจ้องมองเราอยู่อีกอย่างเราสองคนไม่เคยได้พูดคุยกันเลยค่ะ เราเป็คนขี้อายไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครก่อน เขาคนนั้นเองก็ขี้อายเหมือนกันละมั้งไม่เข้ามาคุยกับเราก่อนเหมือนกัน ต่างคนต่างเก๊กไปสิเดินผ่านกันทีก็มาอมยิ้มใส่เรา เหมือนรู้สึกดีกับเราอย่างงั้นล่ะคิดไปคิดว่าเราอาจ มโน ไปเองก็ได้ ตอนนั้นเพื่อนที่เราแอบชอบ ก็รู้นะคะว่าเรารู้สึกยังไงกับเขาเพราะความชงเก่งของเพื่อนๆในกลุ่ม แซวกันไปแซวกันมา จนรู้กันทั้งห้องเลยทีนี้น่าอายมากเลย
งื้ออออ!! แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อนคนที่เราแอบชอบได้รับรู้ว่าเราคิดยังไง ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของเราสองคนพัฒนาขึ้นเลยสักนิดก็แค่ moment ตอนเรียนด้วยกันในระยะสั้นๆผู้ชายคนนั้นก็ย้ายไปเรียนที่อื่น ยังงี้เราเรียกว่า “อกหัก” ป่ะล่ะ? แต่สำหรับเราไม่ได้เศร้า ไม่ได้เสียใจ ไม่ร้องไห้ ไม่รู้สึกว่าตัวเองอกหักสักนิดเลยค่ะอาจเป็เพราะตัวเราเองยังไม่ทุ่มเท ทุ่มความรู้สึกให้ผู้ชายคนนั้นเต็มร้อย เลยไม่รู้สึกเจ็บเท่าไหร่
ต่อมาไม่นานมีเพื่อนผู้ชายในห้องคนนึง ซึ่งเราไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิดเพราะไม่มีอะไรตรงสเปคเราเลยค่ะ ขี้เก๊ก หนักมาก ดูเป็เด็กเนิร์ดมากมายผู้ชายคนนี้โทรมาหาเรา รับสายใมาก นึกว่าใคร เพื่อนในห้องเราเอง ก็เลยถามไปว่า“เอาเบอร์เรามาจากไหนเนี่ย?” ผู้ชายคนนี้ก็ตอบว่า “เออน่ะ!!มีคนให้มา” เราเอ๊ะใจมาก ว่านึกยังไงเขาถึงโทรมา ปรากฏว่า เขาโทรมา“บอกชอบเรา และขอเราเป็แฟน” อึ้งสิคะ ไม่เคยมีใครมาชอบไม่เคยมีใครมาขอเป็แฟนก่อน แล้วก็ไม่เคยมีแฟนมาก่อนซะด้วย ใจตุบตับ เต้นแรงมาก ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจ นะคะ คือความรู้สึกตอนนั้น กลัว มาก ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดีไม่ได้ชอบคนนี้ซะด้วยสิ เลยตัดสินใจ “เอาวะ เป็ไงเป็กัน” เราปฏิเสธเขาไปค่ะเราบอกว่า “เราไม่ได้ชอบเขา เรามีคนที่ชอบอยู่แล้ว” ผู้ชายคนนั้น คงช็อคอะค่ะเงิบไปเลย แล้วเราก็ขอตัววางสาย ตัดสายผู้ชายคนนั้นไป แย่แล้ววววเราหักอกเพื่อนในห้องไปซะแล้ว แล้วจะเข้าหน้ากันติดมั๊ย??
เช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อนที่สารภาพความรู้สึกกับเราทางโทรศัพท์ ได้เดินมาหาเรา ทักทายตามปกติ เราก็ยิ้มแสยะเออ ออ ตามน้ำไป แล้วเราก็เดินหนีออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะตามตื้อเรานะ ทำไงดีล่ะ?เราเอาแต่หนี หลบหน้าเขา ให้เพื่อนในกลุ่มช่วย ไม่ให้มันเข้ามาหาเราได้เพื่อนก็รักเราเหลือเกิน ช่วยเราดีจัง เมื่อไหร่ที่เห็นผู้ชายคนนี้เดินมาเพื่อนจะรีบส่งสัญญาณเตือน “เฮ้ย!!มันมาแล้วๆ” เพื่อนเราก็รีบลากเราไปที่อื่นทันทีเลยค่ะเราก็คิดในใจ ว่ามันดูตลกอ่ะ เล่นอะไรกัน? แต่ที่เราต้องหลบ ต้องหนีไม่อยากเจอหน้าเขา เพราะเรารำคาญ มากโดยปกติแล้วเราเองก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายในชีวิตอยู่แล้วเนอะ..
ยิ่งคนที่เราไม่ได้รู้สึกชอบด้วยยิ่งรู้สึกรำคาญลูกตาใหญ่เลย
หลังจากนั้นเหมือนผู้ชายคนนั้นจะรู้ตัวว่าเราไม่อยากยุ่งด้วยเขาก็ค่อยๆหายไป ห่างออกไป ไม่มายุ่งกับเราอีกเลย
ความรักไม่ได้สมหวังเสมอไปจริงๆค่ะแม้กระทั่งกับคนที่เราชอบ หรือคนที่มาชอบเรา ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่างเป็ไปได้ยากมากค่ะ ที่เราชอบใครแล้วคนนั้นจะตอบตกลงชอบเรากลับ ก็แน่อยู่แล้ว“ความรักไม่ผิด” และก็ “ไม่มีใครคนไหนผิด” ทุกอย่างๆมันคงต้องใช้เวลา และใช้ความเข้าใจกับมันจริงๆถึงจะใช้ชีวิตอย่างราบรื่นไม่ต้องมาเ็ปเพราะความรัก
มา่ปี 2551 กันต่อค่ะจะบอกว่าความรักเรามีได้ทุก่เวลาจริงๆ ต่อให้เวลาจะผ่านไปกี่วัน กี่เดือนหรือกี่ปี ความรักมักจะเข้ามาให้เราได้รับรู้ หรือรู้สึกอยู่เสมอไม่ว่ากับใครก็ตาม ในปีที่จะพูดถึงนี้ ..........
สมัยนั้นสื่ออิเล็กทรอนิกส์เริ่มมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ในเื่ของการติดต่อสื่อสาร แน่นอนค่ะยุคนั้นจะเริ่มนิยมสื่อ MSN หรือ เอ็มเอสเอ็น (MSN) หรือ ไมโครซอฟท์ เน็ตเวิร์ก(Microsoft Network)เป็โปรแกรมแชทออนไลน์บนคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ตที่วัยรุ่ยสมัยนั้นนิยมหาคู่ออนไลน์สามารถจะคุยกับใคร จังหวัดไหน ประเทศไหนก็ได้ จุดเริ่มต้นของความรักที่แท้จริงเริ่มเกิดขึ้นแล้วค่ะ
สำหรับเราก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดที่อยากมีแฟนหรืออยากจะมีใครสักคนที่เข้ามาทำให้เรารู้จักความรัก ทำไงได้.....ชอบเพื่อนในห้องก็ไม่สมหวังหาใครในชีวิตจริงก็คงยาก เพราะเราเป็คนที่ไม่มีอะไรน่าสนใจไม่มีใครมาจีบเลยหลังจากที่ปฏิเสธเพื่อนในห้องคนนั้นไป ว้า...แย่จัง T_T
เลยคิดหาวิธียังไงก็ได้ที่จะทำให้มีใครสักคนที่ตรงตามความ้าของเราคนที่เราอยากรู้จักอยากคุยด้วยแล้วรู้สึกดีอยากให้เขาคนนั้นเข้ามาในชีวิตเรา
โพสหาคู่ตามเว็บหาคู่ก็แล้วแจก MAIL MSN ตามสื่อต่างๆหลายเว็บ หลายโพส หลายที่แล้วยังไม่มีใครที่เข้ามาคุยแล้วทำให้เราถูกใจเลยสักคน ความรักบนโลกออนไลน์ไม่ได้สวยเสมอไปนะคะมันมีความน่ากลัวบ้างปะปนกันไป เช่น บางคนก็ดูโรคจิต บางคนก็เข้ามาคุยเพียงแค่หลอกเอาเงินหรือ้าสนใจอยากได้เพียงร่างกายของเรา บางคนก็ดูไม่จริงใจเลยสักนิด บางคนก็มีเ้าของอยู่แล้วแต่ยังเ้าชู้ไปเรื่อยอันนี้ยิ่งน่ากลัวเลยค่ะ บอกเลยนะคะ การที่เราจะคุยกับใคร จะทำความรู้จักกับใครต้องดูให้ดีๆก่อนนะคะ ทั้งนิสัย หน้าตา ลักษณะการคุย การกระทำ ความคิด ทัศนคติ ฯลฯอย่าหลงคารมคนแปลกหน้าง่ายๆ บนโลกออนไลน์นี้มีคนหลายรูปแบบหลายประเภทจริงๆ เจอคนดีก็ดีไปค่ะ เจอคนไม่ดี พวกเ่าั้ก็อาจจะนำพาเราไปพบไปเจอแต่ในสิ่งที่ไม่ดีสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เราไม่เคยเจอก็เป็ได้ โดยกรณีนี้ มีหลายๆคนที่พลาดเลือกผิดคนเดินผิดทางเป็จำนวนไม่มากก็น้อย ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายควรระวังตัวให้มากเลยทีเดียวในการใช้ชีวิตในสังคมไทยนั้น มีแน่นอนค่ะคนที่เรารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจเขา เพียงแค่ขอให้เราทุกคนไม่ว่าจะทำอะไร ก็ควรที่คิดไตร่ตรอง ให้ถี่ถ้วน สังเกตคนให้เป็ แล้ว ชีวิต อนาคตของเราจะไปได้สวยค่ะ
มาต่อเื่ราวความรักที่เป็รักแรกพบบนโลกออนไลน์ของเราดีกว่า ซึ่งมีวันนึง ผู้ชายคนนึง ซึ่งเป็รุ่นน้องอายุน้อยกว่าเรา ได้ ADD เพื่อนจาก E-MAIL MSN และได้ทักแชทมานี่ล่ะค่ะ จุดเริ่มต้นของความรักก็คือผู้ชายคนนี้แหล่ะค่ะ
ณตอนนั้นเพิ่งได้เริ่มคุย เพิ่งเริ่มทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ ซึ่งผู้ชายคนนี้มีชื่อว่า “ต้น” เป็คนที่เราคุยครั้งแรกแล้วรู้สึกดีค่ะ เขาดูเป็ผู้ชายที่คุยตลกเฮฮา คุยสนุก มีอัธยาศัย ดี คุยด้วยแล้วดูไม่เครียด ถึงจะมีอายุที่น้อยกว่าแต่มีความคิดเป็ผู้ใหญ่เราต่างฝ่ายต่างทำความรู้จักกันและในใน่เวลานึงค่ะ พิมพ์คุยแต่ในแชท ไม่เคยได้ยินเสียง ไม่มีเบอร์ติดต่อในตอนนั้นถ้าใครคนใดคนนึงรู้สึกอยากคุย ก็จะมาออน (ออนไลน์) รอกันค่ะภาษที่เราใช้กันใน จะเป็คำว่า “ออน” ซึ่งส่วนมากเราจะเป็ฝ่ายออน รอ “ต้น” ก่อนเนื่องจากเราได้กำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง สถานที่ตั้งก็ไม่ได้อยู่ไกลบ้านมากเท่าไหร่มีเวลาเลิกเรียนที่ไวกว่า “ต้น” นิดหน่อย ก็เลยถึงบ้านก่อน “ต้น” เสมอ โดย ณตอนนั้นเรากำลังศึกษาอยู่ชั้น ปวช.ปีที่ 1 เป็เทอมที่ 2 ค่ะ ส่วน “ต้น” ก็กำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเอกชนเหมือนเราค่ะ ปีเดียวกันเรียนสาขาหลักสูตรเดียวกัน แต่ติดตรงที่เรียนคนละที่ เพราะบ้านของเราสองคนอยู่ไกลกันเราอยู่ปริมณฑล ส่วน “ต้น” อยู่กรุงเทพฯ
ก็เป็เพราะสื่อออนไลน์นี่แหล่ะค่ะที่ทำให้เราสองคนได้มารู้จักกัน โดยปกติแล้วตัวเราเอง คิดว่าการที่จะดูใครสักคนที่คิดว่าดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด สำหรับเรา เื่ของการเรียนรู้ความเข้าใจของอีกฝ่าย หรือเื่การสังเกตพฤติกรรมการกระทำของคนไม่เว้นแม้แต่ลักษณะการพูดคุย ทัศนคติ มุมมองความคิดของคนๆนั้น กว่าที่จะเปิดรับใครสักคนเข้ามาในชีวิตจริงๆนั้นก็ถือว่าใช้ระยะเวลานานพอสมควรอาจจะเป็เพราะว่าตัวเราเองไม่เคยมีใครมาก่อน เลยไม่กล้าที่จะตกลงปลงใจ เทความรักให้ใครง่ายๆ
และก็มีผู้ชายคนนึงที่ชื่อว่า“ต้น” นี่แหล่ะค่ะที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ทำให้ผู้หญิงคนๆนึงที่ไม่เคยมีความมั่นใจอะไรในตัวใครเลย ได้เกิดมีความรู้สึกว่าตัวเองมีความหวังในความรักขึ้นมาทันที“ต้น” เป็คนแรก ที่ทำให้เรา รู้สึกอยากคุย อยากได้ยินเสียง อยากเจอตัวจริงอยากเข้าไปในชีวิตเขาให้มากกว่านี้ แต่ตอนนั้นยังไม่ถึงเวลาที่จะนัดเจอกันค่ะเพราะเห็นว่าระยะเวลาที่เรา 2 คน ที่ทำความรู้จักกัน มันยังไม่มากพอ ณ ตอนนั้นเราพิมพ์แชทคุยกันแค่ในแชทMSN ได้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนค่ะ ขึ้นเดือนที่ 4ถึงจะยอมให้เบอร์โทรศัพท์ของผู้ชายคนนี้ไป ตอนนั้นยังไม่มี Application หรือ ลูกเล่นต่างๆในโทรศัพท์อะไรเลย ทำได้แค่ รับ-ส่ง ข้อความ ShortMessage Service หรือเรียกสั้นๆว่า SMS กับ (MultimediaMessaging Service) ที่ย่อมาจาก MMS ซึ่งมีเพียง2 อย่างนี้เท่านั้น ที่โทรศัพท์ในยุคนั้นจะทำได้
หลังจากที่เราสองคนแลกเปลี่ยนเบอร์ของกันและกันแล้วแน่นอนค่ะ เรายังเรียนกันอยู่ ยังไม่ได้ทำงานหาเงินเองแต่อย่างใดมีเบอร์กันแล้วก็ต้องเติมเงินโทรศัพท์ใช่ไหมล๊า? เพื่อที่จะได้ไว้โทรคุยไว้ส่งข้อความ หากัน SMS ก็ครั้งละ 3 บาท MMS ค่าส่งก็แพงการโทรคุยกันก็ยิ่งแล้วเลยค่ะ ต้องอาศัยโปรโมชั่นโทรฟรีแบบกำหนดระยะเวลาเป็รายชั่วโมงกว่าจะได้โทรคุยกันทีก็ต้องรอเวลา และในระหว่างที่รอให้ถึงกำหนดเวลาที่โทรฟรีได้เราสองคนก็จะออน MSN คุยกันไปพลางๆค่ะ เราคุยกันแทบก็เกือบ 24 ชม.เลย ดีตรงที่เราเรียน “คอมพิวเตอร์” สายเดียวกัน ในชั่วโมงเรียน เลยต่างฝ่ายต่างแอบอาจารย์ออน MSN แชทคุยกันได้ ส่วนในเื่ความสัมพันธ์ เรา 2 คนยังไม่มีการพัฒนาไปสถานะ “แฟน” กันเลยค่ะ คุยกันมา 4 เดือนยังอยู่ใน่จีบๆกันอยู่ สถานะตอนนั้น ก็เป็ได้แค่ “คนคุย” กันเท่านั้นเองแต่รับรู้ได้เลยค่ะว่าเราสองคนต่างคนต่างมีความรู้สึกดีๆให้กันแต่ยังไม่มากเท่าที่ควร
หลังจากที่“ต้น” ได้เบอร์โทรศัพท์เราไปแล้ว เขาก็ส่งข้อความ SMS หวานๆมาจีบเราทั้งวันเลยค่ะที่สำคัญค่าส่ง SMS ก็ไม่ใช่ถูกๆเลยลงทุนมากกกกกก ความรู้สึกในขณะที่กำลังอ่านข้อความที่เขาส่งมานั้น บอกตรงๆเลยว่าทุกๆข้อความไม่มีข้อความไหนที่ทำให้เราหุบยิ้มได้เลยจนเพื่อนข้างๆมองด้วยความสงสัย ว่าเป็อะไรมากไหม? ฮ่าๆๆๆ
“ต้น”ส่ง SMS มามากมายจนทำให้เราใจอ่อนจนได้ ในที่สุดความรัก ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ก็ได้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นค่ะ