คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 133 ยืมของมาก็ต้องคืน ให้ของไปย่อมต้องทวง (2)

     

            มันเป็นคืนที่มีหิมะตกหนัก...

            ประมาณสิบสองปีก่อน... ไม่สิ

            กัวซานส่ายหน้า น่าจะเป็นสิบสามปีก่อนต่างหาก... เขาที่สะลึมสะลือกอดหญิงสาวแนบอกแล้วเผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น...

            ในตอนนั้นเขามีอายุเพียงสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้น ทว่ากลับกลายเป็นหัวขโมยเลื่องชื่อในพื้นที่แถบเมืองฉางอันตะวันออกแล้ว...แน่นอนว่าสำหรับคนที่ทำอาชีพอันไม่เป็นที่ยอมรับเช่นพวกเขา การเป็นที่รู้จักหาใช่เรื่องดีไม่เพราะไม่ว่าจะไปที่ใด ทุกคนก็จะคอยระแวงอยู่ตลอดเวลา เหตุนี้การขโมยจึงกลายเป็นเรื่องยากไปโดยปริยาย และแน่นอนว่าเมื่อไม่มีเงินการเลี้ยงชีพจึงกลายเป็นเรื่องยากขึ้นตามไปด้วย

            การอดอาหารในคืนที่หิมะตก ช่างเป็นอะไรที่ทรมานเหลือเกิน

            เช่นนั้น กัวซานจึงเดินฝ่าพายุไปที่ตลาดกลางคืนอันแสนครึกครื้นของเมืองฉางอัน...ถนนจูเชว่

            เขาชอบถนนเส้นนี้มาก

            เพราะถนนเส้นนี้อยู่ในแถบตะวันตกของเมือง จึงมีคนรู้ชื่อเสียงของเขาไม่มากนัก...มีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่เขาลงมือที่นี่เพราะที่นี่อยู่ใกล้กับสำนักแห่งนั้นมาก แม้จะเข้าใจว่าตนไม่มีวันได้เข้าไปศึกษาในสำนักแห่งนั้นอีกต่อไปแต่ถึงกระนั้น สำนักแห่งนั้นก็ยังเป็นสถานที่ที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ในความคิดของเขาเสมอด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ยอมลงมือในพื้นที่แถบนี้แม้จะเจอกับเหยื่อที่มั่งมีมากขนาดไหนก็ตาม

            ที่แห่งนี้ เขามักพบเจอเด็กหนุ่มสาวอายุไล่เลี่ยกับเขา แต่อยู่ในชุดศิษย์ของสำนักเทียนหลานปรากฏตัวอยู่บ่อยครั้ง

            เหตุนี้ เขาจึงชอบมาที่นี่มาก

            เมื่อมองไปยังพวกเขา เขาก็มักจะคิดว่าหากไม่ใช่เพราะที่บ้านเกิดถูกโจรป่าปล้นตนในตอนนี้ คงจะได้สวมใส่ชุดศิษย์ของสำนักเทียนหลาน และเข้าออกสำนักที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินต้าเว่ยแห่งนั้นได้อย่างตามใจเช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวเหล่านี้เป็นแน่แท้

            อย่างไรเสีย เมื่อตกอยู่ในความสิ้นหวัง ไม่ว่าผู้ใดย่อมต้องมีความฝันแม้ความฝันนั้นจะเป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีวันเป็นจริงก็ตาม แต่ในบางครั้งคนเราก็ต้องหลอกตัวเองบ้าง จึงจะมีความกล้าที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้

            ทว่าในวันนั้น ในที่สุดกัวซานก็ตัดสินใจแหกกฎที่จะไม่ลงมือในถนนจูเชว่จนได้

            เพราะเขาหิวมากเหลือเกิน เขาคิดว่าหากยังหิวเช่นนี้ต่อไป เขาต้องตายแน่ๆและสำหรับคนตาย ไม่ว่าความฝันหรือความหวังก็ไร้ค่าไม่ต่างกัน

            แต่ดูเหมือนคืนนั้นเขาจะโชคไม่ดีเอาเสียเลย

            เพราะใกล้สิ้นปี ซ้ำยังมีหิมะตกลงมาอีกดังนั้นถนนจูเชว่ที่มักจะครึกครื้นจึงเหลือเพียงความเงียบเหงามีโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ยังจุดโคมไฟสว่างเป็นสัญญาณว่าให้บริการอยู่

            ลมหนาวพัดผ่านใบหน้า ร่างในเสื้อผ้าเนื้อบางจึงสั่นสะท้านขึ้น

            กัวซานผิดหวังเหลือเกิน เขารู้สึกว่าตนกำลังจะตายอยู่แล้ว

            แต่เขายังไม่อยากตาย

            คิดได้เยี่ยงนั้นเขาจึงกัดฟันแน่น แล้วเก็บมือทั้งสองข้างเข้าไปในแขนเสื้อที่ไม่ได้อบอุ่นอะไรมากมายเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งนั้นด้วยร่างสั่นเทา

            เขาตัดสินใจว่าจะไปหาอะไรกินเสียหน่อย แน่นอนว่าเขาไม่มีเงินติดตัวแม้แต่น้อยทว่าไม่มีเงินหาได้หมายความว่าจะหาอะไรกินไม่ได้เสียหน่อย หากหนีไม่รอดอย่างมากก็แค่โดนซ้อม เขาคิดว่าต่อให้ถูกตีตายก็ยังดีกว่าหิวตายเยี่ยงนี้

            ในที่สุด เขาก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมภายใต้การนำทางของแสงเทียน...

            เป็นดังคาดไม่ผิดเพี้ยน โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่มีลูกค้าสักเท่าไรนักมีเพียงชายที่ดูจะมีอายุมากนั่งดื่มสุราอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นทางด้านพนักงานภายในร้าน อาจเป็นเพราะกิจการเงียบเหงาเกินไปจึงฟุบหัวลงบนโต๊ะเก็บเงิน และนอนงีบอยู่

            เขากลืนน้ำลายลงคอ เดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างพนักงานคนนั้นพลางนึกลังเลว่าควรจะเรียกให้เขาตื่นเพื่อสั่งอาหารดีหรือไม่

            ในตอนแรกเขายังลอบมีหวังอยู่เล็กน้อย คิดว่าหากกิจการในร้านดี อันหมายถึงเต็มไปด้วยลูกค้าและหากเขาวิ่งเร็วมากพอ ไม่แน่ อาจหนีจากการถูกซ้อมไปได้

            แต่พอได้เห็นในร้านเงียบเหงาเช่นนี้เขาก็รู้ทันทีว่าคงหนีการถูกซ้อมไปไม่ได้แล้ว

            ขณะกำลังนึกลังเลอยู่ จู่ๆ ชายชราที่นั่งดื่มอยู่คนเดียวก็เอ่ยขึ้น

            “หากหนาวก็มาดื่มเหล้าเพื่ออบอุ่นร่างกายที่นี่ก่อนเถิด และถ้าหิวที่นี่ก็มีอาหารให้กินรองท้องได้เหมือนกัน”

            กัวซานชะงักไป แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดชายชราถึงมีท่าทีเป็นมิตรเช่นนี้แต่มีหรือที่เขาซึ่งหิวจนแทบสิ้นสติจะคิดถึงเรื่องพวกนี้ ทันทีที่สิ้นเสียงเขาก็เดินเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะทันที

            เพียงได้กลิ่นหอมจากอาหารและสุราบนโต๊ะ เขาก็เตรียมลงมือทันทีแต่ก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าการกระทำนี้ไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก เพราะอย่างไรเสีย คนจ่ายค่าอาหารก็เป็นชายชราตรงหน้าเหตุนี้ เขาจึงมองไปที่ชายชราเชิงขออนุญาต

            ในตอนนั้น ที่เขาพบว่าคนตรงหน้าเป็นชายแก่ที่แก่ชรามากแล้วร่างกายค่อมโค้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย ที่หางตามีความง่วงซึมปรากฏให้เห็นราวอดหลับมานานหลายวันเช่นนั้น

            ทว่าชายชรากลับส่งยิ้มมาให้เขา รอยยิ้มเปี่ยมเมตตาและเป็นมิตรของคนตรงหน้าทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นได้อย่างน่าพิศวง

            “กินเถอะ” คนชราบอกเช่นนั้น พลางยื่นตะเกียบและชามมาให้

            เพียงได้รับอนุญาตจากชายชรากัวซานที่หิวจนหน้าท้องแทบจะแนบกับกระดูกสันหลังก็เริ่มกินโดยปราศจากความกังวลในที่สุด

            ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงสิบนาที เขาก็กินอาหารบนโต๊ะจนเกลี้ยง จากนั้นยกไหสุราขึ้นกระดกจนหมดพลันความหนาวเย็นและอ่อนล้าก็มลายไปทันที

            เขาเลียริมฝีปากราวยังไม่หนำใจ จากนั้นมองไปยังชายชราเพื่อเตรียมจะกล่าวขอบคุณแต่กลับพบว่าชายชรากำลังมองไปยังท้องนภาที่นอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย

            เขาชะงักไป ขณะกำลังคิดว่าควรพูดบางอย่างกับคนตรงหน้าดีหรือไม่หางตาก็ชำเลืองไปเห็นว่ามีถุงเงินขนาดใหญ่ห้อยอยู่ที่ข้างเอวของชายชรา ดูท่าจะมีเงินอยู่ไม่น้อยเลย

            เขาหัวใจกระตุกวูบ แล้วความโลภก็ระเบิดขึ้นอย่างฉับพลัน

            แต่เขาก็ยังรู้สึกลังเลเล็กน้อย ราวมีคนสองคนทะเลาะกันอยู่ในหัวเช่นนั้น

            เสียงหนึ่งพูดขึ้น... ชายชราเลี้ยงอาหารเราไปแล้ว ตอนนี้เราก็รอดชีวิตแล้วหากยังลงมือกับเขาอีกย่อมไร้คุณธรรมและขาดสามัญสำนึกจนเกินไป อีกทั้งที่นี่ก็เป็นถนนจูเชว่เชียวนะจะลงมือที่นี่ได้อย่างไรกัน?

            แต่อีกเสียงก็แย้งขึ้น...ลืมความรู้สึกที่ทั้งหิวทั้งหนาวตลอดหลายวันที่ผ่านมาไปแล้วหรือ? ฤดูหนาวเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ต่อไปอากาศจะหนาวมากขึ้นเรื่อยๆแล้วคนที่ออกมาเดินข้างนอกก็จะน้อยลงเช่นกันแบบนั้นก็แสดงว่าเราจะขโมยของได้น้อยลงเรื่อยๆ ด้วย หากเอาชีวิตไม่รอดแล้วยังจะสนเรื่องคุณธรรมไปอีกทำไมเล่า? อีกอย่างเรายังเข้าศึกษาในสำนักเทียนหลานได้หรืออย่างไร?ดูคนแก่ตรงหน้าสิ แค่ออกมาข้างนอกยังพกเงินมาเยอะถึงเพียงนี้ แสดงว่าเขาต้องรวยมากไม่ผิดแน่เงินแค่นี้ไม่สำคัญกับเขาสักนิด แต่สำหรับเรา หากมีเงินพวกนี้ เราจะผ่านหน้าหนาวไปได้!

            อาจเป็นเพราะฤดูหนาวในปีนั้น ความหนาวเย็นรุนแรงกว่าทุกปีหรืออาจเป็นเพราะความหิวที่มากจนราวกำลังจะตายมันทรมานมากเกินไป

            ในที่สุดกัวซานก็ตัดสินใจยื่นมืออันสั่นเครือเข้าไปใกล้ถุงเงินของชายชราจนได้

            เขาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ด้วยเกรงว่าอาจทำให้ชายชราที่กำลังมองท้องนภาสังเกตเห็นและในตอนที่มือของเขาอยู่ห่างจากถุงเงินของคนแก่เพียงไม่ถึงคืบ จู่ๆคนชราก็หันหน้ากลับมาหาเขาอย่างอ้อยอิ่ง

            เขาหัวใจกระตุกวูบ แต่ก็ตัดสินใจกัดฟันแน่น แล้วเร่งความเร็วที่มือขึ้น ดึงถุงเงินมาได้ก็รีบยัดมันเข้าไปในแขนเสื้อทันที

            และในตอนนั้น ในที่สุดชายชราก็หันหน้ามาหาเขาจนสำเร็จ และดวงตาหรี่เล็กเปล่งประกายรังสีประหลาดคู่นั้นมองจ้องมาที่เขาตาไม่กะพริบ

            กัวซานระเบิดความตื่นตระหนกขึ้นกลางใจ เม็ดเหงื่อมากมายผุดออกมาจากหน้าผากของเขาอย่างบ้าคลั่ง

            ตอนดึงถุงเงินมา เพราะมีเวลาน้อย เขาจึงออกแรงไปมาก เกรงว่าชายชราคงจะรู้สึกตัวแล้วเหตุนี้ กัวซานจึงอยู่ไม่เป็นสุขเมื่อถูกสายตาคู่นั้นมองจ้องนั่นเอง

            ทว่าในตอนที่เขาเตรียมจะวิ่งหนีไป จู่ๆ เสียงของชายชราก็ดังขึ้น

            “วันนี้ดาวดวงหนึ่งกำลังจะมอดดับลง”

            “หืม?” กัวซานเหยียชะงักไป ไม่เข้าใจว่าชายชราหมายความถึงสิ่งใดกันแน่

            “เขายอมดับตัวเองเพื่อลูกศิษย์ของตัวเอง”

            ดูเหมือนชายชราจะไม่สนใจว่ากัวซานจะเข้าใจที่ตนกล่าวหรือไม่ยังคงพูดคนเดียวต่อไป “ก่อนหน้านี้ เคยมีดาวดวงหนึ่งมอดแสงของตัวเองลงเพื่อตามหาเจ้า”

            “แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายเจ้าก็ทำให้เขาผิดหวังจนได้”

            “ทั้งที่ทนต่อการทดสอบมาได้ตั้งหลายปีเจ้ากลับละทิ้งปณิธานและความมุ่งมั่นของตนในตอนที่สำคัญที่สุดเสียได้”

            ในตอนนั้น กัวซานยิ่งฟังก็ยิ่งสับสนขึ้นไปอีก แต่อาจเป็นเพราะฤทธิ์สุราเริ่มทำงานเขาจึงรู้สึกหนักที่หัว และหมดสติลงก่อนที่จะได้เอ่ยอะไรออกไป

            วินาทีก่อนที่สติของเขาจะดับลง เขาราวได้เห็นนกขนาดใหญ่ที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงตัวหนึ่งบินผ่านไปอย่างเลือนรางก่อนเสียงของชายชราจะดังขึ้นที่ข้างหูอีกครั้ง

            “เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ติดค้างผู้อื่นเอาไว้และข้าก็จะมาคืนสิ่งที่เคยเอาไปจากเจ้าเช่นกัน”

            กัวซานสะดุ้งเฮือก เด้งตัวขึ้นมานั่งบนเตียงภายในหอคณิกา

            หญิงที่หลับพริ้มอยู่ในอ้อมแขนของเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมๆ กัน “ซานเหยียท่านเป็นอะไรไปรึ?” นางยื่นท่อนแขนขาวเนียนไปคล้องรอบลำคอกัวซานแล้วถามขึ้นเบาๆ

            “เปล่า” กัวซานส่ายหน้า ก่อนจะเช็ดเหงื่อซึ่งซึมออกจากหน้าผากตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบออกไปกอดหญิงข้างกายเอาไว้ พลางล้มลงไปนอนบนเตียงอีกครั้ง

            แต่ครั้งนี้ เขากลับนอนไม่หลับอีกเลย

            เดิมที เขาลืมเรื่องในคืนนั้นลงจนสิ้น แต่หลังไปส่งบัตรเชิญที่สำนักเทียนหลานในวันนี้ความทรงจำเหล่านั้นก็หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อลองมาหวนคิดดูแล้ว ชายชราที่เคยกล่าววาจาน่าพิลึกกับเขาในตอนนั้นก็ละม้ายคล้ายกับใต้เท้าอวี้เหิงที่ต่อสู้กับปีศาจร้ายกลางนภาเหนือสำนักเทียนหลานในวันนั้นไม่เบาเลย

            เพราะไม่ได้ฝึกฝนจนมีพลังติดตัว ทั้งในวันนั้นก็ยังเป็นตอนกลางคืนแล้วยังอยู่ไกลขนาดนั้น เขาจึงมองเห็นอวี้เหิงได้เพียงเลือนรางเท่านั้น

            เขาส่ายหัวไปมาเพราะรู้สึกว่าเรื่องที่ตนคิดช่างเหลวไหลสิ้นดีเขาเป็นใครกัน? ก็แค่นักเลงข้างทางที่ไร้ความรู้และการศึกษาคนหนึ่งเท่านั้นแล้วจะมีโอกาสได้เจอกับมหาอำนาจอย่างท่านอวี้เหิงได้เช่นไรกัน?

            เมื่อยังเป็นหนุ่ม ตนอาจเคยเพ้อฝันเพราะคำพูดของอาจารย์ในสำนักมาก่อนแต่ด้วยช่วงอายุของเขาในตอนนี้ หากยังเอาแต่ฝันลมๆ แล้งๆ อยู่เกรงว่าคงจะน่าขันมากเกินไปหน่อย ทว่าเมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ จู่ๆเขาก็รู้สึกสับสนขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพราะภาพของอาจารย์ที่เคยสอนเขามานานหลายปีซึ่งฝังอยู่ในสมองของเขา กลับกลายมาเป็นภาพอันแสนเลือนรางจนเขาแทบจำไม่ได้อีกแล้ว

            เขาส่ายหัวไปมาอีกครั้งพลางด่าตัวเองในใจว่าเพราะทำเรื่องผิดศีลธรรมมากจนเกินไปจึงเอาแต่ระแวงอยู่เช่นนี้

            แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่อาจสงบจิตใจได้อยู่ดี แม้จะมีสาวงามร่างบางอยู่ในอ้อมแขนแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาตื่นเต้น หรือดึงดูดความสนใจไปจากเขาได้เลย

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาจากเตียงสวมเสื้อผ้าภายใต้การกล่าวถามด้วยความไม่เข้าใจของหญิงสาวจ่ายเงินค่าบริการให้แม่เล้า แล้วออกจากหอคณิกาแม้จะเหลือเวลาอีกมากก็ตาม

            เมื่อออกมาด้านนอก ก็เป็นเวลาที่มีหิมะตกหนักพอดีถนนที่มักจะครึกครื้นในยามปกติ บัดนี้กลับเงียบเหงาจนไม่เหลือเค้าเดิม ทุกอย่างในเวลานี้ช่างคล้ายกับคืนนั้นเมื่อหลายปีก่อนเหลือเกิน

            ไม่รู้ด้วยเหตุใด จู่ๆ กัวซานก็หงุดหงิดขึ้นมาเขารู้สึกราวตนลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญเป็นอย่างมากไป แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงไรก็คิดไม่ออกเสียทีว่ามันคือสิ่งใดกันแน่

            ความหงุดหงิดนี้ทำให้เขาก้มหน้าก้มตาเดินออกไป เตรียมมุ่งไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อดื่มทำลายความหงุดหงิดต่อ

            แต่จู่ๆ ก็มีไอเย็นกระจายมาจากทางด้านหน้า

            เขาเกิดความระแวงขึ้นในหัวใจจนเมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงพบกับร่างของใครบางคน ซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางราตรีในจุดที่ไม่ไกลออกไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้

            เพราะคนผู้นั้นอยู่ในความมืด กัวซานจึงมองไม่เห็นใบหน้าของเขาแต่สัญชาตญาณก็บอกกับเขาว่าคนผู้นี้ต้องมาหาเขาอย่างแน่นอน

            เขากลืนน้ำลายลงคอ ทำใจกล้า แล้วเตรียมจะถามบางอย่างออกไปแต่เสียงที่เย็นยะเยือกราวกับเสียงจากจอมอสรพิษก็ดังขึ้นที่ข้างหูเสียก่อน

            “ก็คิดว่าตาแก่อวี้เหิงซ่อนผู้สืบทอดของเทียนจีเอาไว้ที่ไหนที่แท้ก็อยู่ใกล้ตัวนี่เอง ช่างคิดเสียจริง”

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน