จางซื่อลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแต่ต่อหน้าแม่สามี ข้อแรกพูดยากว่าเหล่าไท่จวินสอนลูกไม่ถูกวิธีข้อสองไม่อาจด่าว่าลูกชายของนางไม่ดี ต่อให้ฟ้องร้อง ก็ได้แต่พูดคุยด้วยความห่วงใยนี่เป็ประสบการณ์ที่นางได้เรียนรู้จากการเป็ลูกสะใภ้มานานหลายปี
เป็จริงตามนั้นเหล่าไท่จวินสอดคล้องกับวิธีการพูดเช่นนี้ยิ่งนักจับมือนางไว้นั่งลงบนเตียงหลัวฮั่น จางซื่อไม่กล้านั่ง จึงยืนอยู่ข้างๆเช็ดน้ำตาอย่างน้อยใจ
“จางซื่อ เ้าเป็คนรู้ความ หลายปีมานี้ลำบากเ้ามาโดยตลอด” เหล่าไท่จวินถอนใจจับมือนางไว้พูดว่า “เ้าก็รู้นิสัยของท่านโหวที่จริงเขานิสัยไม่เลว ในหมู่สหายก็นับว่าสดใส เมื่อเยาว์วัยเฉลียวฉลาดขยันเรียน ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราเป็สกุลสูงศักดิ์ไม่อาจเข้าร่วมการสอบขุนนางความรู้ความสามารถของเขาจะสอบผ่านยังเหลือเฟือ”
หวนรำลึกยามนั้นจางซื่อต้องยอมรับว่าที่จริงไป๋หย่งชุนเมื่อเยาว์วัย ดูท่าทางเป็ผู้เป็คน ซื่อเหมือนแมวนอนหวดพวกเขาสามีภรรยาก็เคยมี่เวลาที่รักใคร่กลมเกลียวกันจริงๆ
เพียงแต่น่าเสียดายนั่นเป็การหวนรำลึกไปหมดแล้ว เพราะไม่นานหลังจากนั้นไป๋หย่งชุนก็ลงมือจัดการสาวใช้ประจำตัวของนางก่อน...
เหล่าไท่จวินพูดว่า“บุรุษนี้ ขอเพียงเป็คนที่มีความรู้ความสามารถผู้ใดไม่ใช่สามภรรยาสี่อนุล่ะ ท่านโหวไม่ได้รับอนุ เพียงเล่นสนุกเท่านั้นในใจเขาพึ่งพาเพียงเ้า ถ้าเขารับไว้ให้อยู่ที่นี่ทุกคนยามนี้เกรงว่าไม่ใช่เพียงลูกชายสามลูกสาวสองกระมัง?ดังนั้นจางซื่อ เ้าก็ต้องคิดได้ อย่างไรเสียอายุปูนนี้แล้วที่ให้ความสนใจไม่ควรเป็เขาอยู่ในห้องเ้าหรือไม่แต่เป็เขาเล่นพอแล้วกลับจวนหรือไม่ แม่อาบน้ำร้อนมาก่อนแม่เคยผ่านเื่พวกนี้มาแล้ว เ้าเป็คนใจกว้าง น่าจะเข้าใจ”
จางซื่อรู้ว่าเหล่าไท่จวินพูดความจริงแม้ในใจนางรู้สึกอึดอัดแต่จำเป็ต้องยอมรับว่านั่นก็คือความเป็จริงของตระกูลใหญ่โตส่วนใหญ่ในเมืองหลวงแม้น้อยใจแต่จนปัญญาจำเป็ต้องยอมรับชะตากรรม
เห็นนางผ่อนคลายขึ้นมากเหล่าไท่จวินถึงพูดว่า “ส่วนเื่ระหว่างพวกเรากับสกุลว่านวันหน้าเ้าอย่าได้พูดถึงอีก บัดนี้เื่นี้ต้องเก็บไว้มิฉะนั้นเ้าคิดว่าเมื่อเื่ราวเปิดเผย ไม่พูดถึงสองตระกูลถูกพัวพันจะส่งผลต่ออนาคตของคนผู้นั้นหรือไม่”
จางซื่อน้ำตาไหลทันที“ท่านแม่ เพราะข้ารู้เื่นี้ ถึงลำบากตนเองมาโดยตลอดข้า...ได้ ข้าไม่พูดเื่นี้ข้าปล่อยให้เน่าอยู่ในท้องก็คงไม่พูด แต่ข้าเกลียด!”
“เ้าเกลียด ข้ารู้ เพราะข้าก็เกลียดดังนั้นหลายปีมานี้เ้าทำกับจาวเกอเอ๋อร์เช่นนั้น แต่ไหนแต่ไรข้าไม่เอ่ยปากเอาแต่ลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง”
เ้าคิดจะยืมมือของข้าระบายอารมณ์ให้เ้าไม่ใช่หรือจางซื่อคิดเช่นนี้ในใจแต่ไม่กล้าแสดงออกไป เพียงก้มหน้าอย่างนุ่มนวล
“เ้าเป็เด็กรู้ความ เื่พวกนี้เ้าคิดได้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ส่วนฉีซื่อนั้นเป็เพียงคนไม่มีสมองขอเพียงจาวเกอเอ๋อร์ตาย มิใช่ว่าเหลือนางไว้ให้เ้ากลั่นแกล้ง? ่เวลาดีๆ รออยู่ข้างหน้า”ฮูหยินเฒ่าตบมือของจางซื่ออย่างรักใคร่เมตตา
จางซื่อชะงัก“ท่านแม่หมายความว่าให้ข้าอดทน?”
“ใช่ อดทน” ฮูหยินเฒ่ายิ้มพูด “ไม่อดทนแล้วจะปล่อยให้พวกเขาทำเื่ใหญ่โตได้อย่างไรพวกเขาไม่สะเพร่าชั่วขณะจนเผลอทำเื่ใใหญ่ เ้าจะลงโทษอย่างชอบธรรมอย่างไรล่ะจางซื่อ คิดเอาเองว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็เื่จริงหรือไม่”
จางซื่อออกจากห้องของฮูหยินเฒ่าและยังจมอยู่ในคำพูดประโยคสุดท้ายของนางแม้บทสนทนาในวันนี้ไม่น่าพอใจ แต่ทำให้ตนเองเรียนรู้จากแม่สามีได้มากอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย
ใช่แล้วเมื่อเทียบด้านการต่อสู้ด้วยเล่ห์กล นางด้อยกว่าเหล่าไท่จวินมากนักท่านโหวเป็ลูกชายคนเดียวของเหล่าไท่จวิน ลูกชายภรรยาเอกและอนุที่เหลือล้วนตายไปแทบไม่เหลือซากตั้งหลายปีแล้ว
• ••
เช้าตรู่แสงท้องฟ้าจางๆ ส่องเข้ามาจากนอกหน้าต่างที่ถูกติดด้วยกระดาษเกาลี่[1]เคลือบเครื่องเรือนในห้องด้วยรัศมีอ่อนๆ เมื่อผ่านม่านเตียงผ้าไหมโปร่งสีม่วงอ่อนรัศมีสีขาวอ่อนๆ ก็ถูกกรองด้วยสีม่วง ทอดลงบนร่างของฉีเมี่ยวที่หลับสนิทแลดูนางผมดำสยายดุจเมฆผิวขาวราวหิมะ ไป๋ซีอวิ๋นเห็นแล้วไม่อาจละสายตา
ไป๋ซีอวิ๋นหลับตื้นมาโดยตลอดหลับสนิทเล็กๆ น้อยๆ ตลอดทั้งวันรวมแล้วได้เพียงสองชั่วยามหมู่นี้เขานอนหลับดีขึ้นแต่ก็ตื่นเช้าขึ้น เดิมทีเขาอยากไปปลดทุกข์ ทว่าพอลืมตาก็เห็นฉีเมี่ยวนอนตะแคงข้างกายเช่นนี้เมื่อนางหลับสนิทดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาน่ารัก ทำให้ใจเขาอ่อนยวบอย่างอดไม่ได้แทบอยากเก็บนางไว้ข้างกายตลอดไป อีกทั้งนางนอนหลับสบาย เขาไม่อยากข้ามนางลงพื้นให้เป็การรบกวนนาง
เพียงเหม่อมองนางเช่นนี้ราวกับการสังหารนองเืที่ไม่อยากนึกย้อนพวกนั้นในความทรงจำอยู่ห่างไปแสนไกลเขาเพียงหวังว่านางจะเป็เด็กสาวผู้บริสุทธิ์ที่สุดเสมอรักษาจิตใจอันบริสุทธิ์อ่อนโยนได้ตลอดไป ไม่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันแห่งความแค้นนี่คือเื่ที่เขาจะพยายามทำให้ได้ในยามที่ยังมีชีวิตอยู่
มือใหญ่ลูบผมยาวของนางเบาๆสุดท้ายทอดลงบนไหล่งามอิ่มเอิบของนาง
ชุดนอนสีชมพูอ่อนของนางห้อยหลวมๆบนหัวไหล่ ด้านล่างเผยให้เห็นบั้นเอวสีชมพูลูกท้อข้างในขาหยกพาดอยู่บนขาของเขาอย่างไม่เกรงใจจากมุมมองของเขาเห็นเส้นโค้งราวกับเทือกเขาขึ้นลงอันน่าภูมิใจของนางได้อย่างชัดเจน
สตรีที่ดีงามเช่นนี้ถ้าได้แต่งให้คนร่างกายแข็งแรง แม้มีชีวิตธรรมดาก็มีความสุข
ไป๋ซีอวิ๋นถอนใจอย่างอธิบายไม่ถูก
“อาจาว” ฉีเมี่ยวค่อยๆ ตื่นขึ้นมา ขนตายาวกะพริบสายตาพร่ามัว “ท่านเป็อะไรไป ไม่สบายตัวหรือ”
“เปล่า” ไป๋ซีอวิ๋นโอบกอดนาง “นอนต่อเถอะ”
“อืม ยามใดแล้ว”
“เพิ่งพ้นยามเหม่า[2]”
ฉีเมี่ยวหนุนไหล่ของเขาได้กลิ่นหอมยาอ่อนๆ บนร่างเขาแล้วค่อยๆ ได้สติขึ้นมา
เมื่อได้สติก็สังเกตเห็นท่าทางของตนทันทีหนุนไหล่ของเขา กอดเอวของเขา ขาข้างหนึ่งยังพาดอยู่บนร่างเขาใช้เขาเป็หมอนมานอนโดยสิ้นเชิงที่สำคัญที่สุดคือขาอ่อนของนางเหมือนจะทับบางแห่งบนร่างเขาััได้ว่าเริ่มแข็งขึ้นมาบ้าง
ไม่ว่าอย่างไรท่านอนเช่นนี้สนิทสนมเกินไปแล้ว
ฉีเมี่ยวตัวสั่นตื่นเต็มตาถอยหลังอุตลุด ค้ำตัวขึ้นมาครึ่งหนึ่งมองเขา “ข้าเบียดจนท่านนอนไม่ได้ใช่หรือไม่ข้านอนดิ้น ชอบถีบผ้าห่ม เมื่อก่อนนอนกับพี่สาวคนโตหน้าหนาวยังแย่งผ้าห่ม ท่าน...ซื่อจื่อ ขอโทษด้วย” ก้มหน้าอย่างละอายใจ
ไป๋ซีอวิ๋นใช้ความพยายามอย่างมากถึงเบนสายตาออกจากท่อนบนที่เสื้อผ้าร่นขึ้นไปครึ่งหนึ่งของนางได้“ไม่เป็ไร ข้าหลับลึก” ค่อยๆลุกขึ้นนั่งเตรียมลงพื้น
เดิมทีฉีเมี่ยวจะขัดขวางแต่เมื่อคิดว่าเขาอาจไปปลดทุกข์ หรือนางยังจะต้องหยิบกระโถนมาถือให้เขาใช้? ยิ่งกว่านั้นยามนี้สภาพร่างกายของไป๋ซีอวิ๋นดีขึ้นหน่อยแล้วแม้การเดินด้วยตนเองจะเหนื่อยล้าอ่อนแรงอย่างที่สุดแต่ไม่ต้องนอนติดเตียงเหมือนเมื่อก่อนนั้นแล้ว
ไม่นานก็แว่วเสียงน้ำในห้องส้วมหลังฉากบังลม
ฉีเมี่ยวหน้าแดงลงพื้นเท้าเปล่าย่องไปหยิบปิ่นแหลมคมที่ตนเองซ่อนไว้ใต้กระถางดอกไม้แทงปลายนิ้วหยดเืลงในน้ำที่อุ่นไว้ตลอดบนโต๊ะจากนั้นใช้มือบีบนิ้วหยดเืลงในอ่างทองเหลืองบนชั้นวางอ่างล้างหน้า
ได้ยินไป๋ซีอวิ๋นคล้ายจะออกมาแล้วนางบิดผ้าเช็ดหน้าเปียกเดินไปหาเขาเสียเลย “อาจาว ล้างหน้า”
ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้วมองเท้างามขาวนวลของนางแม้แผลลวกบนนั้นหายดีแล้ว แต่แผลเป็ยังอยู่
“เหตุใดไม่สวมรองเท้า ไม่กลัวเป็หวัด”โอบกอดนางไปนั่งลงบนเตียงป๋าปู้จากนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าของฉีเมี่ยวจะเช็ดเท้าให้นาง
“อาจาว นั่นข้าให้ท่านเช็ดหน้า!” ฉีเมี่ยวร้อนใจนั่นคือสิ่งที่นาง้าใช้เพื่อเสริมความงามของเขา!นางทดสอบเป็พิเศษ เติมเืหนึ่งหยดลงในน้ำอาบ ผิวของนางก็เรียบเนียนขึ้นยามนี้นางยอมรับว่าแลกตั๋วอาหารไม่ได้ แน่นอนว่าอยากรักษาที่ต้นเหตุทั้งภายในและภายนอก
ไป๋ซีอวิ๋นพูด“เดี๋ยวให้สาวใช้ตักน้ำมา”
“ไม่ได้ เ้าต้องล้างยามนี้ เ้าล้างหน้าแล้วข้าค่อยเช็ดเท้าก็ได้” ฉีเมี่ยวแย่งผ้าเช็ดหน้ากลับมา กลัวฝ่าเท้าเหยียบผ้าปูเปื้อนคุกเข่าบนขอบเตียงกดเขานั่งลง เช็ดหน้าให้เขาเสียเลย
ผ้าเช็ดหน้าเปียกชื้นเลื่อนผ่านหน้าผากอิ่มเอิบสันจมูกสูงโด่ง สองแก้มซูบผอมของเขา เช็ดผ่านคางที่มีตอหนวดเพิ่งขึ้นของเขาจากนั้นเช็ดต้นคอของเขา
ฉีเมี่ยวเช็ดให้เขาอย่างละเอียดระหว่างนั้นก็ไปซักผ้าเช็ดหน้าอีกครั้ง แม้แต่สองมือของเขายังเช็ดฝ่ามือ หลังมือถึงขนาดทุกซอกนิ้วยังไม่ปล่อยผ่าน
นางมีสีหน้ามุ่งมั่นในใจคิดว่านี่คือน้ำเสริมความงาม ไม่อาจสิ้นเปลือง
แต่ในสายตาของไป๋ซีอวิ๋นความจริงจังของนางคือความห่วงใยและความอ่อนโยนอย่างที่สุดต่อเขาในใจหวั่นไหวจนไม่อาจเพิ่มได้อีกแล้ว
“เสร็จแล้ว!” ฉีเมี่ยวยิ้มแย้มเงยหน้าไม่นึกว่าจะสบตาเขา เบนสายตาออกอย่างตื่นตระหนกทันที ลงพื้นไปเช็ดเท้าก่อนจากนั้นเทน้ำอุ่นที่ผ่านการแปรรูปเมื่อครู่ถือมาให้ไป๋ซีอวิ๋นคิดว่าภายหลังถ้าเขาดื่มน้ำอื่นก่อนคงไม่หิวน้ำแล้วแผนบำรุงสุขภาพครั้งใหญ่ที่นางทำให้เขาย่อมไม่ได้ผล จึงพูดเสริมอย่างเอาแต่ใจ “ภายหลังตื่นเช้าดื่มน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว ต้องเป็น้ำที่ข้าถือมาให้เ้า”
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มแย้มดื่มน้ำหนึ่งแก้วจากนั้นมุมปากโค้งขึ้นถามว่า “ฮูหยินกำลังบอกสามีภายหลังจะตื่นมาพร้อมข้าทุกเช้าใช่หรือไม่”
ฉีเมี่ยวหน้าแดงเรื่อทันทีความสามารถในการเข้าใจของคนผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ตีความประโยคดีๆ กลายเป็ ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ ได้!
นางไม่กล้าอยู่ตามลำพังกับเขาแล้วเกรงว่าพูดไปพูดมาก็กลายเป็พลอดรัก จึงะโสั่งคนให้เข้ามาปรนนิบัติ
ที่จริงอ้ายเหลียนและคนอื่นๆอยู่ข้างนอกได้ยินเสียงเคลื่อนไหวตั้งนานแล้วรอให้เ้านายสั่งอยู่ ได้ยินเสียงเรียกจึงเข้ามาจัดเตรียมครบครัน
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากและกินอาหารเช้าเสร็จปิงเหลียนก็เข้ามารายงาน “เรียนซื่อจื่อ ฮูหยิน เมื่อครู่ข้างนอกส่งข่าว บอกว่าโหวฮูหยินจับสาวใช้ที่เล่นเล่ห์กลกับกาน้ำชานางนั้นได้แล้วอีกเดี๋ยวจะลงโทษโบยหนัก”
โทษโบย? ในความทรงจำ เดิมทีในจวนแม่ทัพฉีก็เคยมีบ่าวทำความผิดต้องโทษโบย
โทษนั้นไม่เป็อันตรายถึงชีวิตคิดว่าที่จริงคนที่แอบเล่นเล่ห์กลขณะยกน้ำชานั้นคงทำได้ตรงใจอานลู่โหวฮูหยินกระมัง?
ฉีเมี่ยวเองก็หมดคำพูดหลังจากตรวจรักษาสภาพชีพจรของไป๋ซีอวิ๋นพิจารณาปรับเปลี่ยนยาหลายชนิดในใบสั่งยากับท่านหมอหลี่ ก็ไปห้องครัวต้มยาด้วยตนเอง
ต้มยาก็มีวิชาความรู้นางย่อมเข้าใจเื่นี้อย่างถ่องแท้
ท่านหมอหลี่วิชาแพทย์ไม่ธรรมดาเห็นฉีเมี่ยวไม่เพียงแต่ฉลาดซ้ำยังขยันเรียน อีกทั้งราวกับอ่านตำราวิชาแพทย์เช่นเชียนจินเย่าฟาง[3]เปิ๋นเฉ่ากังมู่[4]จนถี่ถ้วน ยิ่งคิดว่ามีคนให้หารือวิชาแพทย์สบายใจยิ่งนักจึงไปห้องครัวพูดคุยกับนาง
ไม่นานกลับมีสาวใช้มาหน้าประตูเรือนชิ่นหยวนแจ้งข่าว“เหล่าไท่จวินเชิญซื่อจื่อกับฮูหยินไปเรือนจิ่นซิ่วคำนับเย็น”
[1] เกาลี่ คือชื่อเรียกประเทศเกาหลีในสมัยโบราณ
[2] ยามเหม่า ่เวลาระหว่าง 05.00 – 07.00 นาฬิกา
[3] เชียนจินเย่าฟาง ตำรายาสมัยราชวงศ์ถังประพันธ์โดยซุนซือเหมี่ยว
[4] เปิ๋นเฉ่ากังมู่ ตำรายาสมัยราชวงศ์ิประพันธ์โดยหลี่สือเจิน