ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 57

    พริบตาที่ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งพุ่งพรวดขึ้นมาถึงชั้นเจ็ด บรรยากาศอันรื่นรมย์ที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของอาหารพลันถูกทำลายด้วยกลิ่นแป้งหอมฉุนกึก ชายผู้นั้นมีรูปร่าง อ้วนท้วม จนพุงพลุ้ยแทบจะปริออกมาจากสายคาดเอวผ้าไหมสีทอง ใบหน้ากลมเกลี้ยงมันแวบประหนึ่งเคลือบด้วยน้ำมันหมู แววตาเรียวเล็กฉายแววโอหังจองหองขณะที่เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนแพรลายดอกโบตั๋นขึ้นมาปิดจมูกพลางทำท่าพะอืดพะอม 

    ​เขาหยุดกึกอยู่กลางห้องโถงที่ปูด้วยพรมทอมือจากแดนประจิม ลวดลายวิจิตรบนพรมดูหมองไปถนัดตาเมื่อเผชิญกับชุดผ้าไหมสีม่วงฉูดฉาดของเขา กัวเหวินหันไปแผดเสียงตะคอกใส่ผู้จัดการร้านที่ตัวสั่นเทาประหนึ่งใบไม้ต้องลม
    ​"น่าเวทนานัก! ภัตตาคารหมื่นเมฆาตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวรึ? ถึงขนาดปล่อยให้ 'ยาจก' ขึ้นมานั่งดมกลิ่นอาหารชั้นสูงบนชั้นเจ็ดนี่ได้!" เขาแผดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจนเหนียงใต้คอสั่นพะเยิบพะยาบ พลางสะบัดพัดในมือชี้ไปทางลู่ชิงที่กำลังมีคราบมันจากหนังเป็ดติดอยู่ที่มุมปาก 

    "พวกเจ้าไม่รู้รึว่าข้าคือใคร? ข้าคือ กัวเหวิน ว่าที่จอหงวนที่เก่งกาจที่สุด! อีกไม่นานชื่อเสียงของข้าจะค้ำฟ้าจนพวกเจ้าต้องหมอบกราบขอให้ข้าเหยียบย่างเข้ามา แต่วันนี้ข้ากลับต้องมาใช้ห้องอาหารร่วมกับไอ้พวกชั้นต่ำที่ใส่เสื้อผ้าปะชุนด้วยเข็มด้ายโง่ๆ นี่งั้นรึ!" 

    ​ขณะเดียวกัน เสียงซุบซิบจากโต๊ะห่างๆ ที่แอบมองอยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ​"นั่นไง... คุณชายรองตระกูลกัว ร่างกายเจ้าเนื้อนั่นจำง่ายนัก กิตติศัพท์ความกร่างไม่เป็นสองรองใครจริงๆ" คหบดีผู้หนึ่งกระซิบพลางเบือนหน้าหนี 

    "ข้าได้ข่าวว่าตระกูลกัวเพิ่งจะยัดเงินให้เส้นสายในกรมพิธีการ เลยมั่นใจนักหนาว่าลูกชายคนนี้จะได้เป็นจอหงวนแน่ๆ" สหายอีกคนตอบพลางส่ายหน้า 

    "ดูสิ พาคนคุ้มกันระดับยอดปราณอาวุธมาด้วยถึงสองคน ใครจะไปกล้าขัดใจล่ะ ตระกูลกัวแม้ไม่เทียบเท่าห้ามหาตระกูลใหญ่ แต่สำหรับคนธรรมดาหรือบัณฑิตไร้เส้นสาย นั่นคือพญายมในคราบก้อนเนื้อชัดๆ" 

    ​เมื่อข่มขู่พนักงานจนพอใจแล้ว กัวเหวินก็บิดกายอ้วนๆ ของเขาหันมาทางลู่ชิง เขาสะบัดพัดจ่อหน้าบัณฑิตหนุ่มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูสูงส่ง 

    ​"เจ้ายาจก ข้าจะให้โอกาสเจ้าไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ วิวเมืองชั้นบนสุดที่สวยงามเช่นนี้มีไว้สำหรับผู้มีวาสนาและสติปัญญาเช่นข้าเท่านั้น การที่เจ้าได้สละที่นั่งให้ข้านับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตบัดซบของเจ้าแล้ว! อย่าให้ข้าต้องเสียแรงสั่งคนมา 'กลิ้ง' เจ้าลงไปข้างล่างเลย!" 

    ​กัวเหวินผู้หยิ่งผยองมัวแต่ลำพองในอำนาจจนไม่ได้สังเกตเลยว่า ชายหนุ่มที่นั่งข้างลู่ชิงนั้นมีรัศมีที่เยือกเย็นเพียงใด กัวเหวินพยักหน้าให้คนคุ้มกันชุดดำขนาดยักษ์สองคนที่ยืนเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่ด้านหลัง 

    ​วูบบบ! 

    ​ทันใดนั้น คนคุ้มกันทั้งสองก็ย่างสามขุมเข้ามา พร้อมกับ ระเบิดพลังปราณระดับยอดปราณอาวุธ ออกมาอย่างเต็มสูบ กระแสคลื่นพลังสีครามจางๆ แผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบบริเวณร้อนระอุ ผ้าม่านหน้าต่างสะบัดพริ้วอย่างรุนแรงจนโคมไฟระย้าสั่นกึกกัก 

    ​หนึ่งในผู้คุ้มกันที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตา แสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดขณะจ้องมองลู่ชิงและฉินอวี้ด้วยสายตาประดุจมองมดปลวก 

    "เหอะ! ไม่ได้ยินที่คุณชายกัวสั่งหรือไง? พวกแกน่ะมันขยะรกหูรกตา คนหนึ่งก็ยาจกเสื้อผ้าซอมซ่อ อีกคนก็คุณชายหน้าหยกที่ไร้รอยพลังปราณ... สถานที่หรูหราแบบนี้พวกแกเดินผ่านหน้าประตูยังถือว่าเป็นบุญหัวแล้ว!" 

    ​ผู้คุ้มกันอีกคนสำทับด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นไม่แพ้กัน 

    "ไสหัวไปซะก่อนที่ข้าจะใช้เท้าส่งพวกแกตกบันไดไป! อย่าให้ต้องถึงขั้นเสียเหงื่อกับพวกสวะไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างพวกแกเลย มันจะทำให้มือข้าเปรอะเปื้อนกลิ่นความจนเสียเปล่าๆ!" 

    ​ลู่ชิงค่อยๆ วางตะเกียบลงช้าๆ พลางมองเป็ดอบที่เริ่มเย็นชืดเพราะลมปราณที่แผ่ออกมาอย่างไร้มารยาท เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหันไปถามฉินอวี้เบาๆ 

    "น้องฉิน... ข้าเพิ่งรู้นะว่านอกจากเจ้านายจะพุงโตแล้ว สุนัขรับใช้ยังเห่าเก่งขนาดนี้ด้วย ท่านว่าถ้าข้าเอากระดูกเป็ดนี่อุดปากพวกเขา ข้าจะโดนข้อหาทารุณสัตว์ไหม?" 

    ​ฉินอวี้ที่บัดนี้ดวงตาเริ่มฉายแววเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งขั้วโลก เขาค่อยๆ หมุนตัวกลับมามองกัวเหวินและสุนัขรับใช้ทั้งสองช้าๆ ใบหน้าคมคายฉายแววเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด... 

    ในจังหวะที่บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดจนคนรอบข้างแทบหยุดหายใจ ฉินอวี้ที่นั่งนิ่งมานานเริ่มแผ่ไอเย็นเยียบออกมาจากปลายนิ้ว มือของเขาขยับเตรียมจะสะบัดแขนเสื้อซัดไอ้พวกปากพล่อยให้กระเด็นตกตึกไปเสียให้พ้นสายตา ทว่าในวินาทีนั้นเอง ลู่ชิงกลับยื่นมือที่ยังเปื้อนคราบมันจากการจับเป็ดไปแตะแขนของฉินอวี้ไว้เบาๆ 

    "ช้าก่อนน้องฉิน... อย่าเพิ่งใจร้อน ของอร่อยเราเพิ่งมาเสิร์ฟ ถ้าลงไม้ลงมือตอนนี้ฝุ่นจะตลบลงชามซุปปลาข้าเสียเปล่าๆ" ลู่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่นผิดกับสถานการณ์ ก่อนจะหันไปยิ้มกว้างให้กัวเหวินที่ยืนพุงกระเพื่อมอยู่เบื้องหน้า 

    "คุณชายพุง... เอ๊ย คุณชายกัวผู้สูงส่ง" ลู่ชิงเริ่มเปิดฉากพลางกวาดสายตามองกัวเหวินตั้งแต่หัวจดเท้า "เมื่อกี้ท่านบอกว่าท่านเป็นว่าที่จอหงวนผู้เก่งกาจที่สุดงั้นรึ? โอ้โฮ... ข้าขอนับถือจริงๆ ดูจากสง่าราศีของท่านแล้ว ข้าว่าท่านไม่น่าจะเป็นจอหงวนฝ่ายบุ๋นหรอก ท่าทางของท่านเหมาะจะเป็น 'จอหงวนฝ่ายเสบียง' มากกว่านะ ดูสิ... ท่านช่างมีความสามารถในการกักเก็บเสบียงไว้ที่พุงได้มากมายมหาศาลขนาดนี้ ตระกูลกัวคงต้องมั่งคั่งมากแน่ๆ ถึงเลี้ยงท่านให้กลมเกลี้ยงจนแทบจะกลิ้งแทนการเดินได้เช่นนี้!" 

    กัวเหวินที่ตอนแรกนึกว่าลู่ชิงจะคุกเข่าอ้อนวอน ถึงกับหน้าตึงขึ้นมาทันที 

    "เจ้า... เจ้ายาจกปากกล้า! เจ้ากล้าล้อเลียนรูปร่างของข้าที่เป็นถึงปราชญ์ผู้ทรงความรู้รึ!" 

    "เปล่าเลยคุณชายกัว ข้าไม่ได้ล้อเลียน ข้าแค่สงสัย..." ลู่ชิงทำหน้าใสซื่อพลางแกล้งทำท่าทางครุ่นคิด 

    "ท่านบอกว่าที่นี่มีไว้สำหรับผู้มีสติปัญญา แต่ดูท่าทางท่านจะเข้าข่าย 'ความรู้ท่วมหัวแต่พุงบังมิด' เสียมากกว่า ขนาดแค่จะแยกแยะว่าใครควรหาเรื่องใครไม่ควรหาเรื่อง ท่านยังแยกไม่ออกเลย หรือว่าไขมันมันขึ้นไปอุดตันเส้นประสาทส่วนการรับรู้ความปลอดภัยของท่านเสียแล้ว?" 

    "หน็อย! ไอ้บัณฑิตถังแตก!" ผู้คุ้มกันที่มีรอยแผลเป็นตะคอกลั่น 

    "แกกล้าด่าคุณชายกัวว่าโง่งั้นรึ!" 

    "ข้ายังไม่ได้พูดคำว่าโง่สักคำนะพี่ชายแผลเป็น" ลู่ชิงยักไหล่ 

    "ข้าแค่กำลังชมว่าคุณชายของท่านมี 'พื้นที่ส่วนตัว' เยอะกว่าคนอื่นก็เท่านั้นเอง... อ้อ แล้วที่บอกว่ากลิ่นความจนมันเหม็นน่ะ ข้าว่าท่านเข้าใจผิดแล้วล่ะ กลิ่นที่ท่านได้ยินน่ะมันไม่ใช่กลิ่นความจนหรอก แต่มันคือกลิ่น 'ความอิจฉา' ที่มันโชยออกมาจากใจท่านมากกว่า ที่เห็นพวกข้านั่งกินของอร่อยในที่ที่ท่านอยากนั่งแต่ไม่มีปัญญาจองน่ะสิ!" 

    กัวเหวินหน้าแดงก่ำเป็นสีลูกตำลึงสุก เหนียงใต้คอสั่นระริกด้วยความโกรธ 

    "จองงั้นรึ! ข้ามีเงินทองมหาศาล ข้าจะซื้อที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้!" 

    "มีเงินแต่ไม่มีรสนิยมเขาก็เรียก 'เศรษฐีใหม่ที่น่าขำ' นะคุณชายกัว" ลู่ชิงรุกฆาตต่อด้วยรอยยิ้มกวนประสาท 

    "ท่านดูชุดม่วงแวววาวของท่านสิ ข้ามองเห็นมาตั้งแต่อยู่ปากซอยนึกว่ามีตัวแมลงทับยักษ์บินเข้ามาในร้านเสียอีก แถมยังเอาผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกทำท่าพะอืดพะอม... ถ้าท่านเหม็นนักก็กลับไปดมกลิ่นเท้าตัวเองที่บ้านเถอะ วิวสวยๆ บนชั้นเจ็ดนี้มันเหมาะสำหรับคนที่มี 'สายตาแหลมคม' ไม่ใช่คนที่มี 'สายตาที่มองเห็นแต่พุงตัวเอง' อย่างท่าน!" 

    "เจ้า... เจ้า... อะ... ไอ้..." กัวเหวินชี้หน้าลู่ชิง มือสั่นเทาจนพัดหลุดมือ ใบหน้าที่เคยขาวมันวาวบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำประหนึ่งคนกำลังจะขาดใจตาย 

    "ใจเย็นๆ คุณชายกัว อย่าเพิ่งรีบตายตรงนี้ ข้าไม่อยากให้วิญญาณท่านมาสิงสถิตอยู่ในชามเป็ดของข้า มันจะทำให้อาหารเสียมงคล" ลู่ชิงพูดพลางคีบหนังเป็ดเข้าปากเคี้ยวโชว์หน้าตาเฉย 

    "ถ้าท่านยังอยากจะเป็นจอหงวน ข้าแนะนำให้ท่านกลับไปฝึก 'คัมภีร์สงบปาก' มากกว่า 'คัมภีร์ด่าคน' นะ เพราะดูทรงแล้ว... ข้าว่าท่านยังสอบไม่ผ่านวิชา 'มารยาทเบื้องต้น' เลยด้วยซ้ำ!" 

    กัวเหวินถึงกับเซถอยหลังไปพิงผู้คุ้มกัน ลมหายใจหอบถี่จนพุงกระเพื่อมอย่างรุนแรง เขาไม่เคยถูกใครด่าด้วยถ้อยคำถากถางที่แสบสันปนตลกขบขันเช่นนี้มาก่อนในชีวิต สติที่เคยภาคภูมิใจในฐานะปราชญ์พังทลายลงในพริบตา 

    "จัดการมัน! ฆ่ามันเดี๋ยวนี้! ข้าไม่อยากเห็นหน้ามันอีกแล้ว!" กัวเหวินกรีดร้องเสียงหลงด้วยความอับอายจนถึงที่สุด 

    ฉินอวี้ที่นั่งฟังอยู่ถึงกับต้องกลั้นขำจนไหล่สั่น เขาหันมามองลู่ชิงด้วยสายตาทึ่งๆ 

    "พี่ลู่... ข้าเพิ่งรู้นะว่ากระบี่ลิ้นของท่าน ร้ายกาจยิ่งกว่ากระบี่สังหารเซียนเสียอีก!" 

    หนิงเซียนที่แอบดูอยู่บนขื่อถึงกับขำกลิ้งจนเกือบตกลงมา 

    ในจังหวะที่คุณชายพุงพลุ้ยแผดเสียงสั่งการประหนึ่งแม่ทัพสั่งบุก คนคุ้มกันร่างยักษ์ทั้งสองก็คำรามลั่นจนไขมันที่ลำคอสั่นกระเพื่อม พวกมันระเบิดพลังปราณระดับยอดปราณอาวุธจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวด้วยคลื่นความร้อน พื้นไม้กระดานราคาแพงใต้เท้าพวกมันลั่นเกรียวกราวราวกับจะแตกสลายพินาศไปในพริบตา พวกมันพุ่งทะยานเข้าหาลู่ชิงประหนึ่งพยัคฆ์ร้ายที่หมายจะขย้ำเหยื่อให้จมเขี้ยวพุงเข้าใส่โต๊ะอาหารด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าสายตามนุษย์จะมองทัน 

    ทว่า... ลู่ชิงกลับไม่ได้ปรายตามองแม้แต่น้อย เขายังคงประคองตะเกียบสีเงินในมือไว้อย่างมั่นคง แววตาจดจ่ออยู่กับ "ซุปปลาเกล็ดหิมะ" ที่กำลังกระเพื่อมไหวเพราะแรงกดดันปราณ 

    "เฮ้อ... พวกพี่ชายเนี่ยนะ จะขยับตัวแรงๆ ให้ฝุ่นมันลงชามซุปข้าทำไมกัน"
    ลู่ชิงพึมพำเบาๆ พร้อมกับขยับข้อมือวาดตะเกียบในอากาศเพียงสามสี่ครั้ง ท่าทางนั้นดูราวกับบัณฑิตที่กำลังตวัดพู่กันเขียนบทกวีชมจันทร์ ทว่าในมิติลี้ลับที่มองไม่เห็น พลังจาก "วิถีวกวนนิรันดร์" ฉบับย่อส่วนกลับแผ่ซ่านออกมาครอบคลุมพื้นที่รัศมีห้าวาในพริบตา บิดเบือนกฎเกณฑ์แห่งทิศทางจนสิ้นสรรพ 

    โครมมมม! 

    เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวทำเอาผู้จัดการร้านสะดุ้งสุดตัว ทว่าภาพที่ปรากฏกลับไม่ใช่ภาพลู่ชิงถูกอัดกระเด็น แต่กลายเป็นผู้คุ้มกันร่างยักษ์ทั้งสองที่แทนที่จะพุ่งเข้าหาโต๊ะ กลับวิ่งเข้าประสานงากันเองอย่างจังกลางอากาศ! หัวล้านๆ ของทั้งคู่โขกกันจนเกิดเสียงประหนึ่งหินยักษ์ถล่ม ทั้งคู่ร่วงลงไปกองกับพื้นในท่าทางที่บิดเบี้ยวพิสดาร 

    "เฮ้ย! แกวิ่งมาชนข้าทำไมวะ! ไอ้ตาถั่ว!" ผู้คุ้มกันที่มีรอยแผลเป็นสบถลั่น พยายามจะยันตัวลุกขึ้นเพื่อจะจู่โจมต่อ ทว่าทันทีที่เขาสั่งการให้สมองสั่งขาให้ยืนขึ้น ร่างกายกลับตอบสนองด้วยการ "ม้วนหน้า" ลงไปนอนแผ่หลาแถมยังขาชี้ฟ้าอย่างน่าอเนจอนาถ 

    ผู้คุ้มกันอีกคนยิ่งอาการหนักกว่า เขาพยายามจะชกหมัดใส่ลู่ชิง แต่กำปั้นกลับพุ่งเข้าใส่รูจมูกตัวเองอย่างจังจนเลือดกำเดาทะลัก ประสาทสัมผัสของพวกมันถูกบิดเบือนจนพินาศสิ้น จะก้าวหน้ากลับถอยหลัง จะลุกกลับกลายเป็นหมอบ พวกมันดิ้นพล่านอยู่บนพื้นประหนึ่งปลาขาดน้ำที่พยายามจะเต้นระบำผิงกั่วอย่างไร้สติ 

    "พวกแกทำบ้าอะไรกัน! ฆ่ามันสิ! จะลงไปนอนเกลือกกลิ้งแสดงละครลิงให้ข้าดูทำไม!" กัวเหวินตะโกนด่าจนหน้าดำหน้าแดง เหนียงใต้คอสั่นพะเยิบพะยาบ เขาเห็นเพียงผู้คุ้มกันฝีมือดีของตนพุ่งไปประสานงากันเองแล้วลงไปนอนดิ้นแด่วๆ ราวกับโดนผีเข้าสิง 

    ฉินอวี้ที่นั่งดูอยู่ข้างๆ ถึงกับลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แผ่นหลังของเขารู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที ภาพความหลังครั้งที่เขาเคยเผชิญกับค่ายกลนี้ในป่าชิงหมิงจนขาอ่อนพับไปสามวันสามคืนแล่นเข้าสู่สมอง เขามองดูตะเกียบในมือลู่ชิงด้วยสายตาที่สยดสยองเล็กๆ 

    'พี่ลู่... ท่านใช้ค่ายกลมรณะระดับนั้น เพียงเพื่อจะประคองไม่ให้คราบน้ำมันซุปปลากระเด็นใส่ชุดท่านเนี่ยนะ? ช่างเป็นความเมตตาที่น่าสยดสยองจริงๆ' 

    "นั่นไง... ข้าบอกแล้วว่าอย่ารีบกินแรงเกินไป" ลู่ชิงหันไปส่งยิ้มกวนประสาทให้กัวเหวินที่บัดนี้หน้าซีดสลับเขียวประหนึ่งกิ้งก่าเปลี่ยนสี 

    "คุณชายกัว ดูท่าผู้คุ้มกันของท่านจะมีความลับนะเนี่ย เห็นท่าทางขึงขังแต่พอมาเจอข้ากลับอยากจะ 'กราบเบญจางคประดิษฐ์' ให้ข้าซะอย่างนั้น หรือว่าพุงของท่านแผ่รังสีแห่งความง่วงออกมาจนพวกเขาล้มพับไปเอง?"
    กัวเหวินตัวสั่นเทิ้มจนไขมันสั่นเป็นคลื่น เขาถอยกรูดไปจนพุงติดผนัง แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว 

    "เจ้า... เจ้าใช้มนต์ดำอะไร! ทำไมคนของข้าถึงกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปหมดแบบนี้!"
    "ปัญญาอ่อนรึ? เปล่าเลย พวกเขาแค่กำลังค้นหา 'ทิศทางที่ถูกต้องของชีวิต' อยู่เท่านั้นเอง" ลู่ชิงหัวเราะคิกคักพลางคีบลูกชิ้นปลาส่งเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ 

    "ว่าแต่คุณชายกัว ท่านยังอยากจะให้ข้า 'ไสหัว' ออกไปอยู่ไหม? หรือท่านจะเลือก 'กลิ้ง' ลงไปเป็นเพื่อนผู้คุ้มกันของท่านเองดีล่ะ? ข้าว่าบันไดร้านนี้กว้างพอให้ท่านกลิ้งลงไปได้โดยไม่ต้องใช้เท้าเดินเลยนะ!" 

    หนิงเซียนที่แอบดูอยู่บนขื่อถึงกับขำจนปีกสั่น 

    ในขณะที่กัวเหวินกำลังยืนสั่นสะท้านจนพุงพุ้ยนั้นกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น เสียงย่ำฝ่าเท้าที่หนักแน่นและมั่นคงก็ดังสะท้อนมาจากบันไดวนไม้แกะสลัก จังหวะการก้าวเดินนั้นช่างดูจองหองและเต็มไปด้วยอำนาจ จนแม้แต่พนักงานที่ยืนอยู่แถวนั้นยังต้องรีบก้มหน้าหลบสายตา 

    "ข้าใช้ให้เจ้าขึ้นมาเตรียมโต๊ะมื้อพิเศษให้ข้า... ไยถึงชักช้าและปล่อยให้สุนัขตัวเมียที่ไหนมาเห่าหอนโวยวายเช่นนี้ กัวเหวิน!" 

    ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดอาภรณ์หรูหราค่อยๆ ปรากฏกายขึ้นสู่ชั้นเจ็ด เขาอยู่ในชุดผ้าไหมสีเขียวมรกตเข้มที่ปักลวดลายดิ้นเงินเป็นรูปพยัคฆ์ทะยานเมฆาอย่างประณีต ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งดุจพญางามที่มองไม่เห็นหัวผู้ใด ใบหน้าของเขาคมเข้มสลักเกลามาอย่างดี ผิวพรรณขาวละเอียดราวกับหยกมันแพะที่ถูกขัดเกลาด้วยสมบัติล้ำค่านับไม่ถ้วน เบื้องหลังของเขามีกลุ่มสตรีโฉมงามในชุดผ้าโปร่งบางที่ดูเย้ายวนใจ และบุรุษหนุ่มหน้าตาดีในชุดหรูหราที่พากันเดินเกาะเกี่ยวโอนเอน กลิ่นเหล้าหมักชั้นดีและกลิ่นแป้งหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ 

    ชายผู้นี้คือ เสิ่นจื่อเจี้ยน บุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลเสิ่น ตระกูลมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของแคว้นผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าทั้งหมด ตั้งแต่อาวุธวิเศษที่พลิกสมรภูมิไปจนถึงยารักษาโรคที่ล้ำค่า สำหรับเขาแล้ว "เงิน" คือพระเจ้า และพระเจ้าก็คือตระกูลเสิ่น 

    กัวเหวินที่บัดนี้ขวัญกระเจิงจนเหนียงสั่น หันไปมองเสิ่นจื่อเจี้ยนด้วยดวงตาที่เป็นประกายประหนึ่งเห็นพระโพธิสัตว์มาโปรด 

    "ค... คุณชายเสิ่น! ท่านมาพอดีขอรับ! คนพวกนี้... มัน... มันบังอาจนัก! พวกมันตั้งใจขวางทางท่าน และยังใช้เล่ห์กลสกปรกทำร้ายคนคุ้มกันของข้าจนพิกลพิการไปหมดแล้ว!" 

    กัวเหวินชี้นิ้วที่สั่นเทิ้มไปทางโต๊ะของลู่ชิง ซึ่งบัดนี้ลู่ชิงกำลังถอนหายใจยาวพลางใช้ตะเกียบเขี่ยลูกชิ้นปลาลูกสุดท้ายที่เหลืออยู่อย่างน่าเวทนา ราวกับว่าการปรากฏตัวของนายน้อยตระกูลมหาเศรษฐีนั้นเป็นเพียงฝุ่นละอองที่ลอยผ่านหน้าไปเฉยๆ 

    เสิ่นจื่อเจี้ยนกวาดสายตามองคนคุ้มกันที่นอน "ท่าสะพานโค้ง" และ "ท่ากบจำศีล" อยู่บนพื้นด้วยความสมเพช แววตาของเขาฉายแววโกรธจัดที่ถูกขัดจังหวะความสำราญ ทว่าทันทีที่สายตาของเขาเลื่อนไปสบเข้ากับชายหนุ่มที่นั่งสงบนิ่งอยู่ข้างบัณฑิตชุดปะชุน รอยยิ้มหยันที่มุมปากพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่เยือกเย็นและเจ้าเล่ห์ในทันที 

    "อ้อ... ข้าก็นึกว่าคนจรจัดที่ไหนแอบขโมยบัตรเชิญขึ้นมาหาเศษอาหารกิน ที่แท้ก็เป็นคุณชายเล็กแห่งจวนแม่ทัพนี่เอง" เสิ่นจื่อเจี้ยนก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะ แววตาสีเข้มฉายประกายท้าทายอย่างไม่ปิดบัง 

    "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ... ฉินอวี้ ดูท่ารสนิยมของเจ้าจะ 'ตกต่ำ' ลงไปยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีกนะ ถึงได้มานั่งกินข้าวคลุกฝุ่นกับเศษสวะข้างถนนที่ใส่เสื้อปะชุนจนมองไม่เห็นเนื้อผ้าเช่นนี้ หรือว่าตระกูลฉินถังแตกจนต้องมาคบหากับขอทานเป็นสหายแก้เหงาแล้วรึ?" 

    คำพูดนั้นราบเรียบทว่าปักลึกประหนึ่งเข็มพิษ บรรยากาศรอบโต๊ะพลันหนาวเหน็บลงในพริบตา ทั้งสองจ้องหน้ากันราวกับมีประกายสายฟ้าฟาดฟันกันในมิติที่มองไม่เห็น กลิ่นอายความแค้นเก่าก่อนโชยออกมาอย่างรุนแรงจนคนรอบข้างสัมผัสได้ 

    ลู่ชิงที่เพิ่งกลืนซุปคำสุดท้ายลงคอไป หันมามองเสิ่นจื่อเจี้ยนพลางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันไปกระซิบกับฉินอวี้ด้วยเสียงที่ตั้งใจให้ได้ยินกันทั้งห้อง 

    "น้องฉิน... เพื่อนเก่าท่านรึ? ดูท่าทางเขาจะรวยมากนะ ชุดที่ใส่เนี่ย... ถ้าข้าแกะดิ้นเงินที่ปักเป็นรูปแมว... เอ๊ย รูปพยัคฆ์ไปขาย คงได้ค่าเหล้าไปทั้งปีแน่ๆ เลย แต่เอ... ทำไมหน้าเขาดูเหมือนคนถ่ายไม่ออกมาหลายวันแบบนั้นล่ะ หรือว่ารวยจัดจนลืมกินผัก?" 

    ฉินอวี้ไม่ตอบคำถามลู่ชิง แต่กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาจ้องเขม็งไปที่เสิ่นจื่อเจี้ยนด้วยสายตาเยือกเย็น 

    "เสิ่นจื่อเจี้ยน... ปากของเจ้านี่มันยังเหม็นกลิ่นเงินสกปรกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ ถ้าไม่อยากให้งานเลี้ยงฉลองของเจ้ากลายเป็นงานศพที่ตระกูลเสิ่นต้องจ่ายค่าโลงแพงๆ ก็ไสหัวพาสุนัขพุงพลุ้ยของเจ้าออกไปซะ!"
     

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน