ทันทีที่ลุงอวี๋พูดจบ เราสองคนก็เริ่มวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้า ขณะนั้นเสียง “อือๆ”ของหญิงชราก็ดังไล่หลังมา แต่เธอหยุดอยู่ที่หน้าประตูทางออก ไม่ได้ตามขึ้นมา
ก่อนขึ้นไป ผมหันกลับไปมองด้านล่าง เห็นหญิงชราจ้องมาที่ผมด้วยสายตาอาฆาตเธอยืนอยู่หน้าประตูโดยไม่ขยับ ดูเหมือนว่าเธอจะออกจากบ้านไม่ได้
เมื่อเราขึ้นมาถึงดาดฟ้า ผมมองไปรอบๆ ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่างดาดฟ้าถูกชาวบ้านแถวนี้ดัดแปลงให้เป็สวนผัก มีการปลูกผักใบเขียวบางชนิดและใช้ไม้ไผ่ปักเป็ค้างผัก
ด้านข้างมีเพิงกันแดดเล็กๆ วางของกระจุกกระจิก เช่น กระดาษลัง ขวดพลาสติกและข้าวของอื่นๆ ที่ดูไร้ค่า
แต่นอกเหนือจากสิ่งเ่าั้ บนดาดฟ้ากลับไม่มีอะไรอีกเลยแม้แต่จุดหลบซ่อนก็ไม่มี
ผมกับลุงอวี๋มาถึงทางตันแล้ว
ตรงทางขึ้นดาดฟ้า กลิ่นเหม็นคาวปลายังคงโชยขึ้นมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับหมอกสีดำที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลอยพุ่งขึ้นมาอย่างชัดเจน
จางเฉียง ผีจมน้ำ กำลังขึ้นมาถึงที่นี่แล้ว
ผมหันไปพูดกับลุงอวี๋ด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ลุงอวี๋ ไม่มีทางหนีแล้วผมจะไปสู้กับมันเอง ลุงรีบหาโอกาสหนีไปเถอะ”
ในเมื่อหนีไม่ได้ ผมก็ไม่อยากให้ลุงอวี๋ต้องมาเดือดร้อนเพราะผม...
แต่ลุงอวี๋ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “เราไม่อาจพลาดในขั้นสุดท้ายนี้ได้เดี๋ยวฟ้าก็จะสว่างแล้ว เราจุดไฟสักกองก่อน เผื่อถ่วงเวลาได้อีกสักหน่อย”
พูดจบ ลุงอวี๋ก็วิ่งไปที่เพิงกันแดดซึ่งวางของจุกจิกเอาไว้มีทั้งกระดาษลังและขวดพลาสติกวางรวมกันอยู่
ลุงอวี๋หยิบไฟแช็กออกมาแล้วจุดไฟที่กระดาษลัง “แช็กๆๆ”
ผมช่วยเขาอีกแรงด้วยการถอดไม้ไผ่ที่ทำเป็ค้างผักออกมาใช้เป็เชื้อเพลิง
ไม่นานนักกองไฟก็ก่อตัวขึ้น เปลวไฟส่งเสียง “ฟึบ” ผมกับลุงอวี๋ถือขวดพลาสติกที่กำลังลุกไหม้มือเราสองข้างเปื้อนเขม่าดำ
ตรงหน้าของเราคือกองไฟที่ลุกโชน ส่องแสงจนร่างกายเราสองคนแดงเรื่อแต่กลิ่นเหม็นคาวปลาก็ยังยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ลุงอวี๋พูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองกองไฟ “รอให้ฟ้าสางก่อน เราก็จะปลอดภัยไอ้เวรนั่นมันเป็ผีจมน้ำ น้ำกับไฟไม่ถูกกัน ไฟกองนี้ต้องไม่ดับนี่คือความหวังสุดท้ายของเรา”
ลุงอวี๋เตือนผมด้วยเสียงหนักแน่น ผมพยักหน้าแล้วหยิบไม้ไผ่ใส่ลงไปในกองไฟเพิ่มอีกสองสามท่อน
ทันใดนั้น ลมเย็นะเืก็พัดมากลิ่นคาวปลาที่เหม็นจนชวนอาเจียนโชยตามมาด้วย
ไม่นานเราสองคนก็เห็นร่างเปียกโชกของใครบางคนเดินออกมาจากประตูดาดฟ้า
ไม่ใช่ใครอื่นเลย มันคือจางเฉียง ผีจมน้ำ ที่ตามหลอกหลอนผมมาตลอดทั้งคืน
เขาเพิ่งก้าวขึ้นมาบนดาดฟ้า แต่กลับหยุดยืนอยู่ตรงนั้นจ้องมาที่เราด้วยสายตาว่างเปล่า
ใบหน้าของเขากลับมาบวมฉุเหมือนตอนที่ผมเห็นเขาครั้งแรกในคืนนี้สองตาไร้ชีวิตและไร้ความรู้สึกจ้องตรงมาที่ผม
ผมกับลุงอวี๋ต่างรู้สึกตึงเครียด แต่ไม่มีใครพูดหรือขยับตัว
ผ่านไปไม่กี่วินาที จางเฉียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์ว่า “เจียงหนิงได้เวลาไปกับฉันแล้ว อาจารย์เร่งมาอีกแล้ว”
น้ำเสียงนั้นไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่ทำเอาผมรู้สึกสะอิดสะเอียนจนใจสั่น
“ฉันเป็คนเป็ ใครจะไปกับแกกัน ไสหัวไปไกลๆ เลย ไอ้เวร!”ผมะโด่ากลับไปอย่างเดือดดาล
ถ้าผมตามเขาไป มีแต่ต้องตายสถานเดียว!
จางเฉียงเห็นผมไม่ขยับ ก็เริ่มก้าวเดินเข้ามาหาทีละก้าวท่าทางของเขาแปลกประหลาดอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาก้าวเท้า น้ำก็หยดลงพื้นเป็ทาง
ในที่สุด เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเราที่ระยะประมาณสองเมตรแสงไฟสะท้อนใบหน้าของจางเฉียง ทำให้ยิ่งดูน่าขนลุก แต่ที่น่าประหลาดคือเขาไม่มีเงาเลย
เขาจ้องมองกองไฟด้วยสายตาว่างเปล่า ร่างกายเหมือนเริ่มละลายน้ำหยดไหลออกมาเรื่อยๆ จนพื้นเต็มไปด้วยแอ่งน้ำ
จางเฉียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็สูดลมหายใจลึกอย่างแรงราวกับจะดึงอะไรบางอย่างเข้าไปในตัว
ผมรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งร่างเหมือนกับว่าหัวใจและเครื่องในของผมกำลังจะถูกดึงออกไป
โชคดีที่ลุงอวี๋ถือมีดหัวัแล้วก้าวมายืนขวางหน้า
ทันใดนั้นจางเฉียงก็สูดลมหายใจอีกครั้ง เปลวไฟในกองไฟเริ่มไหวไปทางเขาพร้อมกับท้องและแก้มของเขาที่พองขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกับคางคกตัวใหญ่
เมื่อเห็นภาพนั้น ผมก็เข้าใจในทันทีว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร...
เขา้าเป่ากองไฟตรงหน้าเราให้ดับ!
ผมรีบพูดออกไปทันที “ลุงอวี๋ ไอ้บ้านี่จะดับกองไฟของเรา!” ลุงอวี๋เห็นท่าไม่ดีก็ขว้างขวดพลาสติกที่ลุกไหม้อยู่ในมือออกไปทางจางเฉียงทันที
แต่ในวินาทีที่ไฟกำลังจะััตัวเขาจางเฉียงกลับอ้าปากกว้างอย่างน่าประหลาดใจปากของเขากว้างจนแทบจะใส่ตุ้มน้ำหนักลงไปได้
จากนั้นเสียง “ฮู้...ฮู้...” ดังขึ้น เขาเริ่มเป่าลมอย่างแรงไปที่กองไฟตรงหน้าเรา
ขวดพลาสติกที่ลุงอวี๋ขว้างออกไปถูกลมจากปากของจางเฉียงพัดกลับมาทางเราความเย็นที่ตามมาราวกับลมหิมะในฤดูหนาว
กองไฟตรงหน้าเราเริ่มวูบไหวจนแทบดับ เสียง “ปุๆๆ” ดังขึ้นตามมาพร้อมเปลวไฟที่มอดไปกว่าครึ่ง
ถ้าปล่อยให้จางเฉียงเป่ากองไฟจนดับหมดพวกเราก็จะไม่มีอะไรป้องกันตัวอีกต่อไป
ใบหน้าลุงอวี๋เปลี่ยนเป็เคร่งขรึม เขากัดปลายลิ้นจนเืออก จากนั้นถ่มเืใส่มีดหัวัในมือ
เขาหันมาพูดกับผมด้วยเสียงหนักแน่น “เสี่ยวเจียง ลุงจะถ่วงมันไว้นายรีบหนีไป!”
ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ ลุงอวี๋ก็พุ่งออกไปทันที...
ลุงอวี๋กำมีดหัวัที่เปื้อนเื แล้วฟันใส่จางเฉียงทันที
ครั้งนี้จางเฉียงไม่ได้ยืนนิ่งเหมือนก่อนหน้าแต่กลับหลบอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกมีดที่เปื้อนเืฟัน
ลุงอวี๋ฟันพลาดเป้า และถูกจางเฉียงตบสวนกลับจนล้มลงกับพื้น
“ลุงอวี๋!” ผมะโออกไปด้วยความใ
“หนีไป!” ลุงอวี๋ะโกลับมาพร้อมลุกขึ้นสู้กับจางเฉียงต่อ
เพื่อช่วยชีวิตคนแปลกหน้าอย่างผม ลุงอวี๋ยอมเสี่ยงทุกอย่างจนถึงขั้นนี้แล้ว
ความกรุณาและความเสียสละนี้ ผมจะตอบแทนได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ลุงอวี๋เป็เพียงพ่อครัวคนตายที่ทำอาหารให้ผี ไม่ใช่นักต่อสู้หรือปรมาจารย์เต๋าที่มีพลังปราบปีศาจ
ดูจากสถานการณ์แล้ว เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจางเฉียง ผีจมน้ำที่กำลังลงมืออย่างไร้ปรานี
หากผมหนีไปตอนนี้จริงๆ ลุงอวี๋คงไม่รอดและอาจถึงขั้นเสียชีวิต
ผมไม่ใช่คนไร้หัวใจ และไม่ควรจะเห็นแก่ตัวด้วยการทิ้งลุงอวี๋ที่กำลังสู้เพื่อผม
ผมตัดสินใจไม่หนีอีกต่อไป หยิบไม้ไผ่ขึ้นมาหนึ่งท่อนแล้วกัดปลายลิ้นจนเืซึมเลียนแบบลุงอวี๋
มันเจ็บจริงๆ แต่ผมต้องทำ!
ผมรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วปาก
จากนั้นก็ถ่มเืลงบนไม้ไผ่ในมืออย่างแรงเลือดสีแดงสดย้อมไม้ไผ่จนแดงฉาน
ผมจ้องด้วยความโมโห ะโว่า “ลุงอวี๋ ผมมาช่วยแล้ว!”
พร้อมกับยกไม้ไผ่ในมือพุ่งเข้าใส่จางเฉียงทันที
ผมแทงไปที่หลังของจางเฉียงอย่างแรง แต่กลับพลาดเป้า อย่างไรก็ตามการโจมตีของผมช่วยลดความกดดันให้กับลุงอวี๋ได้
ลุงอวี๋เห็นว่าผมไม่ยอมหนีไปแถมยังเลียนแบบเขาโดยใช้เืจากปลายลิ้นย้อมไม้ไผ่มาช่วยสู้ ก็ยิ้มให้ผมอย่างพอใจ
“ไอ้หนูนี่ใจเด็ดดีถ้างั้นเราสองคนก็ร่วมมือกันลุยมันเลย!”
“ได้เลย!” ผมตอบรับเสียงดังพลางเหวี่ยงไม้ไผ่ในมือฟาดลงไปที่จางเฉียงอย่างแรง
แต่จางเฉียงกลับเคลื่อนไหวได้เร็วและแปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อทำให้การโจมตีของผมฟาดลงไปในอากาศอีกครั้ง...
ผมฟาดไม้ไผ่ลงไปอีกครั้ง แต่ก็พลาดเป้าอีกครั้ง
จางเฉียงปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ผมอย่างไร้เสียงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เขาเอื้อมมือมาคว้าคอผม
ลุงอวี๋เข้ามาช่วยทันที ฟันมีดหัวัใส่เขาแต่จางเฉียงกลับหันมาแล้วสวนกลับด้วยกรงเล็บ
“ปัก!” กรงเล็บของเขาฟาดเข้าที่อกของลุงอวี๋เต็มแรง
ร่างของลุงอวี๋ปลิวกระเด็นไปตกในแปลงผัก
‘ให้ตายสิ!’ ผมสบถในใจ แล้วพุ่งไม้ไผ่แทงเข้าใส่จางเฉียงอีกครั้ง
แต่เขาเร็วกว่า คว้าคอผมไว้แน่น ความเย็นเฉียบที่ส่งผ่านมือของเขาทำให้ผมรู้สึกปวดแสบไปทั้งลำคอแรงในร่างกายหายไปครึ่งหนึ่ง
ไม้ไผ่หลุดจากมือร่วงลงพื้น แต่จางเฉียงไม่ได้บีบคอผมจนหักเขาลากผมไปที่ถังน้ำใบใหญ่ที่อยู่ข้างแปลงผัก
ไม่ว่าผมจะดิ้นรนยังไงก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากกำมืออันแข็งแกร่งของเขาได้
จางเฉียงพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า “ถึงเวลาที่นายต้องไปแล้ว...”
พูดจบ เขาก็กดหัวผมลงไปในถังน้ำ
ในฐานะผีจมน้ำ เขา้าให้ผมเป็ตัวตายตัวแทนของเขาและการจมน้ำคงเป็วิธีเดียว
ขณะที่ผมใกล้จะหมดลมหายใจ ลุงอวี๋พุ่งเข้ามาจากด้านหลังพร้อมกับมีดหัวัในมือฟันเข้าไปที่ใบหน้าของจางเฉียงจนครึ่งหนึ่งของใบหน้าหลุดออก และบาดไปถึงแขนของเขา
จางเฉียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปเป็ครั้งแรก มือที่บีบคอผมก็ปล่อยออก
ผมโผล่ศีรษะขึ้นมาจากถังน้ำ หายใจหอบและมองเห็นจางเฉียงที่กำลังหันไปเล่นงานลุงอวี๋
ใบหน้าของเขาที่ถูกฟันเผยให้เห็นเนื้อในแต่ไร้เื เขาคว้าคอลุงอวี๋ไว้แล้วผลักไปจนถึงขอบดาดฟ้าร่างของลุงอวี๋ห้อยอยู่ครึ่งตัว พร้อมจะร่วงลงไปเบื้องล่างได้ทุกเมื่อ...