ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 ลองดูว่าใครจะโหดร้ายกว่ากัน

            “ม่อเวิ่นเฉิน รนหาที่ตายจริงๆ” ลูกศรเย็นลอยผ่านม่อเวิ่นเสวียนไป เขารีบขยับตัวหลบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตีลังกาด้านข้างกลางอากาศและกลับไปอยู่บนหลังม้าของตนเพื่อโบกมือออกคำสั่ง

            ทว่าก่อนที่เขาจะได้ขยับมือนั้นเหลิ่งเหยียนและกองทหารโลหิตก็ได้เริ่มลงมือแล้ว

            เมื่อลูกศรเย็นเล็งออกไปสามดอกนั้นม่อเวิ่นเฉินก็ได้ปามีดบินกว่าสิบดอกออกไปในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดล้วนเล็งไปทางเหลยอวี๊เฟิงมันไม่ได้โจมตีไปที่ทหารองครักษ์ฝ่ายในสองคนที่ยืนคุมเขาไว้แต่ล้วนโจมตีลงบนปมเชือกที่มัดเขาไว้ทั้งหมด

            หลังจากที่มีดบินลอยผ่านเชือกทั้งหมดก็ร่วงลงสู่พื้น

            เมื่อเหลยอวี๊เฟิงถูกปล่อยออกมาวินาทีแรกเขาก็ยกมือขึ้นบีบกระดูกที่ลำคอขององครักษ์ฝ่ายในสองคนที่อยู่ด้านข้างทันที...

            จากนั้นเขาก็ถีบตัวลอยขึ้นและลงหยุดอยู่บนม้าด้านหลังม่อเวิ่นเฉิน และเงยหน้ามองฟ้าพร้อมร้องตะโกนเสียงยาวออกมา

            ซูฉีฉีนั้นมิได้รู้สึกแปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อครู่นางรู้ว่าม่อเวิ่นเฉินมิใช่คนที่จะยอมอะไรได้ง่ายๆ เพราะว่าเขาคือม่อเวิ่นเฉิน!

            เพียงแต่ว่าเข็มทองในมือของนางกลับสั่นเล็กน้อย

            สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว

            เหลิ่งเหยียนได้นำกองทหารโลหิตเผชิญหน้ากับยอดฝีมือในยุทธภพที่ม่อเวิ่นเสวียนได้เชิญมาแต่เพราะว่าเหลิ่งเหยียนนั้นได้ขยับรุกไปก่อนก้าวหนึ่งทำให้เป็นฝ่ายได้เปรียบเพียงพริบตาเดียวฝ่ายตรงข้ามก็ล้มลงไปเป็นแถบแล้ว

            แต่ว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นยอดฝีมือที่ผ่านสนามรบมานับร้อยด้วยกันทั้งนั้นเพียงไม่กี่วินาทีก็ได้พลิกสถานการณ์ตรงหน้าให้กลับมาได้เปรียบแล้ว

            แม้ว่ากองทหารโลหิตจะได้ขนานนามว่าเป็นเหล็กโลหิตแต่พวกเขาไหนเลยจะใช่คู่ต่อสู้ของยอดฝีมือเหล่านี้ พวกเขาแค่พอจะต่อกรได้เท่านั้น

            ม่อเวิ่นเฉินและม่อเวิ่นเสวียนล้วนอยู่บนหลังอาชาจ้องมองกันอยู่ไกลๆ

            เวลานี้สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงคงไว้ซึ่งความสงบและสง่างามอยู่เช่นเคยเขามิใช่ไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาแต่เพราะว่าเขาไม่เคยมองคนเหล่านั้นแม้แต่น้อยเขาทำเหมือนคนพวกนั้นไม่มีตัวตนก็มิปาน

            ม่อเวิ่นเสวียนที่เกือบโดนศรปักเมื่อครู่ได้แต่มองน้องชายของตนด้วยความเคียดแค้น

            พวกเขานั้นเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันแต่เพียงเพราะว่าอำนาจทำให้ต้องมาคอยเข่นฆ่ากันเอง

            แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ม่อเวิ่นเฉินต้องการเขาเพียงอยากจะช่วยสหายของตน เพียงอยากจะกลับเมืองอ้าวคุมดินแดนผืนนั้นที่เขาปกครองเท่านั้น

             แต่กลับมีคนไม่ยินยอม

            ในเมื่อมีคนอยากเล่นด้วยเขาก็พร้อมจะสนองจนจบ

            ทางด้านกองทหารโลหิตนั้นได้ค่อยๆถูกยอดฝีมือจากยุทธภพล้อม บีบให้พวกเขาต้องถอยไปเรื่อยๆ

            เมื่อเห็นว่าเบื้องหน้านั้นม่อเวิ่นเฉินมิค่อยได้เปรียบเท่าใดแล้วแต่เพราะเสียงร้องยาวๆ ของเหลยอวี๊เฟิงเมื่อครู่ทำให้บรรยากาศรอบๆเหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแรงที่เหมือนจะฉีกขาดอากาศได้ก็มิปานพุ่งเข้ามาจากรอบทิศ

            ทำให้ซูฉีฉีที่อยู่บนรถม้าอดที่จะตกตะลึงมิได้

            ถ้าหากว่าพลังอันรุนแรงนั้นพุ่งมาทางม่อเวิ่นเฉินเกรงว่าวันนี้พวกเขาจะต้องตายทั้งกองทัพเป็นแน่กระทั่งซูฉีฉียังคิดว่าตนอาจจะโชคร้ายเอาชีวิตมาจบลงที่นี่ด้วยเช่นกัน

            แต่เมื่อคิดไปถึงว่าต้องตายนางก็ทำเพียงแค่ขมวดคิ้วเบาๆ เท่านั้น

            นางเลิกผ้าม่านขึ้นและมองออกไปด้านนอกนางกำลังคิดว่าตายเช่นนี้ คุ้มหรือไม่?

            พลังอันน่ากลัวได้พุ่งเข้าไปร่วมในสมรภูมิรบแล้วยังดีที่มันไม่ได้บุกเข้าโจมตีม่อเวิ่นเฉินแต่กลับมาเพื่อช่วยเขา

            นี่ก็คือพลังที่พวกเขาแอบลักลอบฝึกฝนมาเป็นอย่างหนักตลอดหลายวันมานี้นี่ถึงจะเป็นกองทหารโลหิตที่แท้จริง เหลิ่งเหยียนนำคนกลุ่มนั้นมาเป็นเพียงแค่การทำหลอกๆเท่านั้น

            แม้ว่ากองทหารโลหิตที่เหลิ่งเหยียนนำทัพนั้นมิได้แข็งแกร่งนักแต่กลับสามารถผสานกำลังกับกองทหารโลหิตด้านนอกได้เป็นอย่างดีทำให้พวกเขาได้บีบยอดฝีมือยุทธภพนับพันไว้ตรงกลาง กลายเป็นรูปแบบประหนึ่งว่านแหโอบล้อมผู้คนเหล่านั้นเอาไว้

            การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันเช่นนี้ทำให้สีหน้าของม่อเวิ่นเสวียนเขียวคล้ำขึ้นทันที

            มือที่กำสายบังเหียนไว้สะบัดอย่างแรงทำให้ม้าที่เขาขี่อยู่นั้นส่งเสียงร้องยาวออกมาเหมือนกับว่ามันกำลังตกใจและหวาดกลัว

            องครักษ์ฝ่ายในด้านหลังของเขาค่อยๆขยับเล็กน้อยจนกลายเป็นรูปแบบวงกลมคุ้มครองม่อเวิ่นเสวียนให้อยู่ในวงกลมอย่างปลอดภัยและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสงครามหลั่งโลหิตเบื้องหน้าได้ทุกเมื่อ

            แต่เดิมม่อเวิ่นเสวียนคิดว่าตนนั้นจะต้องชนะแน่นอนเพราะอย่างน้อยก็มีหมากอย่างเหลยอวี๊เฟิงอยู่ในกำมือคาดไม่ถึงว่าเมื่อตอนทำการแลกเปลี่ยนนั้น ตนจะพลาดท่าเสียได้อีกทั้งตอนนี้ยังตกเป็นรองอีกด้วย

            ตอนนี้เขากลับรู้สึกเสียใจในการกระทำของตนอยู่บ้างแล้ว

            เขาน่าจะรู้ดีว่าตนนั้นไม่อาจสู้ม่อเวิ่นเฉินได้...

            “คุ้มกันฮ่องเต้”ห่างไปไม่ไกลนักก็มีฝุ่นตลบอบอวลมุ่งหน้าเข้ามาพร้อมกับเสียงตะโกนของแม่ทัพตามมาด้วยกองทหารม้าอีกพันนาย

            เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็เห็นว่าแม่ทัพที่นำกองทหารมานั้นคือซูชือฉาง

            “ดูท่าไม่ดีเตรียมตัวถอย” ม่อเวิ่นเฉินขมวดคิ้วเบาๆกองทหารหนึ่งพันนายแม้จะไม่ได้ถูกฝึกอย่างเข้มงวดเหมือนเหล็กโลหิตแต่ก็ยังถือว่าน่ากลัวอยู่ไม่น้อย

            เหลยอวี๊เฟิงก็รู้สึกได้ถึงความอันตรายที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาเขาถีบตัวลอยขึ้นจากหลังม้าก่อนจะส่งเสียงร้องยาวขึ้นไปบนฟ้า

            กลุ่มทหารที่นำโดยเหลิ่งเหยียนนั้นเริ่มต่อสู้พร้อมถอยไปแล้ว

            ถ้าหากว่าซูชือฉางไม่ปรากฎตัวขึ้นวันนี้จะต้องทำให้ม่อเวิ่นเสวียนและคนที่เขาพามาด้วยดับชีวิตลงอยู่ที่นี่ไม่เหลือรอดสักคนเป็นแน่

            ในเวลาสำคัญเช่นนี้กลับมีคนมาช่วยฮ่องเต้เกรงว่าคงจะมีแต่ซูชือฉางแล้วกระมัง

            แต่เดิมที่กำลังเข้าตาจนอย่างม่อเวิ่นเสวียนก็เหมือนกลับมามีความหวังอีกครั้งเขาคิดไม่ถึงว่าซูชือฉางกลับเป็นแม่ทัพที่มีฝีมือได้ถึงเพียงนี้

            “ซูชือฉางจับพวกกบฏเหล่านี้ไปให้หมด อย่าให้รอดแม้แต่คนเดียว” สีหน้าของม่อเวิ่นเสวียนกลับไปเป็นสีหน้าดั่งคนที่กุมใต้หล้านี้ไว้ในกำมือดังเดิมพร้อมวางท่าทางประหนึ่งสามารถตัดสินชะตาชีวิตใครก็ได้เสียอย่างนั้น

            น้ำเสียงก็หนักแน่นขึ้นแล้วเช่นกัน

            ม่อเวิ่นเฉินกระตุกมุมปากขึ้นพร้อมยิ้มเย็นออกมาแต่เดิมเขาคิดจะสั่งสอนเสด็จพี่ผู้นี้ของตนดีๆ เสียหน่อยตอนนี้แม้ว่าจะตกเป็นรองแต่จะถอยทัพกลับอย่างปลอดภัยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก

             อย่าให้รอดแม้แต่คนเดียว? ช่างเป็นคำพูดที่เหิมเกริมเสียจริงๆ

            แน่นอนว่าเหลยอวี๊เฟิงเองก็มีรอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นเช่นกันครั้งก่อนหากมิใช่เพราะเขาประมาทศัตรูมากเกินไปมีหรือว่าเขาจะพลาดพลั้งให้กับศัตรูได้ครั้งนี้เขาจะต้องใช้เลือดของฝ่ายตรงข้ามมาล้างเอาความอดสูนี้ออกไป

            ในขณะที่มือกำลังส่งสัญญาณออกคำสั่งให้พลทหารของกองทหารโลหิตถอยทัพสายตาก็หันไปมองกองทหารม้าที่อยู่ไม่ไกลออกไปนัก “ซูชือฉางมาได้เวลาจริงๆ”

            เขาเอ่ยขึ้นขณะที่ร่างกายได้ดีดตัวลอยขึ้นอยู่กลางอากาศแล้วเขายืมแรงจากการเหยียบบนศีรษะของทหารฝ่ายตรงข้ามในการพาตนเองกระโดดไกลไปจนถึงเบื้องหน้าของซูชือฉางจะจับโจรก็ต้อจับหัวหน้าก่อน ด้วยความสามารถของเขาแม้จะไม่อาจรับประกันได้ว่าสามารถจับตัวม่อเวิ่นเสวียนที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์ฝ่ายในได้แต่ถ้าหากจับซูชือฉางนั้นถือเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง

            เมื่อเห็นเหลยอวี๊เฟิงที่ลอยตัวมาเสมือนกำลังโบยบินอยู่นั้นกำลังมุ่งหน้ามาทางตนซูชือฉางก็ได้แต่นิ่งอึ้งไป เขานำทหารออกรบฆ่าฟันศัตรูมาตั้งมากไม่เคยหวั่นกลัวแม้แต่น้อย แต่ว่าครั้งนี้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือเขายังรู้สึกไม่พร้อมเสียเท่าใดนัก

            ซูชือฉางกระชากสายบังเหียนในมือก่อนที่จะร่างกายจะเอนตัวไปด้านหลังและบังคับให้ม้าวิ่งกลับเข้าไปในดงทหารม้าพันนายด้านหลังทันที

            เอาชีวิตรอดได้ถึงจะสำคัญที่สุด

            “คิดจะหนี...”เหลยอวี๊เฟิงตะโกนออกมาก่อนที่ทั้งร่างเขาจะเหมือนเหยี่ยวขนาดใหญ่ที่กำลังสยายปีกกำลังพุ่งตัวมาทางนี้

            ยอดฝีมือในยุทธภพทั้งหลายที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสก็ล้วนแต่มีสีหน้าเขียวคล้ำสำหรับผลลัพธ์ของสงครามในครั้งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง

            หนึ่งในนักพรตที่สวมใส่เสื้อสีไพลินนั้นก็สะบัดแขนเสื้อของตนพุ่งตัวออกไปโจมตีกับกลุ่มทหารที่ขวางอยู่เบื้องหน้าพลางกวาดสายตาสำรวจสถานการณ์บริเวณรอบๆทันใดนั้นเขาก็เห็นรถม้าที่ถูกกองทหารโลหิตโอบล้อมเอาไว้ดวงตาเรียวเล็กก็เหมือนมีประกายสว่างขึ้นในทันที

            เสมือนว่ากำลังมองเห็นความหวังแล้วก็มิปาน

            เขาเป็นเพียงแค่นักพรตคนหนึ่ง ออกเดินทางในยุทธภพเป็นเวลาสิบกว่าปีได้ยินชื่อเสียงของม่อเวิ่นเฉินทว่าเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับตัวม่อเวิ่นเฉินนั้นเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อย

            เพราะฉะนั้น ตอนนี้เขาได้เบนความสนใจไปที่ซูฉีฉีเสียแล้ว

            นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่ม่อเวิ่นเสวียนยังไม่คิดที่จะทำเสียด้วยซ้ำ

            ใครบ้างไม่รู้ว่าม่อเวิ่นเฉินมิได้สนใจว่าซูฉีฉีจะเป็นหรือจะตาย

            และเหลิ่งเหยียนที่กำลังรีบถอยทัพอยู่นั้นก็ไม่ได้คิดจะสนใจไปคุ้มกันซูฉีฉีแม้แต่น้อยเขาเพียงปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

            และในจังหวะที่เหลยอวี๊เฟิงจับซูชือฉางไปได้แล้วนั้นอีกด้านหนึ่งบุรุษเสื้อสีไพลินก็ได้ดีดตัวเองให้ลอยขึ้นและไปหยุดอยู่ด้านบนรถม้าในทันทีเขาฟันดาบลงไปบนหลังคารถอย่างแรงและกระโดดตัวเข้าไปด้านใน เมื่อออกมาแล้วในมือของเขาก็แนบคนมาอีกผู้หนึ่ง

            คนผู้นั้นก็คือซูฉีฉีที่มีสีหน้าราบเรียบ

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730