คำพูดนั้นทำให้นัทพงษ์ยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจและความหวังเหมือนเขาได้กลับเข้ามาในโลกของเธออีกครั้ง โลกที่มีแสง มีสีและมีเธอเป็นศูนย์กลาง พวกเขานั่งลงบนโซฟาใกล้หน้าต่าง แม้จะอยู่ในตัวอาคาร แต่กลิ่นแสงแดดยังคงอบอวลอยู่ในอากาศเสียงรถยนต์จากถนนที่ไกลออกไปให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เงียบสงบ... และมั่นคง
“พี่รตี... ขอบคุณนะครับที่ไม่ไล่ผมไป” นัทพงษ์พูดขณะจับมือเธอไว้แน่น“ผมรู้ตัวว่าบางครั้งผมก็ขี้ขลาด กลัวจะเป็นแค่ตัวเลือก กลัวจะไม่สำคัญ...”
“แต่เธอสำคัญมากนะ” เธอสอดเสียงขึ้นมา มือเธอแนบลงบนมือของเขา “เธอไม่ใช่แค่‘อีกคน’ ในชีวิตพี่ แต่เธอเป็นคนที่พี่เลือกเหมือนกัน”
คำพูดนั้นทำให้เขาตาแดง เขาพยักหน้าเบาๆ กัดริมฝีปากไว้ขณะหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างราวกับพยายามไม่ให้หยดน้ำจากดวงตาหล่นลงมา
“ผมจะไม่หนีอีกแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมขอสัญญา...ว่าจะอยู่ตรงนี้ เพื่อพี่รตี เพื่อเรา”
มารตีหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู “ไม่ต้องสัญญาหรอกค่ะ แค่เธออยู่ตรงนี้...ก็พอแล้ว”
แต่ถึงอย่างนั้น นัทพงษ์ก็ยังคงยืนยันหนักแน่นเขาโน้มตัวลงมากุมมือเธอไว้แน่นขึ้นอีกนิด “ผมอยากพูดมันออกมา อยากให้พี่รู้จริงๆว่าผมพร้อมแล้ว พร้อมจะรักโดยไม่ต้องกลัว โดยไม่มีเงื่อนไข และพร้อมจะยอมรับทุกสิ่งที่พี่เป็น”
มารตีกระซิบกลับ “และพี่ก็พร้อมจะเป็นของเธอ...ไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหนก็ตาม ขอแค่เราเชื่อใจกัน ก็พอแล้วใช่ไหมคะ”
พวกเขาต่างพยักหน้าเบาๆรอยยิ้มละไมบนใบหน้าทั้งสองแผ่ความอบอุ่นไปทั่วห้องเหมือนเสียงหัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นประสานกันอย่างลงตัว เวลาผ่านไปช้าๆขณะที่ทั้งคู่ยังคงนั่งแนบชิดกันอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครรีบ ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีอีเมลไม่มีเรื่องเร่งด่วนมีเพียงหัวใจสองดวงที่เพิ่งกลับมาเต้นในจังหวะเดียวกันอีกครั้ง
และนั่นคือการเริ่มต้นใหม่ของพวกเขาไม่ใช่ในฐานะคนที่เคยห่างกัน แต่ในฐานะคนที่เข้าใจกันลึกซึ้งกว่าเดิม
“เราจะไม่ปล่อยมือกันอีกใช่ไหมครับ...” นัทพงษ์ถามเสียงเบา
มารตียิ้ม ตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก “ไม่ค่ะเราจะจับมือกันไว้... จนถึงที่สุด”
เสียงล้อรถบดไปตามถนนคอนกรีตเมื่อรถของมารตีแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านพระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำ ทอดเงาสีทองยาวเหยียดลงบนพื้นหญ้า กลิ่นดินที่ยังชื้นจากฝนเมื่อช่วงบ่ายลอยคลุ้งในอากาศหญิงสาวนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยสักพักปลายนิ้วเธอลูบไล้ริมฝีปากที่ยังอุ่นรสจูบของนัทพงษ์จากเมื่อตอนกลางวันเธอหลับตาลง สูดหายใจลึก ก่อนจะผลักประตูรถเปิดออก ประตูไม้หน้าบ้านถูกเปิดจากข้างในพร้อมเสียงฝีเท้าคุ้นเคยที่เร่งออกมาต้อนรับ
"รตี" วรเมธเป็นคนแรกที่เข้ามาโอบไหล่เธอไว้แน่นด้วยความคิดถึงและตามมาติดๆ ด้วยปพนต์ เขายืนอยู่ใกล้ๆ ไม่พูดอะไร เพียงยิ้มอ่อนๆ ให้เธอ
"เหนื่อยไหมครับ?" ปพนต์ถามเสียงทุ้มต่ำมือเขาแตะหลังเธอเบาๆ ราวกับต้องการยืนยันว่าเธอกลับมาอยู่ตรงนี้แล้วจริงๆ
"ไม่เหนื่อยเลยค่ะ...สบายตัว สบายใจด้วยซ้ำ" มารตีหันไปยิ้มให้ทั้งสองคนเธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่รออยู่ในบ้านหลังนี้ความรักที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดก็เข้าใจ และเธอรู้...มันถึงเวลาแล้วที่จะพูดในสิ่งที่เธอคิดมาตลอดทางกลับบ้าน
เมื่อทั้งสามนั่งลงในห้องรับแขกแสนเรียบง่ายแสงอาทิตย์ตกดินรินลอดหน้าต่างทาบลงบนผ้าม่านและพื้นไม้ มารตีนั่งระหว่างปพนต์และวรเมธเธอซุกตัวลงกับหมอนอิง หัวใจยังเต้นแรงแต่มั่นคงขึ้นอย่างน่าประหลาด
"วันนี้รตีไปเจอนัทพงษ์มาค่ะ" เธอพูดขึ้นเบาๆ
ไม่มีใครตกใจ วรเมธเพียงพยักหน้า ส่วนปพนต์เลื่อนมือมาแตะหลังมือของเธออย่างให้กำลังใจ
"เรา...คุยกันยาวเลย เขาไม่ได้หนีแล้วนะ แค่...กลัว"
"เข้าใจได้" วรเมธพูด
"เขากลับมาไหม?" ปพนต์เสริม
"ค่ะ เขาจะกลับมา" มารตีหยุด มองสบตาทั้งสองคนอย่างแน่วแน่"แต่ครั้งนี้...รตีไม่อยากให้มันเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่งอีก รตีอยากให้พวกเรา...ทุกคน...อยู่ด้วยกัน"
คำพูดนั้นราวกับปลดล็อกบางอย่างในบรรยากาศ วรเมธเลิกคิ้วเล็กน้อย ส่วนปพนต์เพียงพ่นลมหายใจช้าๆ
"อยู่ด้วยกันแบบ...?" วรเมธถามแม้จะเดาได้อยู่แล้วแต่ยังอยากฟังจากปากเธอ
"แบบที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร แบบที่เรายอมรับกันทุกคนแบบที่ไม่มีใครต้องแอบ หรือรู้สึกผิด แบบที่..." มารตีหยุดก่อนจะยิ้ม"แบบที่รตีไม่ต้องเลือก เพราะรตีรักพวกคุณทุกคนจริงๆ"
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่หนึ่ง แต่ไม่ใช่ความอึดอัดเป็นความนิ่งสงบก่อนพายุแห่งความเข้าใจจะโหมกระหน่ำ
ปพนต์คือคนแรกที่พยักหน้า "พี่ไม่เคยอยากผูกมัดเธอไว้เลยรตีเธอรู้ใช่ไหม"
"รู้ค่ะ"
"แล้วผมก็เห็น ว่าความรักของรตีมันไม่ธรรมดา ไม่เคยเป็นแบบของใครผมเห็นมันตั้งแต่วันแรก"
วรเมธหัวเราะเบาๆ ก่อนพิงตัวเข้าหาเธออีกนิด "แต่ผมนี่แหละ...ที่ช้ากว่าใครเพื่อน"เขาพูดติดตลก แล้วตามด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วเข้าใจมากพอจะไม่ถามว่า 'ทำไมต้องรักคนอื่นด้วย' เพราะเธอมีพื้นที่ในใจมากพอสำหรับทุกคน"
มารตียิ้มเธอรู้สึกเหมือนกำลังได้รับการปลดปล่อยจากบ่วงบางอย่างที่เคยผูกมัดเธอไว้อย่างแน่นหนา
"คืนนี้...รตีอยากให้เราคิดถึงนัทพงษ์แล้วนัดเขาออกไปกินข้าวกันสักวัน"
"ไปร้านที่รตีชอบนอกเมืองไหม?" ปพนต์ถาม
"ใช่ค่ะ...แล้วเราจะพูดกันให้หมด คุยกันให้เข้าใจให้เขารู้ว่าเขาไม่ใช่คนอื่น"
วรเมธลูบแขนเธอเบาๆ "แล้วถ้าเขายังลังเล?"
"รตีจะจับมือเขาไว้ แล้วพูดว่า รตีจะอยู่ตรงนี้ไม่ว่าเขาจะกลัวหรือไม่ก็ตาม" มารตีตอบอย่างหนักแน่น
ปพนต์โน้มตัวเข้ามากอดเธอจากข้างหลัง แขนแข็งแรงโอบเอวเธอไว้แน่น ส่วนวรเมธก็ขยับเข้ามาใกล้ใช้มือจับมือเธอไว้เงียบๆ
"เราจะเป็นบ้านให้เขา...แบบที่รตีเป็นบ้านให้เรา" วรเมธกระซิบ
"คืนนี้...ไม่ต้องพูดอะไรอีกก็ได้แค่ขอกอดกันไว้แบบนี้นานๆ" มารตีพูดเสียงเบาหวิว แทบไม่ดังไปกว่าเสียงลมหายใจ
สามร่างนั่งนิ่งใต้แสงเย็นท้ายวัน ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความอ่อนโยนความรักที่ไม่ต้องมีคำจำกัดความ และหัวใจของหญิงสาว...ก็กลับมาอยู่ในบ้านอีกครั้ง
หลังจากบทสนทนาเบื้องต้นจบลงความเงียบอันไม่อึดอัดแต่แน่นด้วยอารมณ์ยังคงปกคลุมอยู่ในห้องรับแขกของบ้านที่คุ้นเคย
มารตีนั่งอยู่ระหว่างปพนต์และวรเมธ มือเธอยังจับมือวรเมธไว้ขณะที่ไหล่เธอพิงอกปพนต์อย่างแนบแน่น ลมหายใจเธอหนักแน่นและมั่นคงต่างจากเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่หัวใจยังสั่นไหว
“รตีอยากให้พวกคุณฟังรตีอีกนิดนะคะ” มารตีเอ่ยเสียงเบา แต่ชัดเจน
วรเมธและปพนต์หันมามองเธอพร้อมกันไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากริมฝีปากของชายทั้งสอง มีเพียงสายตาที่พร้อมจะรับฟังอย่างเต็มใจ
“นัทพงษ์...เขาเป็นคนที่รตีห่วง เขาเป็นคนอ่อนโยนและไม่เคยแสดงความต้องการอะไรเลยนั่นทำให้รตีรู้สึกอยากปกป้องเขา อยากให้เขารู้ว่าเขามีค่ามากแค่ไหน...”
ปพนต์เลื่อนมือขึ้นมากุมมืออีกข้างของเธอไว้ เบาแต่มั่นคง
“แต่ในเวลาเดียวกัน…รตีก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมกับพวกคุณทุกคนรักคุณทั้งสองคนมาก รักจนไม่อยากเลือก ไม่อยากสูญเสียใครไปเลย รตีไม่อยากมีความรักที่ต้องแบ่งแยก...รตีแค่อยากให้มันรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจของรตี” เธอกลั้นหายใจชั่ววินาทีกลัวว่าสิ่งที่พูดออกไปอาจทำให้ทุกอย่างพังลง แต่ทันใดนั้นเอง วรเมธก็หัวเราะในลำคอเบาๆ
“รู้ไหมรตี...ตอนแรกที่ผมรู้ว่ามีนัทพงษ์ ผมก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจนะแอบคิดไปไกลว่าต้องแย่งคุณกลับมา แต่พอเวลาอยู่กับคุณไปเรื่อยๆ ผมกลับพบว่า...ความรักของคุณมันช่างกว้างมากจริงๆกว้างจนผมอยากลอยตัวอยู่ในนั้นไปตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ผม...แต่รวมถึงทุกคนที่คุณรักด้วย”
ปพนต์หันมาสบตาเธอเช่นกันสีหน้าเขานิ่งลึก แต่ในดวงตานั้นมีประกายบางอย่างที่มารตีมองแล้วรู้ได้ทันทีว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวในความคิดนี้