สามวันหลังจากไปมัตสึโมโตะหมู่บ้านกลับเข้าสู่จังหวะปกติอีกครั้ง อาโออิยังคงหัวเราะ ยังคงเดินถือกล้องไปทั่วยังคงแวะร้านกาแฟของคุณยายฟูมิ ยังคงแซวมาซาอากิทุกครั้งที่เจอ ราวกับเื่โรงพยาบาลไม่เคยเกิดขึ้น
แต่สำหรับมาซาอากิทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วเพราะเมื่อรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเขาก็เริ่มมองเห็นสิ่งที่เคยมองข้าม
...
เช้าวันหนึ่ง
ทั้งสองกำลังเดินผ่านตลาดเล็กๆ ในหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนตั้งแผงขายผักสด ดอกไม้ ผลไม้และของทำมือ เสียงพูดคุยดังสลับกับเสียงหัวเราะอาโออิแวะเกือบทุกแผง
“คุณยายคาโนะ!” เธอโบกมือ “วันนี้ดอกไม้สวยมากเลย”
หญิงชราหัวเราะก่อนยื่นช่อเล็กๆ ให้ “เอาไปสิ”
“ไม่ได้ค่ะ”
“เอาไปเถอะ”
“ไม่ได้จริง ๆ”
“งั้นช่วยฉันถ่ายรูป”
“อันนั้นได้ค่ะ” หญิงสาวยกกล้องขึ้นทันที
แชะแชะ แชะ
ทุกอย่างดูเหมือนเดิมจนกระทั่งเธอหันไปอีกด้านหนึ่งของตลาดแล้วหยุดเพียงเสี้ยววินาทีเหมือนกำลังมองหาใครสักคนหรือพยายามโฟกัสอะไรบางอย่างก่อนเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว
...
ตอนบ่าย
มาซาอากิแวะไปที่สวนทาคาฮาชิเคนจิกำลังย้ายลังแอปเปิลอยู่หลังโกดัง
“อาโออิล่ะครับ” เขาถาม
“ขึ้นไปบนเนิน”
“ถ่ายรูปอีกแล้ว?”
“คงงั้น” เคนจิหัวเราะเบา ๆ
แต่รอยยิ้มกลับอยู่บนใบหน้าได้ไม่นานไม่นานพอให้มาซาอากิสังเกตเห็นชายวัยกลางคนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจถาม “เธอชอบถ่ายรูปมากจริง ๆ นะครับ”
เคนจิชะงักมือที่กำลังจัดลังหยุดไปเสี้ยววินาที
“อืม”
“ั้แ่เด็กเลยเหรอ”
“ไม่” คำตอบสั้นกว่าปกติ
“เริ่มจริงจังตอนมัธยม”
“เพราะอะไร”
คราวนี้เคนจิเงียบลมพัดผ่านสวน ใบแอปเปิลสั่นไหวเบา ๆ ชายสูงวัยก้มหน้าจัดลังต่อเหมือนไม่ได้ยินคำถามแล้วจึงพูดขึ้น
“บางเื่ควรให้เ้าตัวเล่าเอง” น้ำเสียงสุภาพแต่ชัดเจน
บทสนทนาจบลงตรงนั้น
...
่เย็น
มาซาอากิเดินขึ้นไปยังเนินเขาที่อาโออิชอบไปดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้ม เขาคิดว่าเธอน่าจะอยู่ที่นั่นและก็จริง
หญิงสาวนั่งอยู่บนศาลาไม้หันหน้าออกไปทางูเากล้องวางอยู่ข้างตัวแต่ไม่ได้หยิบขึ้นมาใช้นั่นเองที่ทำให้เขาแปลกใจปกติแล้วอาโออิไม่เคยปล่อยให้พระอาทิตย์ตกผ่านไปเฉยๆ
“อ้าว” เธอหันมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า
“คุณอีกแล้ว”
“ฟังดูเหมือนไม่อยากเจอ”
“เปล่าสักหน่อย” อาโออิขยับตัวเปิดที่ว่างข้าง ๆ “นั่งสิ”
มาซาอากินั่งลงลมเย็นพัดผ่านเนินเขากลิ่นหญ้าลอยมากับอากาศทั้งสองนั่งเงียบอยู่พักใหญ่โดยไม่มีใครพูดอะไร
“คุณรู้ไหม” อาโออิพูดขึ้นในที่สุด “บางทีฉันก็ชอบความเงียบ”
“นึกว่าคุณชอบพูด”
“ฉันก็ชอบพูด” เธอหัวเราะ “แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา”
หญิงสาวกอดเข่าสายตามองไปยังูเาไกลๆ
“เวลาคนอื่นอยู่ด้วยฉันมักจะพูด”
“ทำไม”
อาโออิใช้เวลาคิดนานกว่าปกติ“ไม่รู้สิ”
“อาจเพราะถ้าไม่พูด ฉันจะคิดมาก”
คำตอบนั้นทำให้มาซาอากิหันไปมองแต่เธอยังคงมองตรงไปข้างหน้าไม่ได้สบตาเขา
...
พระอาทิตย์ค่อยๆ ลดต่ำลง แสงสีทองสาดผ่านยอดไม้ทุกอย่างดูสวยงามจนแทบหยุดหายใจ
แต่ครั้งนี้อาโออิไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาเธอเพียงมองมองอยู่นาน นานกว่าปกติราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียด
“ไม่ถ่ายเหรอ” มาซาอากิถาม
หญิงสาวส่ายหน้า“วันนี้ไม่”
“ทำไม”
“บางที” เธอยิ้มบาง ๆ “ฉันก็อยากดูด้วยตาตัวเองบ้าง”
ประโยคนั้นทำให้บางอย่างในใจเขากระตุกอีกแล้ว
...
หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าทั้งสองเดินลงจากเนินท้องฟ้า เริ่มมืดเร็วแสงไฟตามบ้านเรือนทยอยเปิดขึ้นทีละดวง ทางเดินบาง่อยู่ใต้เงาต้นไม้ค่อนข้างมืด
มาซาอากิก้าวนำไปไม่กี่เมตรก่อนรู้สึกว่าอีกฝ่ายเงียบผิดปกติเขาหันกลับไปแล้วชะงักอาโออิหยุดเดินยืนนิ่งอยู่กลางทางสีหน้าซีดลงเล็กน้อยดวงตาพยายามมองไปข้างหน้าเหมือนกำลังหาบางอย่าง
“อาโออิ?”
หญิงสาวสะดุ้ง“หือ?”
“เป็อะไร”
“เปล่า”
“แน่ใจ?”
เธอยิ้มทันทีเร็วเกินไปเหมือนทุกครั้ง“สะดุดคิดอะไรนิดหน่อย”
“คุณไม่ได้คิด” มาซาอากิพูดเรียบ ๆ “คุณมองไม่เห็นทาง”
ความเงียบตกลงมาทันทีลมเย็นพัดผ่านแต่ไม่มีใครขยับ อาโออิจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่งรอยยิ้มค่อย ๆหายไปจากใบหน้าเป็ครั้งแรกที่เธอไม่พยายามยิ้ม
“ใครบอก” เสียงของเธอเบามาก
“ไม่มีใครบอก”
“แล้ว?”
“ผมเห็น”
คำตอบนั้นทำให้อาโออินิ่งนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาดวงตาของเธอค่อย ๆ หลุบลงมองพื้นเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่ากำลังซ่อนบางอย่าง
“ฉันเกลียดตอนเย็น” เธอพูดขึ้นในที่สุดเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“เกลียดมาก” เสียงสั่นเล็กน้อย
เป็ครั้งแรกที่มาซาอากิได้ยินเสียงแบบนี้จากเธอไม่มีความสดใส ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเกราะกำบัง เหลือเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเหนื่อย
“ทำไม” เขาถาม
อาโออิหลับตาก่อนตอบ“เพราะพอมืด.........ฉันมองเห็นไม่ค่อยดี”
หัวใจของมาซาอากิหนักวูบแม้จะคาดไว้แล้วแต่การได้ยินจากปากเธอเองกลับต่างออกไป
หญิงสาวสูดหายใจลึกก่อนพยายามยิ้มอีกครั้งแต่คราวนี้ยิ้มไม่สำเร็จ
“อย่าบอกพ่อกับแม่นะ” เธอพูด “พวกท่านจะเป็ห่วง”
“พวกท่านรู้ไหม” อาโออิเงียบไม่ตอบซึ่งนั่นก็คือคำตอบ
ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ แสงไฟจากหมู่บ้านอยู่ไกลออกไป ทั้งสองยืนอยู่บนทางเดินแคบ ท่ามกลางความเงียบและเป็ครั้งแรกที่อาโออิยอมเปิดรอยร้าวเล็กๆ บนกำแพงที่เธอสร้างไว้รอบตัวเองให้เขาเห็นเพียงเล็กน้อยแต่เพียงพอแล้วที่จะทำให้มาซาอากิรู้ว่ารอยยิ้มสดใสที่เขาหลงเชื่อมาตลอดไม่ได้เกิดจากความสุขทั้งหมดบางส่วนมันเกิดจากความพยายามที่จะไม่ร้องไห้ต่างหาก
ทั้งสองเดินกลับหมู่บ้านช้ากว่าปกติไม่มีใครรีบพูด ไม่มีใครรีบถาม หลังจากอาโออิยอมรับเื่การมองเห็นในความมืดบรรยากาศระหว่างพวกเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ถึงกับอึดอัดแต่เงียบขึ้น ลึกขึ้น เหมือนต่างฝ่ายต่างกำลังคิดอะไรบางอย่าง
แสงไฟจากบ้านเรือนค่อยๆ สว่างขึ้นทีละดวง ส้มอ่อน ๆ อบอุ่น ท่ามกลางความมืดที่เริ่มแผ่ตัวจากแนวูเา อาโออิเดินช้าลงเล็กน้อยเมื่อเข้าสู่่ถนนที่ไม่มีไฟมาซาอากิสังเกตเห็นจึงลดฝีเท้าลงโดยไม่พูดอะไร เขาไม่ได้ยื่นมือไปช่วย ไม่ได้ทำเหมือนเธอเป็คนอ่อนแอเพียงเดินอยู่ข้างๆ ในระยะที่หากเธอสะดุดเขาจะคว้าทันและดูเหมือนอาโออิจะสังเกตเห็นเช่นกัน เพราะหลังจากเดินไปได้พักหนึ่งเธอจึงหัวเราะเบาๆ
“คุณคิดมากเกินไปแล้ว”
“เื่อะไร”
“เื่ฉัน”
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
“แต่คิด”
“คุณอ่านใจคนได้เหรอ”
“ได้ค่ะ”
“โกหก”
“ก็ได้” เธอยอมรับง่าย ๆ “เดาเอา”
รอยยิ้มกลับมาแล้วแต่ไม่เหมือนเดิมทั้งหมดมันอ่อนลง จริงใจขึ้น เหมือนเธอเริ่มเหนื่อยเกินกว่าจะฝืนให้สดใสตลอดเวลา
เมื่อถึงหน้าบ้านอาโออิหยุดเดิน
“ขอบคุณนะ”
“เื่อะไร”
“เื่ที่ไม่ถามเยอะ”
คำตอบนั้นทำให้มาซาอากินิ่งหญิงสาวมองประตูบ้านอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ
“คนส่วนใหญ่พอรู้ว่ามีอะไรผิดปกติ”
“ก็จะถาม”
“ถามจนบางทีฉันไม่รู้จะตอบยังไง”
“แต่คุณไม่ถาม”
ลมเย็นพัดปลายผมของเธอปลิวไหวดวงตาคู่นั้นมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มบาง ๆ
“ฉันชอบนะ”
แล้วเธอก็เดินเข้าบ้านไปทิ้งให้มาซาอากิยืนอยู่ลำพังใต้แสงไฟหน้าประตูพร้อมความรู้สึกประหลาดในอก
...
คืนนั้นเขานอนไม่หลับไม่ใช่เพราะเื่งาน ไม่ใช่เพราะโตเกียวแต่เป็เพราะคำพูดของอาโออิ ฉันเกลียดตอนเย็นคำพูดธรรมดาแต่กลับเจ็บอย่างบอกไม่ถูก คนส่วนใหญ่ชอบพระอาทิตย์ตก ชอบแสงสีส้ม ชอบ่เวลาระหว่างกลางวันกับกลางคืนแต่อาโออิเกลียดมันเพราะสำหรับเธอความมืดไม่ใช่เื่โรแมนติกมันคือบางสิ่งที่ค่อยๆ แย่งโลกไปจากสายตา
...
เช้าวันถัดมามาซาอากิออกมาเดินเล่นั้แ่เช้า อากาศสดชื่น กลิ่นหญ้าเปียกน้ำค้างลอยอยู่ในอากาศเสียงนกร้องดังจากแนวต้นไม้ ทุกอย่างดูปกติจนกระทั่งเขาเดินผ่านบ้านทาคาฮาชิประตูรั้วเปิดอยู่รถของเคนจิจอดอยู่
แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดคือเสียงหนึ่งเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเสียงร้องไห้ เบามากจนแทบไม่ได้ยิน ลอยออกมาจากหลังบ้าน
มาซาอากิชะงักหัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุเขาไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง ไม่ได้ตั้งใจแอบมองแต่เท้ากลับหยุดอยู่ตรงนั้นโดยอัตโนมัติ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งสั้นๆ เหมือนคนพยายามกลั้นเอาไว้
เขาเดินอ้อมแนวรั้วไปเล็กน้อยก่อนจะเห็นอาโออินั่งอยู่คนเดียวใต้ต้นแอปเปิลหันหลังให้ทางเดินไหล่เล็กๆ สั่นน้อย ๆ มือกุมบางอย่างเอาไว้แน่น
มาซาอากินิ่งเพราะนี่ไม่ใช่อาโออิที่เขารู้จัก ไม่ใช่ผู้หญิงที่หัวเราะตลอดเวลา ไม่ใช่คนที่เปลี่ยนทุกเื่ให้เป็เื่ตลกไม่ใช่คนที่มีแสงแดดอยู่ในรอยยิ้มแต่เป็เพียงหญิงสาววัยยี่สิบสองปีคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้
เขาควรถอยกลับควรเดินออกไป ควรทำเหมือนไม่เห็นแต่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเสียงฝีเท้าอีกคู่ก็ดังขึ้น
มิซากิแม่ของอาโออิ เดินเข้ามาจากตัวบ้าน เธอหยุดอยู่ข้างลูกสาวไม่ได้พูดอะไรในตอนแรกเพียงนั่งลงข้างๆ
และกอดเธอไว้เงียบๆ อาโออิพยายามกลั้นน้ำตาแต่ไม่สำเร็จ ไหล่สั่นแรงขึ้นมือกำกระดาษในมือแน่นกว่าเดิม
“หนูขอโทษ...” เสียงของเธอขาดห้วง “หนูขอโทษ...”
มิซากิส่ายหน้าก่อนดึงลูกสาวเข้ามากอดแน่นขึ้น
“อย่าพูดแบบนั้น”
“แต่...”
“อย่าโทษตัวเอง” น้ำเสียงของแม่สั่นไม่แพ้กัน “เื่นี้ไม่ใช่ความผิดของหนู”
อาโออิหลับตาน้ำตาไหลลงมาอีกเธอไม่ได้เถียง ไม่ได้พยายามเข้มแข็ง ไม่ได้ฝืนยิ้มเป็ครั้งแรกที่กำแพงทั้งหมดพังลง
มาซาอากิถอยหลังหนึ่งก้าวจากนั้นอีกก้าวเขาไม่ควรอยู่ตรงนั้น ไม่ควรเห็น่เวลานี้มันเป็ความเ็ปของครอบครัว ไม่ใช่ของเขาแต่ภาพที่เห็นกลับติดอยู่ในหัวโดยเฉพาะสิ่งที่อยู่ในมือของอาโออิกระดาษสีขาว เอกสารจากโรงพยาบาล
...
บ่ายวันเดียวกันเขาเจออาโออิที่ร้านกาแฟและเหมือนทุกครั้ง เธอยิ้ม หัวเราะ พูดคุย ราวกับเช้าวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
“คุณยายฟูมิ!”
“ฉันหิวแล้ว”
“เธอหิวตลอดเวลา”
“นั่นเป็พร์ค่ะ”
ทุกคนหัวเราะ
แม้แต่มาซาอากิเองแต่คราวนี้ต่างออกไปเพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าหลังรอยยิ้มนี้มีอะไรซ่อนอยู่
เมื่อกลับบ้านพักในคืนนั้นเขานั่งอยู่ริมหน้าต่างมองไฟในหมู่บ้านทีละดวง ความคิดวนเวียนไม่หยุด อาโออิร้องไห้เอกสารจากโรงพยาบาล คำพูดของมิซากิและคำขอโทษของเธอ ทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็ภาพเดียวแม้ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดแต่เขารู้แล้วอย่างหนึ่ง เื่นี้ไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อยไม่ใช่การตรวจซ้ำธรรมดา ไม่ใช่อาการชั่วคราวมันร้ายแรงพอที่จะทำให้หญิงสาวที่สดใสที่สุดในหมู่บ้านร้องไห้คนเดียวใต้ต้นแอปเปิล
ลมกลางคืนพัดผ่านหน้าต่างมาซาอากิหลับตาลงช้า ๆ และเป็ครั้งแรกที่เขาเริ่มกลัว กลัวความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผยเพราะส่วนหนึ่งในใจรู้ดีว่าหลังจากได้รู้มันทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกทั้งสำหรับอาโออิและสำหรับตัวเขาเอง