ตอนที่ 34 ความคิดที่อยู่ในใจ
หลังจากที่หยุดชะงักไปได้สักพัก จึงเอ่ยด้วยความขลาดกลัวว่า “เป็ดังเช่นที่คุณหนูถงเอ่ยที่ไหนกันล่ะ ชีวิตข้ามีทุกวันนี้ได้ ล้วนเป็เพราะได้รับความช่วยเหลือค้ำจุนจากท่านเมื่อคราก่อน หากไม่ได้ท่านพูดแทนข้าในตอนแรก ทั้งยังอบรมสั่งสอนข้าถึงเพียงนั้น ข้าจะมีชีวิตที่ดีเช่นนี้ได้อย่างไร”
“จะว่าไป่สองสามวันนี้ท่านไม่ได้มาที่นี่เลย มีเื่ยุ่งยากอันใดหรือไม่เ้าคะ ที่มาหาข้าในวันนี้ เป็เพราะมีเื่อยากให้ข้าช่วยหรือเปล่า คุณหนูถง หากท่าน้าละก็รีบบอกข้าได้เลยเ้าค่ะ”
ถงเชียนมองดูใบหูที่เห่อแดงเล็กน้อยของแม่หนูอวิ๋น ก็รู้ได้เลยว่าหากตนเองยังพูดมากอีกล่ะก็ แม่นางน้อยผู้นี้จะต้องขลาดกลัวเป็แน่ จึงไม่เอ่ยวาจาใดอีก นี่ตนเองดูเหมือนคนที่เวลามีเื่อะไร ก็นึกถึงสหายขึ้นมาทันทีอย่างนั้นหรอกรึ เมื่อคิดเช่นนี้ ก็ส่ายหัวเบาๆ
“แม่หนูอวิ๋น เ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ ข้าแค่พูดเพียงประโยคเท่านั้นเอง แล้วดูเ้าสิ เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้”
มองดูสีหน้าของนางที่ค่อยๆ แดงระเรื่อ จึงเอ่ยต่อว่า “เอาล่ะๆ ข้าไม่แกล้งเ้าแล้ว ที่มาในวันนี้ ข้าก็แค่เพียงนำบทละครไม่กี่เล่มมาให้หัวหน้าคณะ แล้วก็แวะมาดูด้วยว่าเ้าเป็เช่นไรบ้าง พอบัดนี้ได้มาเห็นว่าเ้าอยู่สุขสบายดี ข้าก็วางใจ ”
แม่หนูอวิ๋นได้ฟังนางอธิบายเช่นนี้ ย่อมไม่เชื่อเป็ธรรมดา คราก่อนแม่นางถงท่านนี้มาที่นี่อยู่บ่อยครั้ง มากสุดก็แค่คุยกับตนในห้องโถงใหญ่เพียงไม่กี่ประโยค แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเจาะจงเรียกตนเองเข้ามาในห้อง ทั้งยังจงใจอยู่กันตามลำพังอีก ยิ่งไปกว่านั้นเถ้าแก่เรียกให้ตนมาที่นี่ ย่อมไม่ธรรมดาเช่นนั้นแน่
เพียงแต่สิ่งที่แม่หนูอวิ๋นไม่รู้ก็คือ วันนี้เถ้าแก่แค่้าหาเหตุผลมาหลบเลี่ยงเพื่อตัวเขาเองต่างหากเล่า ถึงได้จับพลัดจับผลูเรียกให้นางเข้ามาในห้องนี้ ทั้งยังทำให้นางเข้าใจผิดแบบนี้อีก แต่กลับเป็ความเข้าใจผิดนี้เอง ที่ทำให้ถงเชียนสบโอกาสพูดแผนการของนางเอง
ได้ยินนางพูดเช่นนี้ ในใจก็พลันเกิดความคิดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ตามที่ตนได้เคยไปมาหาสู่กับนาง ก็เข้าใจดีว่าคุณหนูถงตรงหน้าผู้นี้ ปฏิบัติต่อตนราวกับเป็คนคุ้นเคย หลายครั้งหลายคราที่พบกันก็ยังอ่อนโยนอบอุ่นมาก จึงได้ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อท่านกล่าวว่าไม่มีอะไร เช่นนั้นวันนี้ข้าจะขอแอบอ้างบารมีของท่านลองชิมน้ำชาชั้นดีของที่นี่เลยก็แล้วกัน”
เมื่อเอ่ยเช่นนี้ จึงทำราวกับตนเองนั้นอยู่ตามลำพัง แล้วดื่มชาชั้นดีที่เถ้าแก่โรงน้ำชาจัดเตรียมให้ถงเชียนโดยเฉพาะ ในขณะที่ดื่มก็ยังไม่ลืมเอ่ยว่า “หอมจังเลย”
ถงเชียนมองท่าทางเช่นนี้ของนาง ก็ส่ายหัวอย่างจนปัญญา เมื่อรู้ว่าแม่หนูผู้นี้คงจะไม่ยอมทำตามความคิดนางง่ายๆ แน่ จึงเอ่ยว่า “เอาล่ะ ไม่แกล้งเ้าแล้ว ที่มาให้วันนี้ นอกจากเื่ที่เพิ่งพูดกับเ้าไป แน่นอนว่ายังมีบางเื่ที่อยากเอ่ยกับเ้า เพียงแต่ข้าเองก็รู้ว่าเื่นี้มันยากอยู่บ้าง ถ้าหากเ้าคิดว่าตัวเ้าไม่สะดวกล่ะก็ ไม่จำเป็ต้องคิดมาก”
หลังจากที่แม่หนูอวิ๋นได้ฟังประโยคนี้ ก็นั่งยืดตัวตรงทันที แววตาแฝงด้วยความเร่งเร้าและเฝ้ารอ
จึงได้เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “อันที่จริงเ้าเองก็รู้ วันที่ข้าอยู่ที่นี่ในครานั้น ภายหลังจากที่ข้าได้พบเจอเ้าโดยบังเอิญ ต่อจากนั้นก็ได้มีโชคชะตากับเถ้าแก่โรงน้ำชา ทว่าเนื่องจากยามนี้พวกข้าเกิดเื่เล็กน้อยขึ้นที่หมู่บ้าน เลยมีความคิดประการหนึ่ง”
เมื่อเอ่ยเช่นนี้ ทั้งยังเลือกแผนการส่วนหนึ่งที่เคยวางไว้กับจี้ซิวผิงเมื่อก่อนหน้านี้ออกมา แล้วบอกให้แม่หนูอวิ๋นรับรู้ทุกสิ่งอย่าง
จากนั้นก็ถามต่อว่า “ความจริงที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่ออยากถามว่าเ้ามีคนรู้จักหรือไม่ก็คนที่มีความจำเป็ในด้านนี้หรือไม่ เพราะข้าคิดว่า หากเ้ารู้จักคนเหล่านี้ล่ะก็ น่าจะวางใจได้มากกว่าการที่ข้าออกไปตามหาเอง”
หลังจากที่แม่หนูอวิ๋นได้ยินแผนการของถงเชียน ในใจพลันรู้สึกหวั่นไหวเป็อย่างมาก ด้วยตนเองรู้ดีว่าคุณหนูถงช่วยเหลือตนเองมามากมาย มิหนำซ้ำหากไม่ใช่นางล่ะก็ ไม่รู้ว่าชีวิตตนเองในยามนี้จะต้องร่อนเร่พเนจรไปอยู่ในตระกูลใด ถือว่าตนโชคดีที่เจอนางเข้า หากเป็คนอื่นล่ะก็ คงไม่มีโชคดีเช่นนี้
ในเมื่อบัดนี้นางมีความคิดเช่นนี้ ทั้งยังสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ตนเองย่อมเห็นด้วยเต็มที่ แม้ไม่อาจเปลี่ยนชีวิตได้หมดทุกคน แต่ต่อให้ช่วยได้เพียงคนเดียว ตนรู้สึกดีใจมากแล้ว เมื่อคิดดังนี้ จึงพยักหน้า
ด้วยกลัวว่าถงเชียนจะไม่เข้าใจความหมายของตน ก็ได้รีบเอ่ยเสริมว่า “อันที่จริงบ้านของพวกเราที่นั่นยังมีอีกหลายคนที่อยู่ในสถานการณ์เฉกเช่นเดียวกับข้า เพียงแต่ครอบครัวยังพอฝืนประคับประคองไว้ได้ ทั้งยังสามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดเื่อันใดขึ้น พวกเขาก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นกัน หากคุณหนูคิดว่าพวกเขาใช้ได้ล่ะก็ ข้าสามารถพาท่านไปดูได้”
ครั้นถงเชียนได้ฟังนางกล่าวเช่นนี้ ถึงแม้ในใจนางจะมีความคาดหวังที่เลือนรางอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตน้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในยามนี้ ไม่ใช่มีเพื่อกันไว้ดีกว่าแก้ เมื่อนึกเช่นนี้ก็พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
แม่หนูอวิ๋นเห็นนางทำท่าทางเช่นนั้น ในใจก็พลันเกิดความวิตกกังวล ตนเองคงไม่ได้พูดประโยคไหนที่ทำให้คุณหนูถงไม่พอใจจนเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาหรอกนะ หากเป็เช่นนี้ล่ะก็ ตนจะคู่ควรกับการที่นางเคยช่วยเหลือตนไว้เมื่อคราก่อนได้อย่างไร
ในใจพลันเกิดความสับสนวุ่นวาย ร้อนใจอยากจะเอ่ยปากอธิบาย เพียงแต่ยังไม่ถึงคราที่ตนเองจะเอ่ยปาก ก็พลันได้ยินเสียงถงเชียนดังขึ้นมาอีกครั้ง
“อันที่จริงผู้ที่ข้า้าในยามนี้ ก็คือเหล่าเด็กที่ชีวิตความเป็อยู่ยากลำบาก ไม่ว่าอดีตพวกเขาจะเคยมีชีวิตเช่นไร แต่บัดนี้พวกเขากลับ้าความช่วยเหลือที่สุด ส่วนเด็กเ่าั้ที่เ้าว่า ตอนนี้พวกเขายังมีพ่อแม่คอยเลี้ยงดู หากจู่ๆ ให้พวกเขาจากบ้านมากะทันหัน ทั้งยังไม่ให้กลับไปเป็เวลานาน พวกเขาคงจะไม่เต็มใจแน่”
“ข้าเองก็ไม่อยากพรากของรักผู้อื่นมาเป็ของตน เ้าว่าถูกไหม แต่หากเป็เด็กที่ข้ากล่าวถึงเ่าั้ ไม่จำเป็ต้องกังวลเื่พวกนั้นเลย วันข้างหน้ายังสามารถทำให้พวกเขายอมรับในสิ่งที่เคยขาดเมื่อครั้นอดีตด้วยความเต็มใจ”
แม่หนูอวิ๋นได้ฟังนางคิดพิจารณาเช่นนี้ ก็เข้าใจว่านางหวั่นกลัวสิ่งใด ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าความกังวลก่อนหน้านี้ของตนไม่จำเป็เลยสักนิด ใบหน้าจึงซีดขาวไป ทว่าในชั่วพริบตาสีหน้าก็ค่อยๆ กลับมาสีแดงฝาดดังเดิม ขอเพียงคุณหนูถงยังเชื่อใจตนเอง เช่นนั้นตนย่อมช่วยเหลืออย่างแน่นอน
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ก็พยักหน้าและพูดพึมพำว่า “คุณหนูถง ก่อนหน้านี้ข้าคิดน้อยไป ท่านอย่าได้ถือสาเลย”