แอบแซ่บ ผัวเพื่อน

    ตอนที่ 1: ล้มละลาย

    "หนูพราวหวานไปทั้งตัวเลยครับคนดี... พี่ทนไม่ไหวแล้ว ขอพี่เข้าไปเลยนะครับ" เขากระซิบชิดริมฝีปากของฉัน น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเว้าวอน
    "เข้ามาเลยค่ะพี่อนันต์... พราวพร้อมแล้ว... เป็นของพราวนะคะ" 
    คำอนุญาตอันแสนหวานราวกับน้ำทิพย์ชโลมใจ หมออนันต์จับความแข็งแกร่งและร้อนผ่าวของลำเอ็นจ่อเข้าที่ปากทางถ้ำสีสวย ค่อยๆ กดดันความใหญ่โตสอดแทรกเข้ามาภายในความคับแคบและอ่อนนุ่มของฉันอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นและล้ำลึก
    "อ๊า... ลึกมาก... พี่อนันต์ขา... แน่น..." ฉันสูดปากครางเสียงหลง สัญชาตญาณทางร่างกายสั่งการให้กล้ามเนื้อภายในช่องทางสวาทขมิบตอดรัดท่อนลำของเขาอย่างรุนแรงและถี่ยิบตามแรงสัมผัส
    "ซี้ดดด... พราว... รัดพี่แน่นมาก... อา... รู้สึกดีเหลือเกิน" เขาคำรามเสียงต่ำในลำคอ เชิดหน้าขึ้นหลับตาพริ้มเพื่อซึมซับความสุขสมที่ทะลักทลายเข้ามา
    เมื่อร่างกายของเราสอดประสานกันจนแนบสนิท หมออนันต์ก็เริ่มขยับสะโพก โยกคลึงและถอนท่อนลำเข้าออกเป็นจังหวะเนิบนาบ อ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความเร็วและแรงกระแทกให้หนักหน่วงและดุดันมากยิ่งขึ้นตามแรงปรารถนา
    "อ๊ะ... อ๊ะ... แรงอีกค่ะพี่อนันต์... กระแทกพราวแรงๆ เลย... อ๊างงง"
    ฉันบิดส่ายสะโพกสวนรับจังหวะกระทั้นของเขาอย่างซ่านสยิวและรู้ใจ เรียวขาทั้งสองข้างตวัดรัดรอบเอวสอบของเขาเอาไว้แน่น ปลายนิ้วจิกลงบนแผ่นหลังกว้างที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่หดเกร็งของเขาในทุกจังหวะการเคลื่อนไหว
    เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องไปทั่วห้องตรวจลับ ผสมผสานกับเสียงครางหวานใสของฉันและเสียงคำรามต่ำของคุณหมอหนุ่ม เตียงตรวจโรคสีเขียวเข้มสั่นไหวไปตามแรงอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ 
    ความสัมพันธ์ต้องห้ามที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในเงามืด มันช่างเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้กิเลสตัณหาของเราทั้งคู่ลุกโชนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งรู้ว่าผิดศีลธรรม ยิ่งรู้ว่ามีคนกำลังถูกหักหลัง ความตื่นเต้นและความเสียวสะท้านก็ยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ

    - - - ฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไงนะ?   เรื่องมันเริ่มจาก - - - แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าในฤดูหนาว สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวสะอาดตา เข้ามาตกกระทบลงบนเตียงไม้สักสลักลวดลายวิจิตร บนฟูกหนานุ่มที่ห่อหุ้มด้วยผ้าปูที่นอนทอจากเส้นใยไหมชั้นดี ฉันขยับตัวบิดขี้เกียจอย่างเชื่องช้า ซึมซับความอบอุ่นและกลิ่นหอมละมุนของดอกไม้แห้งที่อบอวลอยู่ในห้องนอนส่วนตัวอันแสนกว้างขวางของคฤหาสน์ตระกูลวณิชย์เกียรติ

    ชีวิตของ 'พราวรินทร์' นิสิตสาวปีสองคณะจิตวิทยา ผู้เกิดและเติบโตมาบนกองเงินกองทอง ช่างราบรื่นและงดงามราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย ฉันมีพร้อมทุกอย่าง หน้าตาที่สะสวยสะกดทุกสายตา การศึกษาในสถาบันชั้นนำ และความสะดวกสบายที่สามารถชี้นิ้วสั่งได้ดั่งใจนึก

    ฉันลุกขึ้นจากเตียง สวมรองเท้าแตะเดินในบ้านขนนุ่มฟู แล้วก้าวเดินลงบันไดเวียนที่ทำจากหินอ่อนขัดเงา เพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องอาหารด้านล่าง กะว่าจะสั่งให้แม่บ้านเตรียมอาหารเช้ารสเลิศและน้ำส้มคั้นสดๆ ให้สักแก้ว

    ทว่า... บรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังโตเช้านี้ กลับเงียบเหงาและวังเวงผิดปกติ

    ไม่มีเสียงตะหลิวเคาะกระทะจากในครัว ไม่มีเสียงฝีเท้าของคนรับใช้ที่คอยเดินขวักไขว่ทำความสะอาด และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีรอยยิ้มต้อนรับของคุณพ่อและคุณแม่ที่มักจะนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะอาหาร

    ความเงียบสงัดนี้มันชวนให้รู้สึกขนลุกแปลกๆ ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ โถงกว้าง กระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับซองจดหมายสีขาวที่วางเด่นอยู่กลางโต๊ะอาหารหินอ่อน ซองนั้นถูกทับด้วยกุญแจรถยนต์คันเก่งของฉัน และข้างๆ กันคือถุงกระดาษแบรนด์เนมที่บรรจุเงินสดจำนวนหนึ่งและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวชิ้นเล็กๆ สองสามชิ้น

    คิ้วเรียวสวยของฉันขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย นิ้วเรียวหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน ข้อความที่เขียนด้วยลายมือสั่นเทาของคุณพ่อ ปรากฏแก่สายตา...

    'พราว... พ่อกับแม่ขอโทษ ธุรกิจของเราล้มละลายแล้ว หนี้สินร้อยล้านกำลังจะทำให้เราถูกฟ้องร้องและติดคุก พ่อกับแม่จำเป็นต้องหนีไปตั้งหลักที่ต่างประเทศ เราไม่สามารถพาหนูไปด้วยได้ ทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงบ้านหลังนี้กำลังจะถูกอายัด พ่อทิ้งเงินสดก้อนสุดท้ายกับรถยนต์ไว้ให้หนูเอาไปใช้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ดูแลตัวเองให้ดีนะลูก พ่อกับแม่รักหนูเสมอ...'

    ข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่บรรทัด เหมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางหน้าผาก ฉันยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ สมองประมวลผลข้อความเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมา... ล้มละลาย? หนีหนี้ร้อยล้าน? บ้านถูกอายัด?

    หากนี่เป็นฉากในละครหลังข่าว นางเอกคงจะต้องทรุดตัวลงไปกองกับพื้น กรีดร้องฟูมฟาย บีบน้ำตาเป็นสายเลือด โทษฟ้าโทษดินที่กลั่นแกล้งให้ชีวิตต้องตกต่ำลงอย่างกะทันหัน

    ทว่า... หลังจากที่ฉันยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหินอ่อนอยู่ประมาณหนึ่งนาทีเต็ม ริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบด้วยลิปบาล์มสีพีชก็ค่อยๆ ขยับยิ้ม... ก่อนที่เสียงหัวเราะ 'หึ' จะหลุดลอดออกมาจากลำคอ

    "ช่างเป็นพล็อตเรื่องที่คลาสสิกและน้ำเน่าเสียเหลือเกินนะโชคชะตา" ฉันพึมพำกับตัวเอง ส่ายหน้าไปมาด้วยความขบขันระคนสมเพช

    ไม่มีน้ำตาหลั่งไหลออกมาสักหยด ไม่มีการฟูมฟายหรือโอดครวญ ฉันพับจดหมายเก็บใส่ซองอย่างเบามือ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุหนังชั้นดี ใช้นิ้วชี้เคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยหลักการและเหตุผล

    ในมุมมองของนักศึกษาจิตวิทยา สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เพิ่งทำลงไป มันก็คือ 'กลไกการป้องกันตัวเองแบบหลีกหนี' หรือการหนีปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับความเครียดและสภาวะวิกฤตที่เกินกว่าจะรับไหว พวกท่านเลือกที่จะทิ้งฉันไว้เบื้องหลังเพื่อเอาชีวิตรอด... ซึ่งถ้ามองโลกตามความเป็นจริง มันก็สมเหตุสมผลดี สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์มักจะทำงานเหนือความผูกพันทางสายเลือดเสมอเมื่อถึงคราวคับขัน

    "เอาเถอะ... ถือว่านี่คือบททดสอบชีวิตก็แล้วกัน" ฉันเหยียดยิ้ม พลิกดูเงินสดในถุงกระดาษที่น่าจะมีอยู่ราวๆ ห้าหมื่นบาท กับกุญแจรถยนต์คันเล็กที่ชื่อยังเป็นของฉันอยู่ "ก็ยังดีที่ไม่ทิ้งหนี้ร้อยล้านไว้ให้ฉันต้องมานั่งใช้คืนตัวเป็นเกลียว"

    ฉันปฏิเสธที่จะสวมบทบาทเป็น 'เหยื่อ' ของโชคชะตา ความอ่อนแอและความเศร้าโศกไม่เคยช่วยให้อิ่มท้อง หรือช่วยจ่ายค่าไฟได้ ในเมื่อชีวิตพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ฉันก็แค่ต้องหาวิธีเดินด้วยส้นเท้าให้มันสง่างามที่สุด

    อาวุธที่ฉันมีติดตัว ไม่ใช่เงินทองหรือนามสกุลดังอีกต่อไป... แต่มันคือ 'มันสมอง' ที่เฉียบแหลม 'จริตมารยา' ที่ถูกอบรมมาอย่างกุลสตรีชั้นสูง และ 'สรีระเรือนร่าง' ที่งดงามไร้ที่ติ

    ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ คฤหาสน์หรูหราที่เคยเป็นของตัวเองด้วยสายตาที่เย็นเยียบ ในหัวเริ่มวางแผนการเอาชีวิตรอดในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด ฉันจะต้องใช้ความฉลาดและความสวยของตัวเองนี่แหละ เป็นบันไดไต่เต้ากลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดให้ได้อีกครั้ง... หรืออาจจะสูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

    ***

    ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ดื่มด่ำกับแผนการในหัว เสียงออดหน้าประตูก็ดังขัดจังหวะขึ้นอย่างหยาบคาย ตามมาด้วยเสียงตะโกนและเสียงทุบประตูเหล็กดัดดังกึกก้อง

    ฉันเดินนวยนาดออกไปที่หน้าคฤหาสน์ราวกับนางพญาที่กำลังจะออกไปทักทายพสกนิกร ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายฉกรรจ์ในชุดซาฟารีสีเข้มหลายคน ยืนขนาบข้างชายวัยกลางคนสวมแว่นตาหนาเตอะที่ถือแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ พวกเขาคือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์และตัวแทนของเจ้าหนี้ ที่มาพร้อมกับป้ายกระดาษแผ่นใหญ่ที่มีข้อความ 'อายัดทรัพย์สิน'

    "คุณพราวรินทร์ใช่ไหมครับ? ผมเป็นตัวแทนจากบริษัทสินเชื่อ... ทางเราได้รับคำสั่งศาลให้อายัดทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลคุณ เนื่องจากบิดาของคุณผิดนัดชำระหนี้ตามกำหนด" ชายสวมแว่นกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและวางอำนาจ ราวกับจะข่มขวัญเด็กสาวตัวเล็กๆ ให้หวาดกลัว

    ฉันยืนประจันหน้ากับพวกเขาผ่านซี่ลูกกรงเหล็กดัด แววตาของฉันเรียบนิ่ง ไม่สะทกสะท้านหรือแสดงความอ่อนแอใดๆ ออกมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว ฉันเชิดคอขึ้นเล็กน้อย ส่งรอยยิ้มบางๆ ที่เคลือบไปด้วยความหยิ่งผยองและมีเสน่ห์ล้นเหลือไปให้พวกเขา

    "สวัสดีค่ะคุณเจ้าหน้าที่..." ฉันเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหวานใส นุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยความเฉียบขาด "ไม่ต้องตะโกนหรือทำท่าทางขึงขังขนาดนั้นหรอกค่ะ พราวทราบดีว่าพวกคุณมาทำหน้าที่ และพราวก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ค่ะ"

    ฉันปลดล็อกประตูรั้วเล็กให้พวกเขาเดินเข้ามา ชายฉกรรจ์หลายคนที่ตั้งท่าจะบุกเข้ามาข่มขู่ ถึงกับชะงักและมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเผชิญหน้ารับรอยยิ้มและกิริยามารยาทอันหมดจดของกุลสตรี

    "บ้านหลังนี้ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น และทรัพย์สินทั้งหมด พราวขอมอบสิทธิ์ให้พวกคุณจัดการตามกฎหมายได้เลยค่ะ... แต่สำหรับของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า และรถยนต์คันเล็กที่ชื่อเป็นของพราวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พราวขออนุญาตเก็บไปนะคะ... หวังว่าคุณเจ้าหน้าที่คงจะไม่ใจร้ายกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เพิ่งสูญเสียทุกอย่างไปหรอกนะคะ"

    ฉันช้อนสายตามองชายสวมแว่นที่เป็นหัวหน้าชุด แสร้งทำน้ำเสียงออดอ้อนและกะพริบตาปริบๆ อย่างมีจริตมารยา ความงดงามที่เย้ายวนและคำพูดที่ชาญฉลาด ทำให้ชายวัยกลางคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ ท่าทีแข็งกร้าวของเขาถูกหลอมละลายกลายเป็นความเกรงใจและประทับใจในสปิริตของเด็กสาวตรงหน้า

    "อะ... เอ้อ... ได้ครับ ตามกฎหมายแล้วทรัพย์สินส่วนตัวที่เป็นชื่อของคุณพราวรินทร์ เราไม่สามารถอายัดได้ เชิญคุณพราวรินทร์เก็บของได้ตามสบายเลยครับ ทางเราจะรออยู่ด้านนอก ไม่เข้าไปกวนใจแน่นอนครับ" เขารับคำอย่างตะกุกตะกัก โค้งศีรษะให้อย่างสุภาพ

    "ขอบคุณมากนะคะ คุณเจ้าหน้าที่ช่างมีเมตตาจริงๆ ค่ะ" ฉันยิ้มหวานหยดย้อย ส่งสายตาชื่นชมให้เขาหนึ่งทีก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน

    เห็นไหมล่ะ... แค่รู้จักใช้เสน่ห์และคำพูดให้เป็นประโยชน์ ผู้ชายหน้าไหนก็พร้อมจะอ่อนระทวยและทำตามความต้องการของเราทั้งนั้น นี่แหละคืออาวุธที่น่ากลัวที่สุดของผู้หญิง

    ***

    ฉันใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงในการลากกระเป๋าเดินทางใบบางที่บรรจุเสื้อผ้าไม่กี่ชุดและของใช้จำเป็น ออกมาจากคฤหาสน์ที่เคยเป็น 'บ้าน' มาตลอดสิบเก้าปี

    ก่อนจะก้าวขึ้นรถ ฉันหยุดยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่ตรงโถงทางเดิน เพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

    ภาพสะท้อนในกระจก เผยให้เห็นหญิงสาวที่มีผิวพรรณขาวสะพรั่งดุจน้ำนม เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลตามวัยสาว ดวงตากลมโตที่ซ่อนความร้ายกาจและเฉลียวฉลาดเอาไว้มิดชิด ริมฝีปากอวบอิ่มที่พร้อมจะพ่นคำหวานปานน้ำผึ้งอาบยาพิษ และรูปร่างสัดส่วนโค้งเว้าที่งดงามราวกับงานประติมากรรมชั้นเอก

    ฉันไล้ปลายนิ้วไปตามโครงหน้าของตัวเองอย่างหลงใหลและภาคภูมิใจ...

    ทรัพย์สมบัติภายนอกมันถูกพรากไปได้ แต่ความสวยงามและความฉลาดที่ฝังอยู่ในตัวฉัน ไม่มีใครหน้าไหนสามารถแย่งชิงมันไปได้ สินค้าชิ้นเอกและอาวุธคู่กายนี้แหละ ที่ฉันจะนำไปใช้เป็นทุนรอนในการต่อสู้กับโลกอันโหดร้ายใบนี้

    "ลาก่อนนะคฤหาสน์แสนสวย ขอบคุณสำหรับเตียงนุ่มๆ ที่ผ่านมา" ฉันโบกมือลาบ้านหลังใหญ่ด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง ขยิบตาให้กับความโชคร้ายที่เข้ามาทักทายอย่างไม่ทันตั้งตัว

    ฉันลากกระเป๋าไปเก็บที่ท้ายรถยนต์คันเล็ก ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ สตาร์ตเครื่องยนต์ที่ส่งเสียงครางกระหึ่มเบาๆ เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำเป่ารดใบหน้า ฉันเปิดเพลงบรรเลงจังหวะสนุกสนานผ่านเครื่องเสียงราคาแพง เพื่อสร้างบรรยากาศให้เข้ากับอารมณ์ที่พร้อมจะปะทะกับทุกสิ่ง

    ล้อรถหมุนเคลื่อนตัวออกจากประตูรั้วเหล็กดัด ทิ้งอดีตอันแสนหวานและทรัพย์สินร้อยล้านเอาไว้เบื้องหลัง ฉันขับรถมุ่งหน้าออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งตรงไปยังใจกลางเมืองหลวงที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยแสงสี

    สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ฉันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ มองดูท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆครึ้มตั้งเค้ามาแต่ไกล ราวกับธรรมชาติกำลังข่มขู่และท้าทายฉัน

    "คิดจะเอาพายุฝนมาขู่ฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!" ฉันหัวเราะร่า ยกนิ้วกลางขึ้นมาแจกฟักแฟงให้กับก้อนเมฆสีเทาบนท้องฟ้าอย่างขี้เล่นประชดประชัน

    สมองของฉันกำลังทำงานอย่างรวดเร็ว ประเมินทิศทางและวางแผนการสำหรับอนาคต ฉันมีเงินติดตัวแค่ห้าหมื่นบาท กับรถยนต์หนึ่งคัน ฉันต้องหาที่ซุกหัวนอนราคาถูก ต้องหางานทำเพื่อส่งตัวเองเรียนให้จบ และที่สำคัญ... ฉันต้องมองหา 'โอกาส' ที่จะหลอกใช้กลไกของสังคมหน้าไหว้หลังหลอกใบนี้ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์และไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้เหนือกว่าให้ได้

    สังคมที่ผู้คนสวมหน้ากากเข้าหากัน สังคมที่ความสวยงามและมารยาคือสกุลเงินที่มีค่าที่สุด... ฉันจะใช้กฎของพวกมัน เล่นงานพวกมันเอง

    แววตาของฉันทอประกายวาวโรจน์ เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความกระหายในการเอาชนะ รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนใบหน้าสะสวย

    ถ้าโชคชะตาคิดจะโยนฉันลงไปในขุมนรกแห่งความยากจนและสิ้นหวัง... ฉันก็จะไม่ใช่นางเอกเจ้าน้ำตาที่นั่งรอคอยอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยกอบกู้

    ฉันจะเป็นนางมารร้าย... ถ้านี่คือขุมนรก ฉันก็จะเริงระบำอยู่บนกองไฟนี้ให้เย้ายวนที่สุด!