บทที่ 8 สีน้ำตาล
ออดและคนงานคว้าอาวุธคู่มือ วิ่งพรวดพราดไปที่บ้านหลังนั้น ไนซ์ นัท เด่น กานต์ ที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามถนนได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ต่างหยิบคว้าอาวุธเร่งรีบตรงมาเช่นกัน
“เปิดประตู!!”ออดะโเสียงสนั่น หลังพบว่าประตูล็อกจากด้านใน
ในบ้านมีแต่เสียงต่อสู้ดิ้นรน ข้าวของหล่นโครมคราม และเสียงคำรามดั่งสัตว์ร้าย
“ไอ้เด่น..พังประตู!!”ออดสั่ง
โครม!!
เด่นถีบทีเดียวประตูไม้บานนั้นก็เปิดผางออก ออดถลันเข้าไปทันที
“ไอ้แช่ม มึงทำอะไร!!” ออดคำราม
ภาพที่ทุกคนเห็น แช่มกำลังฉีกทึ้ง กัดกินร่างของหญิงคนหนึ่งอยู่ นั่นคือ โอ่ง แม่ของเขาเอง
โอ่งอยู่ในสภาพสุดสังเวช าแเหวอะหวะทั่วทั้งตัว แต่เธอยังไม่ตาย ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นที่แดงฉานไปด้วยเื ลำคอเป็แผลฉกรรจ์จากคมเขี้ยวของลูกชาย
แช่มหันหน้ามาเผชิญกับกลุ่มคน ดวงตาแดงก่ำของเขาเบิกโพลง ปากที่อ้ากว้างคำรามเต็มไปด้วยเืสดๆ
“โฮกก!!” แช่มโผเข้าหาออด ซึ่งเป็คนอยู่หน้าสุด
ตูม!!
เสียงปืนลูกซองที่ดังในบ้านเล็กๆหลังนั้น ก้องกลบทุกสรรพเสียงในโลก ะุลูกปรายเก้าเม็ด ที่เพิ่งพ้นลำกล้อง กลุ่มะุยังไม่ทันบาน ทำเอาร่างแช่มแทบขาดเป็สองท่อน ควันปืนตลบชั่วครู่ก่อนจางลง
แช่มดิ้นรนชั่วครู่ก็ขาดใจตาย
แต่ร่างของโอ่งผู้เป็แม่กลับยังดิ้นพราดๆ ส่งเสียงพยายามพูด ที่ใครก็ฟังไม่ออก เพราะหลอดลมเธอขาดไปแล้ว ในที่สุดเธอก็สำลักเื ตาเหลือกค้าง สิ้นลมไปอีกคน
กรามของชายชราถูกขบเป็สัน ออดแหงนหน้าให้น้ำตาที่เอ่อล้นดวงตา แห้งกลับลงไปอีกครั้ง
ออดมีพี่สาวฝาแฝดคู่หนึ่ง คือโอ่งกับอ่าง อ่างล้มป่วย แล้วเสียชีวิตเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ สุดท้ายโอ่งก็มาจากไปแบบนี้อีกคน
แช่ม ลูกชายของโอ่ง ก็เป็หลานแท้ๆของเขาเอง
ทางเลือกในการจัดการศพในเวลานี้ คือการฝัง เพราะการเผาศพ ต้องใช้ฟืนไฟจำนวนมหาศาล ควันไฟที่มากมาย มองเห็นได้ไกลสุดสายตา ย่อมพาปัญหาตามมามากมาย ยิ่งกว่านั้น คือต้องจัดการถึงสองศพ
ออดนั่งตรงข้ามกับไนซ์ ชายชราคล้ายดูแก่ลงไปอีกหลายปี เสียงที่เคยดังดุจฟ้าผ่า ใบหน้าที่หัวเราะร่าท้าฟ้าดินตลอดมา บัดนี้ดูเรียบเฉยนิ่งสนิท
“เื่การตรวจสอบคน ก่อนเกิดอาการบ้าคลั่ง เอ็งมั่นใจแค่ไหน”
“ผมไม่กล้ายืนยันร้อยเปอร์เซนต์ครับปู่ แต่..” ไนซ์ มองรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอีก เขาก็หยิบจดหมายของหนึ่งแผ่นนั้นออกมา
“ปู่ก็เคยอ่านจดหมายของพ่อผมแล้ว ปู่ดูตรงนี้นะครับ ”
“สายตาของพ่อมองไม่เห็นอะไรเป็สีแดงที่เคยรู้จัก
ทั้งโลก...ไม่มีอะไรเป็สีแดงเลย
เืที่พ่อกรีดเป็แผลเพื่อเรียกสติตัวเอง พ่อมองเห็นมันเป็สีน้ำตาลคล้ำ”
“มันเป็อาการของคนตาบอดสีแดง อาจเป็เพราะการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท หรืออะไรก็ตาม แต่ผมมั่นใจในสิ่งที่พ่อผมพยายามจะบอก”
ไนซ์ หยิบกระดาษที่ตัดเป็ชิ้นเล็กๆขนาดเท่ากันขึ้นมาสามแผ่น มันมีสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน
“ปู่ต้องเป็คนลงมือเอง ผมจะไม่มีบทบาทอะไรทั้งนั้น ผมไม่้าเข้าไปอยู่ในความขัดแย้ง ปู่อย่าบอกใครว่านี่เป็ความคิดผม ถ้าปู่เป็คนสั่ง ทุกๆคนจะไม่มีข้อสงสัย ”
“เราจะอ้างอิงจากการมองเห็นของสัตว์นักล่า ที่มองสีแดงเห็นเป็สีเทาหรือสีน้ำตาลเข้มเหมือนช็อกโกแลต เห็นสีเขียวเป็สีเหลืองเทา แต่เห็นสีน้ำเงิน ชัดเจนที่สุด”
“เราจะทำการตรวจสอบง่ายๆ และไม่เป็อันตรายต่อใคร แค่ให้พวกเขาดูสามสีนี้ ใครมองไม่เห็นสีแดง เห็นสีเขียวผิดเพี้ยน แต่กลับบอกสีน้ำเงินได้ถูกต้อง ปู่ก็แค่จับเขาขังไว้ เพื่อดูอาการ ให้ข้าวน้ำเขาตามปกติ”
“แค่นี้” ออดถาม
“ครับปู่ แค่นี้แหละ มันไม่ได้เป็อันตรายต่อใครเลย ถ้าหากเขาเริ่มคลั่ง แสดงว่าเรามาถูกทาง และที่สำคัญ ตัวปู่เองก็ต้องมองดูมันเพื่อตรวจสอบตัวเองด้วย อย่างแผ่นสีแดงนี่ ปู่มองเห็นชัดมั้ยครับ”
ไนซ์หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมายื่นให้ออดดู
ออดชะงักค้าง ใบหน้างงงัน เต็มไปด้วยความสับสน
“ไอ้..หนูไนซ์ ผลทดสอบนี้มันเชื่อถือได้ใช่ไหม”ออดถามเสียงสั่นและแหบพร่า
“ผมมั่นใจมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซนต์ครับ”
ออดนิ่งไปสักพัก ก่อนตัดสินใจพูดอย่างยากเย็น
“ปู่..ปู่เห็นเป็ สีน้ำตาลเข้ม!!!”
ไนซ์นิ่งงัน ใบหน้าเค้ามองออดเหมือนเจอสิ่งเหลือเชื่อ
แต่ก่อนที่ออดจะพูดอะไรต่อ ไนซ์ก็ลุกพรวดขึ้น
เขาก้าวเข้าไปหาออด แล้วคุกเข่ากราบลงที่ตัก
“ผม..ขอขมาปู่” ออดชะงัก ทำหน้าสงสัย เขาเหมือนสะกิดใจอะไรบางอย่าง
“ถูกแล้ว ที่พ่อเคยบอกไว้ให้ผมเคารพเชื่อฟังปู่ ตอนนี้ผมเคารพปู่หมดใจ”
ไนซ์ยังอยู่ในท่าคุกเข่า ชี้ไปที่กระดาษเล็กๆขนาดเดียวกัน ที่วางยังวางอยู่บนโต๊ะ ออดร้อง
“เอ๊ะ นั่นมันสีแดง ปู่ก็เห็นสีแดงนี่หว่า!” แล้วเขาหันกลับมามองแผ่นกระดาษที่ไนซ์ถือ มันเป็สีน้ำตาลเข้มจริงๆ
ไนซ์ฉีกมันเป็ชิ้นเล็กๆ โยนมันขึ้นไปบนอากาศ มันค่อยปลิวร่วงหล่นลงพื้น
“ครับปู่ มันเป็กระดาษสีน้ำตาลจริงๆ และไนซ์เชื่อว่า มีไม่กี่คนในโลกนี้ ที่รู้ความหมายของสี แล้วยังกล้าบอกตามที่ตัวเองเห็น”
ออดหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
“ไอ้หนู..ไอ้เด็กเปรต เอ็งกล้าหลอกปู่เรอะ” ออดเงื้อฝ่ามือใหญ่โตขึ้น
ไนซ์ไม่ได้หลบ เขากลับถอดแว่นตา นั่งคุกเข่ากัดกรามแน่นรอรับฝ่ามือนั้น
รออยู่สักครู่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไนซ์ลืมตาก็สะดุ้ง ออดยื่นหน้ามาจ้องเขา จนหน้าผากแทบจะชนกัน
“ปู่ไม่เคยรังแกเด็ก ไว้เอ็งโตกว่านี้ ค่อยเตะเอ็งก็ยังไม่สาย” แล้วเขาก็จับต้นแขนทั้งสองข้าง โยนร่างผอมกระหร่องไปไว้ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา เหมือนตอนนั่งคุยกันทีแรก
ออดยังมองด้วยความขัดเคือง
ไนซ์สวมแว่นตา แล้วยิ้มแหยๆ เขารีบหาเื่พูด
“ถ้าปู่เชื่อผมเมื่อวันก่อน เราอาจรู้ตัวเื่อาแช่มเร็วกว่านี้ก็ได้นะครับ ส่วนทางบ้านผม ผมขออนุญาตปู่ตรวจสอบกันเองได้ไหมครับ”
ออดพยักหน้าช้าๆ ตายังจับจ้องเด็กหนุ่มร่างผอมที่ใช้มือขยับแว่นตาให้เข้าที่ด้วยความเคยชิน
“ปู่เชื่อใจเอ็ง อีกอย่าง พวกเอ็งไม่ใช่ลูกน้อง ไม่ใช่คนงานของปู่ แต่ไหนแต่ไรมา ก๋งเอ็ง ย่าเอ็ง เราก็เป็เพื่อนบ้านกัน”
“ทุกวัน ตอนเช้า เมื่อพวกเอ็งตรวจสอบกันในบ้านแล้ว ให้ไอ้เด่นกับไอ้หนูกานต์ มาช่วยปู่ด้วย อาจต้องใช้กำลังของพวกมันตอนตรวจคนงานของปู่”
ออดล้วงไปในย่ามสะพายของเขา ซึ่งแขวนอยู่กับเก้าอี้ที่เขานั่ง หยิบปืน ซีแซด 75 คอมแพ็ค พร้อมกล่องะุ 9มม.พาราเบลลัม ออกมาวางบนโต๊ะ
“ไอ้ลูกดกของปู่ที่ให้แช่มมันไว้ มัน..ไม่ได้ใช้แล้ว เอ็งเอาไปเถอะ วิธีใช้เอ็งคงรู้”
ออดลุกขึ้นเดินจากไป พร้อมเสียงพูดลอยมา
“เอ็งเป็เด็กฉลาด แต่ประมาทเกินไป ถ้าไปเล่นแบบนี้กับคนอื่น ที่เข้าใจว่าตัวเองมองสีแดงเป็สีน้ำตาล แล้วรู้ความหมายของมันอย่างที่เราคุยกัน คิดฆ่าปิดปากเอ็งขึ้นมา โอกาสตายเอ็งสูงมาก”
ไนซ์ไม่ได้ตอบอะไร แต่มือยังเผลอเอื้อมไปลูบ .38 ที่ยืมมาจากฝน มันอยู่ในกระเป๋ากางเกงและถูกปกปิดด้วยเสื้อหลายชั้นที่เขาใส่