
....บริเวณลานหน้าโรงเตี๊ยมเถาเมิ่ง หลังศึกกับโจรเมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยชาวบ้านที่มามุงดู บางคนหิ้วถังน้ำ บางคนถือไม้กวาด แต่ส่วนใหญ่แค่ยืนซุบซิบกันเสียงดัง เหลือเพียงร่องรอยความเสียหายเล็กน้อยจากการต่อสู้ เศษโต๊ะเก้าอี้หัก เศษโอ่งที่แตกกระจาย
เจ๊เ้าของโรงเตี๊ยม วิ่งพุ่งออกมาจากครัวเหมือนลูกะุปืนใหญ่ มือขวาถือทัพพีไม้ยาวเกือบหนึ่งศอก
เจ๊: “โอ๊ย! ฮีโร่ของเจ๊! พวกเธอสองคนมันสุดยอด! เจ๊ซาบซึ้งน้ำตาไหลเป็ลำธารปิง เดี๋ยวคืนนี้เลี้ยงฟรีไม่อั้น!”
อวี้เฟิง: “เลี้ยงฟรีไม่อั้นเหรอเจ๊? ถ้างั้นผมคงต้องกินเผื่อชาติหน้าเลยนะ เผื่อชาติหน้าเจ๊เกิดเป็หมาแล้วมาง้อผมอีก”
เจ๊: “ไอ้เด็กปากเสีย! กินไปเถอะ เดี๋ยวเจ๊คิดราคาทีหลังเป็ดอกเบี้ย!”
หานเหวิน: (ถอนหายใจ) “ข้าขอกินพออิ่มก็พอ…”
อวี้เฟิง: “แปลกนะ คนแบบเ้ากินน้อยแต่เนื้อแน่น ส่วนข้ากินเยอะแต่ผอมเหมือนคันเบ็ดเดินได้”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบๆ บางคนถึงกับเอามือปิดปากเพราะกลัวโดนลูกหลงจากความแสบของอวี้เฟิง
หลังจากจัดการซากความวุ่นวายเสร็จ เจ๊เ้าของโรงเตี้ยมก็พยักหน้าเรียกทั้งคู่ให้ตามมาที่ด้านหลังโรงเตี๊ยม ผ่านโถงเก็บเหล้าข้าวซึ่งเรียงโอ่งสูงเกือบถึงเพดาน กลิ่นหมักหวานๆโชยออกมา
อวี้เฟิง: สูดลมหายใจเต็มปอด “อาาา…กลิ่นนี้ ถ้าดมต่ออีกหน่อยข้าคงเมาได้ฟรี”
เจ๊: “ระวังเหอะ ดมจนเมาแล้วไปอ้วกใส่ครัวเจ๊นะ ข้าจะเอาหัวเ้าไปต้มแทนหมู”
ในห้องเก็บของด้านหลัง เต็มไปด้วยลังพริกแห้ง กระสอบข้าวสาร และเครื่องครัวเก่าๆ แต่ในมุมหนึ่งกลับมีหีบไม้เก่าแก่ ปิดด้วยแม่กุญแจสนิมเขรอะ เห็นแล้วรู้สึกได้ทันทีว่าของข้างในไม่ธรรมดา
เจ๊ก้มลงงัดกุญแจ เสียงฝืดๆดังแกร่ก กุญแจตกลงพื้นดัง แกร๊ง! แล้วเธอก็ค่อยๆเปิดหีบ เผยให้เห็นหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง ปกผ้าไหมซีดจาง ลวดลายดอกไม้สีแดงแต่กลับมีเงาสีหม่นปนอยู่ราวกับกำลังจะเปลี่ยนเป็สีดำ
เจ๊: “นี่เป็ของตกทอดจากปู่ของเจ๊ เขาสั่งเสียไว้ว่าวันหนึ่งให้มอบต่อคนที่เหมาะสม… วันนี้เจ๊คิดว่าพวกเ้าสมควรได้”
อวี้เฟิง: รับมาแล้วหมุนหนังสือไปรอบๆเหมือนดูผักตลาด “เขาจังแถมเก่าด้วย…เอาทุบหัวโจรๆคงแค่คันๆ”
เจ๊: “นี่มันตำราล้ำค่านะเว้ย! ไม่ใช่กระทะ!”
อวี้เฟิง: ยิ้มขำๆแล้วเอาหนังสือขึ้นดม “หอมแฮะ…แต่เหมือนกลิ่น ....คุ้นๆ …เฮ้ย! กลิ่นนี้…”
หานเหวิน: คิ้วขมวดทันที “กลิ่นเดียวกับพิษดอกหงเซียงสีดq”
อวี้เฟิงหยุดหัวเราะชั่วครู่ มองหานเหวินอย่างจริงจัง ก่อนจะเปิดตำราอย่างระวัง หน้าแล้วหน้าเล่า มีบางหน้าที่หมึกจางจนแทบมองไม่เห็น เหมือนมีน้ำตาหยดลงบนตัวอักษร
จนกระทั่งเจอหน้าหนึ่งที่ยังพออ่านได้—
“...เมื่อสีดำกลายเป็สีแดง…เพียงน้ำจากกลีบที่ยังไม่สูญสิ้นลมหายใจจึงจะชะล้างได้…”
อวี้เฟิง: “กลีบที่ยังไม่สูญสิ้นลมหายใจ…ฟังดูเหมือนพูดถึงทางแก้พิษนะ แต่ดอกไม้มันจะหายใจได้ยังไงวะ? ต้องเอาไปเป่าลมใส่เหรอ?”
หานเหวิน: “อาจหมายถึงดอกที่ยังมีชีวิต…แต่ดอกหงเซียงมันเป็ดอกไม้ในตำนาน ไม่เคยมีใครปลูกมันได้นอกจากท่านเซียนน้ำตา …แถมสีแดงบริสุทธิ์ยิ่งหายาก”
อวี้เฟิง: “ดีเลย งานใหม่ ออกตามหาดอกไม้ที่หายากเหมือนหาเมียสวยที่ไม่ด่าเวลาเมา”
หานเหวินกลอกตาใส่ แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อ เจ๊ยกมือขึ้นห้าม เสียงเธอต่ำลงจนแทบกระซิบ
เจ๊: “ถ้าพวกเ้าคิดจะตามหามัน…จงเด็ดดอกบัวหิมะดอกตูมๆหลังหมู่บ้าน ไปที่หุบเขาหมื่นอัคคี ในเวลากลางคืน แต่จำไว้อย่าง อย่าเอ่ยชื่อมันต่อหน้าคนเซียนสำนักแถวนั้นเด็ดขาด…จนกว่าจะรู้ว่าใครเป็มิตร ใครเป็ศัตรู”
อวี้เฟิง: “ทำไมล่ะเจ๊? หรือที่นั่นมีพ่อครัวที่หวงสูตรลับแล้วฆ่าคนปิดปาก?”
เจ๊: จ้องนิ่ง “อย่าหัวเราะ อวี้เฟิง…ปู่ของเจ๊เคยบอกว่าคนที่รู้ความลับนี้…มักไม่ตายดี”
หานเหวินรู้สึกคุ้นๆจึงหยิบตำราหมึกซีดจางออกมา เปิดสักพักก็เจอข้อความ
"กลางเงาจันทร์ มีเพลิงที่ไร้เงา เผาให้ดอกบัวน้ำแข็งผลิบาน"
ใช่! มันคือข้อความเดียวกับสมุดบันทึกเฒ่าฉีเตาที่ศิษย์พี่เจี้ยงหยวนแอบดึงมา
"นี่มันข้อความตรงกัน!"
ความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วครู่ อวี้เฟิงปิดตำราอย่างช้าๆ แล้วเก็บไว้ในอกเสื้อ หันไปยิ้มมุมปากให้หานเหวิน
อวี้เฟิง: “ฮี่ๆๆ โอเค…งานนี้สนุกขึ้นแล้วล่ะ”
ทั้งคู่เดินออกจากห้อง หานเหวินรู้สึกเหมือนมีกลิ่นหอมแปลกประหลาดของดอกไม้เซียนอะไรสักอย่าง มันทำให้รู้สึกว่ามีใครสักคนกำลังเตือนว่าทุกก้าวต่อจากนี้…กำลังพาพวกเขาเข้าไปสู้ปริศนาที่เก็บซ่อนไว้มานาน...