บทที่ 5 นัยยะที่ถูกซ่อนอยู่
สืออวี่ไป๋ไม่ตอบ
“สืออวี่ไป๋ นายอยู่บ้านหรือเปล่า?”
หม่าฮว๋ายเหรินะโอีกครั้งที่นอกประตู จากนั้นดวงตาของสืออวี่ไป๋ก็จับจ้องไปยังมือของเธอที่คว้าเสื้อของเขาไว้ "ปล่อยได้แล้ว"
ฉือฮวนรีบปล่อยมืออีกฝ่ายราวกับว่าเธอถูกไฟลวก
ประตูส่งเสียง ‘เอี๊ยด’ ยามเปิดออก
หม่าฮว๋ายเหรินนั่งรออยู่บนจักรยาน เมื่อเห็นสืออวี่ไป๋กับฉือฮวนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนอุทานเสียงเล็กแหลมดุจนกหวีด
“เฮ้ ๆ พวกนายสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ?”
ดวงตาของเขายังคงกวาดมองริมฝีปากของสืออวี่ไป๋สลับกับฉือฮวน
ฉือฮวนพลันนึกถึงตอนที่จูบกับสืออวี่ไป๋เมื่อครู่ จึงรีบปิดปากเขาไว้ แต่ก็รู้สึกว่ายิ่งปิดก็ยิ่งน่าสงสัย หญิงสาวจึงปล่อยมือจากปากอีกฝ่าย
ดวงตาคู่งามที่ชุ่มชื้นสั่นระริกเพราะความรู้สึกผิดจนไม่กล้ามองใคร พร้อมกับหลังหูที่เริ่มร้อนผ่าว
“อะไรที่ไม่ควรมองก็อย่ามอง!”
สืออวี่ไป๋กล่าวเสียงเ็า เขาอดไม่ได้ที่จะสบตากับฉือฮวน
ใบหน้าเล็ก ๆ ที่น่ารักของเธอขึ้นสีชมพูเรื่อ ใบหูน้อยนุ่มนิ่มย้อมเป็สีแดง ท่าทางของเธอในยามนี้ทั้งเก้อเขินและงดงามในเวลาเดียวกัน
เมื่อสืออวี่ไป๋คิดถึงจูบอันเร่าร้อนและร้อนแรง อารมณ์ที่แปรปรวนพลันเผยออกมาผ่านดวงตาคมกริบ
จู่ ๆ ความคิดอันบ้าคลั่งก็เกิดขึ้นในใจ ‘ฉันจะเก็บเธอไว้คนเดียว และไม่ให้ใครได้เห็นเด็ดขาด’
ความคิดนี้ทำให้เสียงของเขายิ่งทุ้มต่ำและแหบพร่า
“รอผมที่บ้านนะ ถ้าคุณ้าอะไรไว้คุยกันหลังเลิกงาน”
"ได้สิ"
ฉือฮวนรู้สึกเขินมากจนไม่อยากให้ใครเห็นหน้าเธอตอนนี้ จึงรีบวิ่งเข้าบ้านไป
หม่าฮว๋ายเหรินลงจากจักรยานแล้วชนไหล่กับบ่าของสืออวี่ไป๋ จากนั้นยื่นมวนบุหรี่ให้ "มีอะไรคืบหน้าไหม?"
“นายเป็เด็กดีของฉันนะ ทำอะไรลับหลังฉันหรือเปล่าเนี่ย?”
ฉือฮวนได้ยินคำพูดเหล่านี้ชัดเจน ยิ่งทำให้ใบหูของเธอร้อนขึ้น และเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
สายตาของสืออวี่ไป๋มองมวนบุหรี่ในมือของอีกฝ่าย เนื่องจากฉือฮวนเกลียดกลิ่นควันบุหรี่และแอลกอฮอล์ทุกประเภท ชายหนุ่มจึงไม่ค่อยได้แตะพวกมันเท่าไร
บางทีอาจไม่ใช่กลิ่นบุหรี่หรือแอลกอฮอล์ที่เธอเกลียด แต่เป็ตัวเขาเอง
ชายหนุ่มเผยสายตาเย้ยหยัน ก่อนรับบุหรี่มาจากปลายนิ้วของหม่าฮว๋ายเหริน
ดวงตาของหม่าฮว๋ายเหรินเบิกกว้างอีกครั้ง มองสหายราวกับว่าเขาเป็สัตว์ประหลาด "สืออวี่ไป๋ เกิดอะไรขึ้นกับนายเนี่ย?"
ฝ่ามือของสืออวี่ไป๋ทั้งแข็งแรงและเรียวยาว ยามคีบบุหรี่ไว้จึงเผยถึงข้อนิ้วขาวซีด
ชายหนุ่มก้มลงจุดบุหรี่กับไฟแช็กที่หม่าฮว๋ายเหรินจุดอยู่ ยามสูบควันเข้าไปทำให้แก้มนั้นตอบลงเล็กน้อย ก่อนจะพ่นควันอย่างเชื่องช้าเลื่อนลอย ควันสีเทาอำพรางหน้าเขาจนมองไม่เห็นว่าคิดอะไรอยู่
"มีอะไรหรือเปล่า?"
อวี่ไป๋ชำเลืองมองไปทางด้านข้างของสหาย ราวกับรู้แล้วว่าตนจะพูดอะไรดี ชายหนุ่มก็เหยียดยิ้มเยาะ พร้อมกับกล่าวว่า "หุบปาก"
หม่าฮว๋ายเหรินงุนงงไปทันที
ทั้งที่สืออวี่ไป๋กำลังยิ้ม แต่บรรยากาศรอบกายกลับเ็าเหลือเกิน
ราวกับตนถูกคนทั้งโลกทอดทิ้ง ความโดดเดี่ยวและเหงาหงอยพลันเข้าปกคลุมรอบกายเขาไว้
ในเวลานี้ ร่างหนึ่งก็พุ่งมาหาพวกเขา
เธอคืออาสะใภ้รองฉือ อาสาวของฉือฮวน
เดิมทีอาสะใภ้รองกำลังรีบด้วยสีหน้ากังวล เมื่อเธอเห็นสืออวี่ไป๋ เธอก็ใและหยุดเดินพร้อมรอยยิ้มแห้งประดับบนใบหน้า
“อวี่ไป๋ เธอยังไม่ไปทำงานอีกเหรอจ๊ะ รีบไปเร็วเถอะ!”
สืออวี่ไป๋ขมวดคิ้ว “อาสะใภ้รอง มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ?”
“เอ่อ… ก็นิดหน่อยจ้ะ เป็เื่ผู้หญิง ๆ น่ะ ฉันมาหาฉือฮวน เธออยู่บ้านไหมจ๊ะ?”
รอยย่นตรงหว่างคิ้วของสืออวี่ไป๋ยิ่งกดลึก
ทว่าเขาไม่ได้ซักไซ้อีก กลับพูดว่า "เธออยู่ที่บ้านครับ อาฉือเชิญครับ พวกผมไปทำงานก่อนนะ"
“จ้า เดินทางดี ๆ นะ”
อาสะใภ้รองเฝ้าดูสืออวี่ไป๋จากไป ก่อนก้าวเข้าไปที่สนามหญ้าในบ้านพร้อมกับครุ่นคิดอย่างหนัก
“ฮวนฮวน ออกมาเร็ว ๆ มีเื่ใหญ่เกิดขึ้นแล้ว!”
ฉือฮวนออกไปเมื่อได้ยินเสียง และตกตะลึงเมื่อเห็นอาสะใภ้รองของเธอ
“อาสะใภ้รองมีอะไรคะ ค่อย ๆ พูดสิ”
อาสะใภ้รองลูบมือของหญิงสาวเบา ๆ “ก็แม่ของเฉิงจื่อเฉียนน่ะสิ มาก่อเื่ที่บ้านพ่อแม่เรา เธอบอกว่าหนูยกเลิกงานแต่งที่ตกลงกัน เลยอยากให้เธออธิบายน่ะสิ”
ฉือฮวนพลันโกรธจัด
เธอคาดไม่ถึงว่าครอบครัวของเฉิงจื่อเฉียนจะไร้ยางอายถึงขั้นบุกรุกบ้านพ่อแม่เธอ!
“ฮวนฮวน เมื่อกี้อาเห็นอวี่ไป๋ตอนมาถึง หนูจะเอายังไง หือ? ไม่อยากแต่งงานกับจื่อเฉียนแล้วหรือ?”
“ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนใจล่ะ?”
จะให้เล่าเื่มันก็ยาวอยู่ ยิ่งพอนึกถึงสิ่งที่ตนทำลงไปเมื่อชาติก่อน ฉือฮวนก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำ “คุณอา ฉันไม่อยากแต่งงานกับเฉิงจื่อเฉียนแล้วค่ะ และคิดว่าอวี่ไป๋เองก็เป็คนดีเหมือนกัน”
เมื่ออาสะใภ้รองได้ยินดังนั้น เธอก็ตะลึงและพูดว่า "ช่างเป็เื่ที่ดีเหลือเกิน"
“ถึงอวี่ไป๋จะไม่ใช่ชายอกสามศอก แต่เขาก็มีการงานมั่นคงและใส่ใจครอบครัวละนะ”
“แล้วพวกเธอก็มีสือเยี่ยนแล้วด้วย ถ้าทะเลาะขึ้นมาก็แย่สิ”
ถึงจะกล่าวแบบนั้น แต่ฉือฮวนย่อมมองออกว่าอาสะใภ้ดูแคลนอวี่ไป๋อยู่ลึก ๆ เพราะชายหนุ่มไม่สามารถทำไร่ทำนา และดูแลลูกเมียอยู่ที่บ้านทุกวันได้
ด้วยมายาคติที่ปลูกฝังกันมาแต่โบราณ ทำให้ฉือฮวนในอดีตมองไม่เห็นความดีของสืออวี่ไป๋
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว
สืออวี่ไป๋ไม่เพียงทำหน้าที่ในฐานะบุพการีของลูกได้อย่างดี แต่ยังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจนกลายเป็คนที่เธอไม่มีวันเทียบติด
หลังจากสติกลับคืนมาอีกครั้ง ฉือฮวนก็เอ่ยกับอาสะใภ้รองด้วยความสุภาพ
“อาสะใภ้ ฉันจะออกไปข้างนอกสักเดี๋ยว ตอนนี้สือเยี่ยนยังหลับอยู่ รบกวนอาช่วยดูแลเขาจนกว่าฉันจะกลับมานะคะ”
"ได้จ้ะ ไปเถอะ"
ยามที่นึกถึงเฉิงจื่อเฉียน โทสะก็ยิ่งสุมอก ขณะขี่จักรยานกลับบ้านพ่อแม่ ความทรงจำในชาติที่แล้ววนกลับมาฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งแล้ว
ก่อนแต่งงานกับเฉิงจื่อเฉียน ครอบครัวเฉิงไม่เพียงหลอกเอาสินสอดของเธอไป แต่ยังรวมถึงเงินออมของอวี่ไป๋ด้วย พอหลังแต่งงานแม่ของจื่อเฉียนก็ฮุบทรัพย์สินทั้งหมดเป็ของตน
หากกล่าวให้ดูดีก็คือ ช่วยบริหารเงินให้เธอ!
ด้วยเหตุนี้ ทรัพย์สินเงินทองจึงตกไปอยู่กับครอบครัวเฉิง
หลังจากโดนโกงทุกอย่างไป ฝันร้ายของเธอก็เริ่มขึ้น
หญิงสาวไม่เพียงต้องทำอาหาร ซักผ้า และล้างจานทุกวัน แต่ยังต้องตรากตรำทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวด้วย แต่ก่อนจะได้รับค่าตอบแทน แม่เฉิงก็ชุบมือเปิบเอาเงินก้อนนั้นไป
พอเธอปฏิเสธ แม่เฉิงก็กำเริบเสิบสาน ด่าทอเธอว่าเป็แม่ไก่ที่ไม่ออกไข่ กระทั่งพังชีวิตแต่งงานครั้งที่สองของเธออย่างไร้เยื่อใย บอกว่าฉือฮวนไม่เหมาะสมกับลูกชายตน แต่ที่ได้แต่งก็เพราะวาสนาเก่าก่อนของบรรพบุรุษ
ยิ่งนึกถึงวันวานอันขมขื่นเ่าั้ ฉือฮวนก็ยิ่งกำหมัดแน่น
แต่ไหน ๆ เธอก็กลับมาเกิดใหม่แล้ว ทั้งเฉิงจื่อเฉียนและครอบครัวเฉิงจะไม่มีวันได้เอาเปรียบเธอแม้แต่แดงเดียว!
บ้านตาของสืออวี่ไป๋ตั้งอยู่ทางตะวันตกของหมู่บ้าน ส่วนบ้านของฉือฮวนอยู่ทางตะวันออก ทันทีที่หญิงสาวขี่จักรยานไปถึง ก็เห็นผู้คนในละแวกใกล้เคียงล้อมมุงดูอย่างตื่นเต้น
ในสวนขนาดย่อมของบ้านครอบครัวฉือ เสียงะโของแม่เฉิงดังแว่วมา
“วันนี้พวกแกตระกูลฉือต้องให้คำอธิบายกับฉัน!”
“พวกแกคิดว่าบ้านเฉิงเรารังแกได้ง่ายอย่างนั้นเหรอ? คิดจะอ่อยลูกชายฉันแล้วจู่ ๆ ก็หายหัวแบบนี้ก็ได้เรอะ เ้าลูกชายก็ไปตกหลุมพรางยัยคนหลอกลวงนั่นเสียได้ ดีนะ ฉันไม่โดนหลอก!”
“ฉือฮวนอยู่ไหน เรียกนังจิ้งจอกนั่นออกมา!”
แม่ของฉือฮวนเป็คนซื่อสัตย์และทำงานมาทั้งชีวิต เธอไม่เคยได้ยินคำพูดหยาบคายแบบนี้มาก่อน เธอจึงโกรธจนตัวสั่น กระทั่งน้ำตายังไหลรินอาบหน้า
ทว่าน่าเสียดายที่เธอไม่ใช่คนฝีปากกล้า กอปรกับลูกสาวมีความผิดจริง ปากอันสั่นเทาจึงกล่าวสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ความโกรธแค้นทั้งอดีตและปัจจุบันะเิในอก ฉือฮวนพลันดีดกระดิ่งจักรยานระรัวทั้งดวงตาแดงก่ำ
หญิงสาวเบนแฮนด์จักรยานไปทางแม่เฉิง ก่อนพุ่งเข้าชนดุจสายฟ้าฟาด!
พวกเขากล้าดีอย่างไร!
ชาติก่อนยังทำเธอทรมานไม่พออีก?
กล้าดียังไงถึงกล่าวหาเธอได้อย่างไร้ยางอายแบบนี้!