หลังทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ ผู้คนจำนวนมากภายในเมืองต่างพากันมายังโรงเตี้ยมหยกหลังได้ยินเสียงการต่อสู้ที่ดังไปทั่วทั้งเมือง ฟู่ถังและมู่จินได้รับาเ็อย่างหนักแต่ก็ยังพอจะมีสติหลังได้รับการช่วยเหลือ ส่วนคุณชายอู้เิกงอาการสาหัสเสียจนอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็กับความตาย
ชิงหลงและท่านเ้าสำนักรวมถึงศิษย์อีกจำนวนหนึ่งมายังสถานที่เกิดเหตุหลังทราบข่าว เห็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่แล้วยังรู้สึกตกตรึงโดยเฉพาะชิงหลง เมื่อรู้ว่าเป็ฝีมือของใคร
“ท.. เทียนเปา.. อึก.. นางถูกพาตัว.. ไปแล้ว”เสียงที่ขาดบาง่บางตอนของฟู่ถังเอ่ยบอกต่อท่านเ้าสำนัก เขาหันกลับไปมองชิงหลงที่กำลังนิ่งอยู่ไม่ได้พูดอะไร
“เ้าไม่ต้องพูดแล้ว พาเขาไปรักษาตัวที่สำนักพร้อมทั้งนางด้วย”ท่านเ้าสำนักหันไปบอกกับลูกศิษย์ของตน ก่อนจะพาชิงหลงมายังที่ไกลผู้คน
“ข้าไม่คิดว่าคนที่ลงมือจะฆ่าเทียนเปาและน้องสาวของนาง”ท่านเ้าสำนักกล่าว
“เขาไม่ฆ่าอยู่แล้ว เพียงแต่้าใช้นางทั้งสองเป็เหยื่อล่อให้หลินเอ๋อไปหาเท่านั้น”ชิงหลงตอบกลับ รู้ดีถึงแผนของอีกฝ่ายและจะยอมให้เื่นี้ไปถึงหลินเอ๋อไม่ได้ เห็นที่เขาคงจะต้องลงมือเองเสียแล้วแต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่วางใจหากจะต้องปล่อยหลินเอ๋อเอาไว้เพียงคนเดียว หากเกิดนางมีปัญหาระหว่างฝึกแล้วเขาไม่อยู่ก็ยากที่ใครจะช่วยได้
แต่ถ้าไม่ไปช่วยเทียนเปาแล้วหลินเอ๋อออกมาจากหอ้งจิตแห่งบัณฑิต เขาก็อาจจะถูกนางว่าได้ว่าดูแลบุตรสาวทั้งสองของนางไม่ได้ ไม่ว่าจะทางไหนชิงหลงก็คิดหนักทั้งคู่
“ท่านชิงหลง”เสียงของท่านเ้าสำนักเอ่ยเรียกทำให้อีกฝ่ายต้องหยุดความคิดและเดินตามไปหา ก่อนที่อีกฝ่ายจะชี้ให้เขาดูบางอย่างบนเศษซากของกำแพงโรงเตี้ยม มันมีรอยเืทว่าไม่ใช่ของทั้งสามคน และเมื่อมองไปรอบๆตรงที่เศษซากจากการทำลายก็พบว่ามีรอยเืปรากฏอยู่ทั่ว
“แบบนี้ท่าจะไม่ดีซะแล้ว”ท่านเ้าสำนักกล่าว และมันก็เป็เช่นนั้นจริงๆเพราะชิงหลงเองก็มีความคิดเห็นเดียวกัน
เดินทางกลับมายังสำนักหลังพาทั้งสองเข้ารักษาเรียบร้อย ท่านเ้าสำนักเรียกประชุมเหล่าผู้าุโทันทีอย่างเร่งรีบพร้อมบอกถึงเหตุการณ์และสิ่งที่ได้พบเจอมา
“วิชาดาบพิชิตมารโลหิตงั้นเหรอ”
“ใช่”ท่านเ้าสำนักตอบกลับ
“วิชานั้นมันถูกปิดผนึกไปแล้วไม่ใช่เหรอท่านเ้าสำนัก ใยถึงมาปรากฏในเมืองใกล้สำนักเช่นนี้”ท่านาุโอีกคนกล่าว มันเป็เื่ที่ค่อนข้างหนักใจเป็อย่างมาก
“ท่านชิงหลง ท่านพอจะมีวิธีรับมือกับวิชานี้หรือไม่”เมื่อหันไปถาม ชิงหลงก็ทำหน้าหนักใจเป็อย่างมาก
“ถึงแม้ที่หุบเขาเซียนจะมีชื่อเสียงในเื่วรยุทธเก่าแก่ แต่เราก็มีสิ่งที่ไม่กินกันมานาน วิชาดาบพิชิตมารโลหิตคือวิชาที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อต่อกรกับคนของหุบเขาเซียนโดยเฉพาะ”ชิงหลงกล่าวอธิบาย
“ยากที่จะรับมือยิ่งหากผู้ใช้บรรลุขั้นสุดท้ายแล้วยิ่งยาก ต้องใช้นักพรตเซียนระดับสูงถึงจะสามารถต่อกรกับวิชานี้ได้”
“แล้วตอนนี้”ท่านเ้าสำนักกล่าว
“ในตอนนี้เป็ฤดูแห่งการบำเพ็ญเพียรครั้งใหญ่ของทุกๆปี ถ้ำเซียนทุกแห่งบนยอดเขาปิดสนิทจึงไม่มีนักพรตเซียนท่านใดออกมาช่วยได้”ชิงหลงบอกกับอีกฝ่าย ยิ่งสร้างความลำบากใจเอามากๆให้ไปอีก
“ยุทธจักรนั้นกว้างใหญ่ ต้องมีชิวชาใดซักวิชาที่สามารถเอาชนะวิชานี้ได้บ้างสิ”ท่านาุโของสำนักกล่าว แต่ก็ไม่มีใครคิดออกจนกระทั้ง
“จะว่าไป ตอนที่ท่านนักพรตเซียนของหุบเขาเซียนเอาชนะวิชานี้ได้ เขาใช้วิชาอะไรงั้นเหรอท่านชิงหลง”ท่านเ้าสำนักเหมือนนึกอะไรออกจึงได้หันไปถามชิงหลง ตาเฒ่านิ่งไปครู่หนึ่ง
“เจ็ดเซียนจุติ”ชิงหลงกล่าวขึ้นทำเอาทุกๆคนนึกถึงสิ่งๆเดียวกัน
“กระบี่แปดดารางั้นเหรอ”และเมื่อท่านเ้าสำนักกล่าวขึ้นทุกๆคนจึงคิดถึงคนๆเดียวกัน
ณ ภายในห้องจิตแห่งบัณฑิต
ร่างของหลินเอ๋อซึ่งกำลังนั่งสมาธิลอยอยู่กลางอากาศสูงจากพื้นมากโดยตรงหน้าของนางคือกระบี่แปดดาราที่ลอยปักหัวอยู่ และรอบๆตัวของนางยังมีอักขระประหลาดสีเขียวและฟ้าลอยวนเป็มาคล้ายวงแหวนอยู่หลายวง
ภายในจิตของหลินเอ๋อ
“ข้าอยากออกไปหาลูกของข้า หากตอนนี้พวกนางกำลังลำบากอยู่ล่ะ”หลินเอ๋อกล่าว
“ถึงเ้าออกไปได้แต่ก็อย่างที่ข้าบอกระยะเวลาที่เ้าเข้ามายังไม่ได้ครึ่งของระยะเวลาที่เ้าควรจะมีเลยด้วยซ้ำ ออกไปหากช่วยไม่ได้ซ้ำเ้ายังต้องกลายเป็คนเสียสติจากธาตุไฟที่เข้าแทรก เ้าคิดว่าเ้าจะทำอะไรได้งั้นเหรอ”เ้าปลาใหญ่อธิบายเพื่อให้นางได้ใจเย็นลง
“แล้วเ้าจะให้ข้าทำเช่นไร ข้าเป็ห่วงพวกนาง”
“ถ้าเ้าอยากจะช่วยพวกนางก็จงตั้งสมาธิและเร่งความสัมพันของเ้าและข้า ฟังข้านะหลินเอ๋อหากการฝึกนี้ไม่สำเร็จไม่เพียงแต่เ้าจะช่วยบุตรสาวของเ้าทั้งสองไม่ได้ แต่เ้าจะช่วยแม้กระทั้งตัวเ้าเองไม่ได้ด้วยซ้ำไป”หลินเอ๋อเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็น้ำตาไหลออกมา
“เทียนเปา.. ฮึก.. หลินเฟย....”เอ่ยเรียกชื่อบุตรสาวทั้งสองทั้งน้ำตา เ้าปลาได้แต่มองนางอย่างเศร้าๆ เขาเองก็อยากจะช่วยแต่เพราะนางพึ่งจะเข้ามาได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น
“หลินเอ๋อ ตอนนี้เ้าหยุดคิดถึงเื่พวกนางก่อน หากเ้ายังคิดถึงเื่พวกนางมันจะยิ่งบั่นทอนจิตใจของเ้าทำให้เ้าฝึกได้ช้าลง เชื่อข้าจงลืมเื่ของพวกนางไปซะ”พูดพร้อมๆกับว่ายวนรอบๆเรือ”จงตั้งสมาธิ กำหนดจิตของเ้าและจงลืมทุกสิ่งอย่างของโลกภายนอก”
หลินเอ๋อพยายามทำตามแต่จะให้ลืมบุตรสาวทั้งสองนั้นมันเป็เื่ยากมากสำหรับนาง ถึงแม้จะเริ่มได้สติคืนมาและเริ่มข่มอารมณ์ได้แต่นางก็ยังไม่สามารถลืมทั้งสองลงไปได้
“คิดตามที่ข้าพูด”และเหมือนเ้าปลาจะจับจุดอ่อนของนางได้แล้ว”หลินเอ๋อ ในวัยเด็กสัตว์ตัวแลกที่เ้าพบเจอและรู้สึกดีที่สุดคือตัวอะไร ไม่ต้องตอบข้าเพียงแต่เ้าคิดเป็พอ”
หลินเอ๋อเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเริ่มนึกย้อนไปยังวัยเด็กของนาง สัตว์ตัวแรกที่นางพบและนางรู้สึกดีที่สุด เหตุการณ์เริ่มเรียงไล่เข้ามาภายในหัวของนาง
‘นกเขา’
“นึกถึงมัน รูปร่าง หน้าตา เสียงของมัน การเคลื่อนไหวของมัน นึกย้อนไปถึงสถานที่ซึ่งเ้าได้พบกับมัน”หลินเอ๋อที่ได้ยินคำบอกทำให้นางค่อยๆนึกย้อนกลับไป แล้วรอบตัวของนางจากที่เป็เพียงผืนนำขนาดใหญ่ไร้ซึ่งแผ่นดินบัดนี้กลับแปลเปลี่ยนไปในทันที
“เย็นจัง..”หลินเอ๋อกล่าวหลังรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ัักับเท้าของนาง เมื่อนางค่อยๆลืมตาขึ้นดูก็พบว่านางยืนอยู่บนพื้นหญ้าและโดยรอบคือสถานที่ๆนางนึกถึง มันคือบ้านของนางเอง
“ทำได้ดีมากหลินเอ๋อ”เสียงดังมาจากไหล่ของนางและเมื่อหันไปมองก็พบเข้ากับ นกเขาที่นางได้พบและนึกถึงมัน
“เ้า เ้าพูดได้ เ้ากลายเป็นกเขาตัวนั้น”
“ใช่ มันบอกอะไรรู้ไหมหลินเอ๋อ มันบอกว่าความสัมพันทางด้านจิตของเราสองกำลังเข้ากันได้ดีเอามากๆ และเ้ากำลังทำให้ตัวเองผ่านการฝึกไปได้อย่างรวดเร็ว”ได้ยินเช่นนั้นก็ทำให้หลินเอ๋อรู้สึกดีใจเอามากๆ
“ข้าต้องทำเช่นไรต่อ”
“ก่อนอื่นเลย เ้าต้องหาให้ได้เสียก่อนว่าข้าชื่ออะไร”
“ได้สิ เ้าชื่ออะไร”เ้านกเขามองนางนิ่งๆ
“มันใช่ที่ไหนเล่า เ้าถามข้าก็บอกไม่ได้หรอกมันต้องเป็เ้าที่ต้องหาคำตอบนั้นด้วยตนเอง”เ้านกวีนใส่หลินเอ๋อชุดใหญ่
“แล้วข้าจะให้ได้ยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อของเ้าหมายถึงอะไร”เ้านกเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกคำใบ้ให้กับนางได้รู้
“ชื่อของข้าไม่เคยได้ถูกกล่าวขานมานานนับหลายสิบปี มีเพียงนางที่เคยเรียกหา ทว่าตอนนี้กลับเงียบหาย หากยากรู้จงไปดูที่กระบี่แล้วเ้าจะพบคำตอบ...”
“กระบี่”หลินเอ่อทวนคำพูดสุดท้ายของเ้านกเขา
นึกย้อนกลับไปตอนที่ได้กระบี่มา นางเคยเห็นบางอย่างที่ดูจะเด่นมากในตอนนั้น ที่ขอบของด้ามจับกระบี่เหมือนถูกสลักอะไรบางอย่างเอาไว้
“ข้ารู้แล้ว!”
“ไงนะ! เ้ารู้ นี่เื่จริงหรือเปล่า”เ้านกเขาร้องเสียงหลงพร้อมถามกลับอย่างใ หลินเอ๋อพยักหน้ายืนยันคำตอบทันที
...................................
บ้านตระกูลฉาง
“กลับมาแล้ว! บุตรชายคนโตแห่งตระกูลฉาง!!”เสียงของผู้นำตระกูลดังขึ้นท่ามกลางความยินดีของผู้คนในบ้านที่กำลังยืนต้อนรับฉางเฟยที่เดินเข้ามา โดยด้านหลังของเขาคือเทียนเปาและในอ้อมอกของฉางเฟยของหลินเฟย ถึงแม้จะรู้สึกไม่ชอบใจนักแต่อย่างน้อยก็แค่ตอนนี้ที่พวกเขาจะได้เห็นฉางเฟยอุ้มเด็กนั่น
“นี่น่ะเหรอ บุตรสาวของเ้า”ผู้เป็แม่กล่าวพร้อมเข้ามาดูใกล้ๆ ฉางเฟยพยักหน้าเป็คำตอบ
“แล้วเด็กคนนั้นล่ะ”ฉางซื่อเป็ฝ่ายถามพร้อมชี้ไปยังเทียนเปา ฉางเฟยหันกลับไปมองนางโดยที่เขาเองก็ไม่สามารถให้คำตอบกับทุกๆคนได้
“ไว้ข้าจะบอกทีหลัง ตอนนี้ข้าเหนื่อยมากอยากพัก”
“ดีเหมือนกัน พรุ่งนี้เ้าต้องรีบเข้าวังหลวงเพื่อรายงานต่อองค์ฮ่องเต้”ผู้เป็พ่อกล่าวซึ่งฉันเฟยก็พยักหน้ารับคำ
จวนพัก
เมื่อมาถึงฉางเฟยจัดการปิดประตูให้สนิทก่อนจะพาทั้งสองเข้ามายังในห้องนอนของตน และวางหลินเฟยไว้บนเตียงของเขา จัดการถอดชุดออกพร้อมวางดาบที่เป็ฯอาวุธคู่กายไว้บนโต๊ะ เทียนเปารีบเข้ามาหาหลินเฟยทันทีเพราะเป็กังวลว่าฉางเฟยอาจจะทำอะไรนาง
“บอกข้าซิ เ้ากับหลินเอ๋อเป็แม่ลูกกันได้ยังไง ตอนแรกข้าคิดว่านางอาจจะมีคนอื่นก่อนข้าแต่ข้าคิดผิดไป หน้าตาของเ้าไม่ได้คล้ายนางเลยถึงแม้จะงดงามแต่ก็ไม่ได้เหมือนนางเลยซักนิด”กล่าวพร้อมถอดเสื้อออกเผยให้เห็นรูปร่างภายในของเขา เทียนเปาได้แต่ก้มหน้าก้มตา
“ข้า... ข้าเป็บุตรบุญธรรมของนาง”เทียนเปาตอบกลับ
“แล้วเป็ได้ยังไง จู่ๆนางก็รีบเ้าเลยงั้นเหรอ”ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างโต๊ะและมองนางอย่างวิเคราะห์
“เื่มัน...”นึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นก่อนจะเงียบไป ทำให้ฉางเฟยต้องส่งเสียงกระแอมในลำคอบังคับให้นางต้องเล่าให้เขาฟัง”ข้า้าแลกเปลี่ยนบางอย่างกับนาง จึงได้พาตัวหลินเฟยมาเพื่อให้นางนำสิ่งที่ข้า้ามาด้วย แล้วหลังจากนั้นเราก็ปรับความเข้าใจกัน แล้วนางก็รับข้าเป็บุตรบุญธรรม”
ไม่แม้แต่จะโกรธด้วยซ้ำ อันที่จริงฉางเฟยกลับรู้สึกถูกใจเด็กคนนี้อยู่ไม่น้อย คงเพราะการไปฝึกที่เกาะร้างเป็เวลานาน บวกกับตลอดเวลาบนเกาะเขาเอาแต่เฝ้านึกถึงหลินเอ๋ออยู่ตลอด แต่ไม่ใช่เพราะคิดถึงนางในแบบรักแต่เขากลับคิดไปอีกแบบ
ในเมื่อตอนนี้เขายังไม่ได้หลินเอ๋อมาอยู่ใน แต่ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวที่ได้เด็กสาวมา และเพราะนางยอมคลายเื่ที่เขาสามารถใช้เป็ข้ออ้างสำหรับสิ่งที่เขาคิดจะทำได้ ถ้าเช่นนั้แกล้งแสดงละครซักหน่อยคงไม่เสียหาย
ปึงงง!!
“นี่เ้ากล้าเอาบุตรสาวของข้าไปเป็ข้อต่อรองกับความ้าของเ้าเหรอ!!!”จู่ๆฉางเฟยก็ใช้มือซ้ายทุบตั้งเสียงดังลั่นพร้อมตวาดเสียงดังถามเทียนเปาทำเอานางสะดุ้งสุดตัวอย่างใ เสียงของหลินเฟยที่ใเช่นกันร้องดังลั่น
“ข.. ข้า ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายนาง”เทียนเปาพยายามอธิบาย
“อย่ามาอ้าง! เด็กอย่างเ้ากล้ากระทำเื่เช่นนี้หากต่อไปในอนาคตคิดทำการใหญ่เ้าไม่ต้องฆ่าหลินเฟยบุตรสาวของข้าอีกงั้นเหรอ!!”
“ไม่นะ! ฮึก.. ข้ารักนาง นางเป็น้องสาวของข้า ฮึก.. ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นกับนางแน่”
“โกหก! ข้าต้องลงโทษเ้าเพื่อให้เ้าสำนึกถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป! และย้ำเตือนว่าถ้าครั้งหน้าเ้ากล้าคิดที่จะทำเื่เช่นนี้อีกข้าไม่เอาเ้าไว้แน่!!”
“ท่านจะทำอะไร! อย่าเข้ามานะ!”เทียนเปาร้องห้ามอีกฝ่ายอย่างหวาดกลัวเมื่อเขาพุ่งตรงเข้ามาแล้วกดนางลงกับเตียง ไม่ฟังเสียงร้องห้ามของเด็กสาวเพราะเขาไม่คิดจะหยุดแต่แรกอยู่แล้ว แทรกกลางหว่างขาใช้มือข้างหนึ่งกดตัวเด็กสาวเอาไว้ส่วนอีกมือก็ฉีกกระชากเสื้อผ้าของนางออกอย่างไม่ใยดี
“หยุดนะ! ฮึก! หยุดสิ!”
“ถือเป็การสั่งสอนจากข้า! ครั้งหน้าเ้าจะได้ไม่ทำอีก!”พูดจบก็ก้มลงหมายจะประกบจูบบดขยี้ริมฝีปากของเด็กสาวให้ได้เสียตอนนั้น หากแต่มีเหรอที่เทียนเปาจะยอมง่ายๆ นางหวาดกลัวมากก็จริงแต่สติยังคงอยู่ใช้มือทั้งสองดันแผงอกของฉางเฟยออกแล้วใช้มือซ้ายตบเข้าไปที่แก้มของชายหนุ่มอย่างแรง
เพี๊ยะ!!
หยุดทุกการกระทำ ร่างของเด็กสาวที่นอนตัวสั่นจากการเข้าจู่โจมของอีกฝ่าย ฉางเฟยที่หน้าหันไปจากแรงตบค่อยๆหันกลับมาจ้องมองนาง สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันดูคล้ายแววตาของปีศาจที่กำลังจะสังหารเหยื่อก็ไม่ปาน
“กล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นเหรอ! นางเด็กนี้!!”
เพี๊ยะ!!
ฉางเฟยฝาดหลังมือใส่แก้มขวาของเทียนเปาอย่างแรงทำเอานางหน้าหันไปตามแรงของเขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะอาศัยจังหว่ะนั้นก้มลงซุกไซร้เรือนร่างอันไร้ซึ่งสิ่งกำบังกายเพราะเขาฉีกขาดมันเสียหมดแล้ว แรงดิ้นแทบจะไม่เหลือเพราะถูกอีกฝ่ายที่ตัวใหญ่กว่ากระทำ
เทียนเปาในตอนนี้พยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายของตนเพื่อดิ้นให้หลุดจากการคุกคามของฉางเฟยถึงแม้จะรู้ว่าสู้ไม่ไหวแต่ก็จะทำมัน เสียงของหลิน
เฟยที่ร้องไห้ดังลั่นไม่ได้ทำให้เขาสนใจเลยด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีเทียนเปาก็พบว่าตอนนี้ฉางเฟยกำลังวุ่นอยู่กับหน้าอกของนางแล้ว
“ฮึ่มมม เด็กสาววัยแรกแย้มมันดีเช่นนี้เอง...”เสียงพูดแสดงถึงความพอใจของฉางเฟยดังขึ้น
“ฮึก.. ปล่อยข้าเถอะนะ อย่าทำอะไรข้าเลย”เสียงร้องขอของเทียนเปาดังขึ้นบ้างทำให้อีกฝ่ายต้องยันตัวขึ้นมามองนาง
“ให้ข้าปล่อยงั้นเหรอ เ้าทำกับบุตรสาวของข้าแล้วจะให้ข้าทนอยู่เฉยๆโดยไม่ลงโทษเ้า หึ!”
“ไม่นะ!”เสียงร้องห้ามดังลั่นเมื่อฉางเฟยกระฉากส่วนกางเกงของนางจนขาดออก ในตอนนี้เรือนร่างของนางเปลือยป่าวไม่เหลืออะไรไว้ปกปิดอีกแล้ว ภายใต้ร่างของฉางเฟย แขนทั้งสองข้างก็ถูกตรึงเอาไว้จนไม่สามารถใช้มันปกปิดส่วนสำคัญบนร่างกายได้ แววตาดุจอสูรของฉางเฟยกวาดมองทั่วเรือนร่าง ภายในใจของเทียนเปาคิดถึงแต่สิ่งเดียว
‘ท่านแม่....’