แล้วการถ่ายทำฉากสุดท้ายของปรเมศวร์ก็เป็อันจบลง
อันที่จริงฉากที่ถ่ายทำไม่ใช่หน้าผาสูงชันแต่อย่างใด นั่นก็ฉากในจินตนาการ ของจริงแค่เนินสูงปูไว้ด้วยฟูกนุ่มๆ เพียงเท่านั้น
ในเวลาต่อมาปรเมศวร์รีบปีนขึ้นมาจากหลุม แล้วมาพูดคุยกับนักแสดงด้วยกันอีกครั้ง
“ขอบคุณที่เหนื่อยครับพี่ๆ”
“เฟ้ย! ดังแล้วอย่าลืมพวกเราล่ะ”
“ใช่ๆ!”
“เอ่อ จะเป็ไปได้ไงครับ อย่าลืมสินี่คือการแสดงครั้งแรกของผมนะ”
“อย่าคิดมากสิ นักแสดงเก่งๆ แบบนาย เดี๋ยวก็มีโอกาสดีๆ เข้ามาเองแหละ อีกอย่างหน้าตาและรูปร่างของนายก็ดีใช้ได้ด้วย อนาคตคงดังได้แน่”
“ขอบคุณที่อวยพรครับ คำพูดของพี่ทำเอาผมเขินเลย” ปรเมศวร์เกือบตัวลอยเนื่องจากโดนชมเป็ชุด
“คุณปรเมศวร์ จบจากนี้แล้วไปหาผู้กำกับด้วยนะครับ” จู่ๆ ก็มีเด็กวิ่งมาส่งข่าว ปรเมศวร์ก็แยกจากทั้งสองตรงนั้นทันที
“ผมไปก่อนนะครับ พอดีมีธุระ”
“ไว้เจอกันใหม่” สตั๊นทั้งสองเอ่ยอำลา
ปรเมศวร์ทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มกลับไป พลางเดินไปหาผู้กำกับยศในทันที
ระหว่างนั้นปรเมศวร์ก็ครุ่นคิดในใจ
'แค่มีทักษะการแสดงระดับต่ำ เราก็สามารถถ่ายเทคเดียวผ่านได้เลยเหรอ? จะดีเกินไปแล้ว'
'ไม่สิ! นี่มันแค่ระดับต่ำนะ แล้วระดับกลาง กับระดับสูงมันจะขนาดไหน..'ปรเมศวร์แล้วก็นึกสนใจ เขามุ่งหวังว่าจะคว้าทักษะเ่าั้มาให้ได้!
พอเดินไปถึงซุ้มทำงานของผู้กำกับยศ ปรเมศวร์ก็เป็ฝ่ายที่เอ่ยทักขึ้นก่อน
“ผู้กำกับเรียกผมเหรอครับ?”
“ใช่! นี่คือค่าตัวของนาย รับไปสิ” ผู้กำกับยศพูดเสียงแข็งเหมือนเดิม พลางยื่นซองขาวมาที่เขา
แน่นอนว่าปรเมศวร์รับแต่โดยดีเพราะนี่คือค่าเหนื่อยของเขา อีกอย่าง่นี้เขาค่อนข้างจะขัดสน และ้าเงินทุนไปตั้งตัวด้วย
“ขอบคุณครับ”
“นายไปได้แล้ว”
“ครับ”
ปรเมศวร์ปลีกตัวจากไปด้วยความงุนงงเล็กน้อย ไม่รู้ผู้กำกับแกเ็าแบบนี้ไปตลอดรึเปล่า หรือว่าเป็เฉพาะแค่่เวลาทำงาน
แต่ก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีธุระที่ต้องเจอกันอีก ตามเนื้อเื่ในนิยายอะนะ
เอาเข้าจริงหนังเื่นี้ที่แกกำลังถ่ายทำก็ไม่มีกล่าวไว้ในนิยายด้วยสิ เพราะ่เวลานี้คนเขียนใช้การข้ามเวลาไปค่อนข้างบ่อย ค่อยมาลุ้นทีหลังว่าหนังจะร่วงหรือรุ่ง
อย่างไรก็ตามตอนนี้เขาต้องกลับไปทำงานประจำอีกรอบ หรือก็คือกลับไปเป็คนขับรถของนิภาเหมือนเดิม
พอปรเมศวร์ก้าวขาขึ้นรถเท่านั้นแหละ เขาก็โดนยัยจิ้งจอกหน้าใสนี่ยิงคำถามมาก่อนเลย
“ไปไหนมาคะ ปล่อยให้หนูรอที่รถตั้งยี่สิบนาที”
‘เหอะ! ในใจก็รู้ดีว่าเราแสดงหนังมา นี่มันตั้งใจหาเื่กันชัดๆ’
ถึงอย่างนั้นปรเมศวร์ก็ทำได้เพียงคิดในใจ พูดออกมาไม่ได้ เพราะยัยแสบนี่ยังเป็เ้านายของเขาอยู่
“ขอโทษครับ”
“กลับเถอะค่ะ! หนูอยากกลับไปพักมากแล้ว!!” พอเห็นว่าปรเมศวร์ไม่แก้ตัว นิภาก็ไม่รู้จะต่อว่าเขาอย่างไร จึงทำได้เพียงบอกให้รีบกลับไปเพียงเท่านั้น
“ครับ”
‘หึ! รอถึงคอนโดก่อนเถอะ วันนี้ฉันจะยึดรถ ไม่ให้ไปขับข้างนอกอีก’ นิภาวางแผนแก้เผ็ดปรเมศวร์ในใจ
..
สามชั่วโมงผ่านไป ปรเมศวร์ขับรถมาถึงกรุงเทพด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะ่ทำการแสดง เขาใช้กำลังกายไปมาก ถึงเขาจะแข็งแรงแค่ไหนก็ตาม ก็เหนื่อยได้อยู่ดี
“พี่เมศคะ..”
ทว่านิภาพูดไม่ทันจบ ปรเมศวร์ก็พูดสวนในทันที
“คุณนิภา ผมขอลาออกครับ”
‘หะ! อะไรของเขา หรือรู้ว่าเขาจะทำการยึดรถ? เป็ไปไม่ได้!’
“ทำไมถึงลาออกคะ? ได้เล่นเป็แค่ตัวประกอบฉากสองฉากก็คิดว่าตัวเองดังแล้วงั้นเหรอ หนูขอบอกในฐานะผู้มีประสบการณ์เลยนะว่า..”
นิภาพูดไม่ทันจบ ปรเมศวร์ก็ตัดบทเธออีกครั้ง
“ช่วยโอเงินเดือนสุดท้ายให้ผมด้วยนะครับ”
“ไม่! ฉันไม่อนุญาต เื่แบบนี้พี่ต้องแจ้งก่อนหนึ่งสัปดาห์สิ กะทันหันแบบนี้ฉันจะหาคนมาแทนพี่ได้อย่างไร และในสัญญาก็ระบุไว้แบบนั้นด้วย”
“เอาล่ะ ถ้าจะเอาแบบนั้น นี่คือการบอกล่วงหน้าครับ สัปดาห์หน้าผมจะลาออก”
‘นี่เราต้องทนอีกหนึ่งอาทิตย์เพื่อเงินก้อนนั้นจริงๆ เหรอ? รอก็รอ เงินก็ไม่ใช่น้อยๆ’
“…”
นิภานิ่งอยู่นานเพราะกำลังอึ้งกับเื่ที่เกิดขึ้น เธออายุยังไม่มาก พึ่งเคยเจอเื่แบบนี้ไม่กี่ครั้ง เลยเป็แบบนี้
ทว่าปรเมศวร์ก็เรียกสติเธอกลับมา
“คุณนิภาครับ”
“คะ? โอเคค่ะ ถ้าคุณ้าจะลาออกจริงๆ”
‘หึ! ยังจะทำเป็ใสซื่อนะยัยจิ้งจอก ฉันรู้ไส้รู้พุงเธอหมดแล้ว’
..
พอกลับถึงห้อง ปรเมศวร์ก็วางแผนในใจว่าหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าจะทำอะไรต่อ
“เอ้อ เกือบลืมไป เราได้ค่าตัวมาแล้วนี่นะ”
ต่อมาปรเมศวร์ก็ได้แกะซองขาว ซึ่งเขาดีใจมากที่ด้านในเป็ธนบัตรสีเทา
ทว่าก็ดีใจได้ไม่นาน เพราะมันมีอยู่แค่สองใบ อีกความหมายหนึ่งก็คือสองพันบาทถ้วน
‘เฮ้อ! อย่าคิดมากเลยปรเมศวร์ ครั้งแรกของคนอื่นเขาได้แค่ห้าร้อยเอง สองพันบาทนี่ถือว่าเราได้เยอะแล้ว’
“แต่เอ๊ะ! ทำไมภารกิจถึงไม่สำเร็จล่ะ ก็เราแสดงจบลงไปแล้วนี่!”
ปรเมศวร์นึกสงสัย อดเรียกหน้าสถานะขึ้นมาตรวจสอบไม่ได้
พออ่านคำอธิบายอย่างละเอียด เขาถึงได้เข้าใจ
‘คงต้องรอให้หนังฉายก่อนสินะภารกิจถึงจะสำเร็จ แล้วหนังฉายเมื่อไหร่ล่ะ? ในนิยายก็ไม่ได้บอกไว้’ ปรเมศวร์อยากรู้เื่นี้เป็ที่สุด เพราะเขาจะได้รับรางวัลที่แสนจะสำคัญนั่นเอง
‘เดี๋ยวค่อยถามจากปากนิภาวันพรุ่งนี้แล้วกัน’
สุดท้ายท้ายสุดปรเมศวร์ก็วกกลับมายังคำถามเดิม
‘แล้วต่อจากนี้เราจะทำอะไรดี’
‘ใช่! เรามีทักษะการแสดงก็ต้องเป็นักแสดงสิ! ก่อนหน้านี้เราก็ทำได้นี่ ไม่พลาดเลยสักฉาก! อีกอย่างมีภารกิจต่อเนื่องนั่นด้วย..'
'ตัดสินใจแล้ว!! ต่อจากนี้เราจะตระเวนไปแคสงานแสดง!!’
ในเวลานี้แววตาของปรเมศวร์ค่อนข้างที่จะมุ่งมั่น เขามุ่งหวังในเส้นทางสายนี้อย่างเต็มที่ เพราะผลตอบแทนมันค่อนข้างที่จะคุ้มค่า
เขาเชื่อว่ายิ่งมีชื่อเสียงเท่าไหร่ เงินทองก็จะไหลมาเทมาเอง
ทว่าขณะที่ปรเมศวร์กำลังวางแผนอนาคตอยู่นั้น ภาวิกาหรือน้องสาวของเขาโทรเข้ามาพอดี