18 2-2
บทที่36 ตบนี้เพื่อทุกคน!
เป็นดังที่คาด เสียงตบโต๊ะ ‘ปัง!’รุนแรงดังสนั่นขึ้น และนั่นก็หาใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากหลินอวี้ ที่เป็นคนทุบตะเกียบลงกับโต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยว มิหนำซ้ำยังลุกขึ้นชี้หน้าหลินเสี่ยวอวี่พร้อมกับก่นด่า
“พวกแกนี่มันสัตว์นรกมาเกิดชัดๆ! ปลาตุ๋นจานนี้มีไว้สำหรับบำรุงร่างกายของแม่ฉัน!”
“ขยะไร้ค่าอย่างพวกแกที่ไม่ต่างจากตัวถ่วงความเจริญของบ้านนี้! มีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องของพวกนี้ห๊ะ!!”
“แค่ให้พวกแกแม่ลูกมานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกันแบบนี้ ก็นับว่าฉันเมตตาพวกแกมากแล้ว!”
แต่ทันทีที่หลินอวี้พูดจบ จู่ๆก็มีธารน้ำตาเอ่อท่วมดวงตากลมแป๋วแสนน่ารักของหลินเสี่ยวอวี่ เธอปล่อยโฮร่ำไห้จนน้ำตาไหลอาบแก้ม ราวกับเด็กน้อยไร้ที่พึ่งพิงจนต้องมองหาหลินเจียงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
“พ่อคะ...พวกเราไม่ใช่ขยะไร้ค่าของบ้านนะคะ...”
“หลายปีมานี้แม่ของหนูต้องทำงานหนักเพื่อครอบครัวมาตลอด กับแค่กินเนื้อปลาสักคำก็ไม่มีสิทธิ์เลยเหรอคะ?”
“พ่อคะ พวกเราเป็นลูกพ่อนะคะ พวกเขาพูดจาดูถูกแล้วก็ข่มเหงเราแบบนี้ ก็เหมือนกับดูถูกข่มเหงพ่อด้วย!”
คำพูดคำจาแต่ละคำที่หลินเสี่ยวอวี่หยิบยกขึ้นมาพูดนั้น ยิ่งทำให้สีหน้าหลินเจียงแปรเปลี่ยนมากขึ้น จากเดิมที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งมืดทมิฬลงกว่าเดิมมาก
ในอดีต ทั้งหมดเป็นเพราะหลินเสี่ยวอวี่และพี่สาวอีกสองคน ที่มักจะอดทนอดกลั้นต่อความอยุติธรรมลำเอียงภายในบ้านหลังนี้มาโดยตลอด อีกทั้งยังไม่เคยปริปากบ่นเลยแม้สักคำเดียว แต่ในเมื่อครั้งนี้พวกเธอไม่ขอทนอีกต่อไป ย่อมส่งผลให้หลินเจียงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจำต้องลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อปกป้องลูกๆของเขา
หลินเจียงกระแทกตะเกียบในมืออัดลงกับโต๊ะอย่างแรง จนเสียงดังกลบทุกเสียงลงในบัดดล ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงดุดันน่าสะพรึงกลัวว่า
“ฉันเองก็จ่ายเงินให้กับครอบครัวทุกเดือน! ส่วนเมียกับลูกสาวต่างก็ช่วยทำงานบ้านไม่เคยอิดออด”
“แล้วมันจะอะไรนักหนา? กับแค่กินเนื้อปลาคำเดียว ท้องฟ้าถึงกับจะถล่มเลยรึยังไง!!”
เท่านั้นเอง คำพูดประโยคนี้ของหลินเจียงก็เปรียบเสมือนตัวจุดชนวนระเบิดในใจของโจวชื่อ เธอใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีขว้างถ้วยข้าวใส่หน้าหลินเจียงอย่างไม่ปราณี!
“ไอ้ลูกอกตัญญู! แล้วที่น้องสาวแกพูดมามันผิดตรงไหน?!”
“จ่ายเงินให้ทุกเดือน? นั่นมันเป็นหน้าที่ของแกอยู่แล้ว! แม่อย่างฉันอุตส่าห์ลำบากเลี้ยงดูแกมาจนเติบใหญ่ แล้วแกยังมีหน้ามาพูดแบบนี้กันฉันแบบนี้นี่นะ?”
“นี่แกกล้าดียังไงถึงได้ออกตัวปกป้องนังเด็กสารเลวพวกนี้ต่อหน้าฉัน!!”
“ถ้าวันนี้แกไม่ยอมสั่งสอนลูกตัวเองให้เข็ดหลาบ ที่บังอาจมาต่อปากต่อคำกับฉันล่ะก็ พวกแกทั้งหมดก็ไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ!!”
หวงอิงที่นั่งสะใจอยู่ข้างเคียงกัน ฉวยจังหวะนี้พูดยุยงเติมเชื้อไฟต่อทันที
“นั่นน่ะสิน้องรอง คุณแม่เองก็เพิ่งออกมาจากสถานีตำรวจ แค่นี้ท่านก็เหนื่อยจะแย่แล้ว นี่ยังจะชวนท่านทะเลาะสร้างความลำบากใจให้อีกเหรอ?”
“รีบๆขอโทษคุณแม่ซะเรื่องจะได้จบๆ ยังไงพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
หลินต้าฉางพร้อมกับพี่ชายคนโตส่งสายตาเชิงตำหนิกดดันใส่หลินเจียง ที่ดันทำเรื่องไม่เข้าท่าขึ้นมา พร้อมกับเสียงคำรามที่ดังผ่านลำคอ
หลินเจียงตระหนักได้ในทันที หากวันนี้เขาไม่ยอมลงมือสั่งสอนหลินเสี่ยวอวี่ให้รู้ดำรู้แดง เรื่องวุ่นวายในครั้งนี้คงจะไม่มีทางจบลงโดยง่ายอย่างแน่นอน
เขาค่อยๆเคลื่อนสายตาไปทางลูกสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างกัน ฝ่ามือขนาดใหญ่วาดรัศมีง้างขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ขณะเดียวกันก็ได้แต่ส่งสายตาจ้องมองเด็กน้อยด้วยความสงสารเห็นใจ
“เสี่ยวอวี่...ยกโทษให้พ่อด้วยนะ...”
ทางด้านจางอวิ๋นม่านในขณะนั้น เธอเฝ้ามองหลินเจียงอยู่นานแล้ว ทว่าสายตาที่มีให้หลงเหลือเพียงความเย็นชาและว่างเปล่า ประหนึ่งกำลังจ้องมองคนตาย ก่อนที่หลินเจียงจะทันได้ลงมือ จู่ๆเธอก็พุ่งเข้าไปกระชากข้อมืออีกฝ่ายไว้แล้วสะบัดทิ้งทันที ก่อนจะตบหน้าสวนตอบกลับไปสุดแรงเกิด!
“เพี้ยะ!”
“ตบนี้เพื่อเสี่ยวอวี่!”
“เพี้ยะ!!”
“ตบนี้เพื่อเสี่ยวจือกับเสี่ยวเย่!”
“เพี้ยะะ!!!”
“และตบนี้เพื่อตัวฉันเอง!!”
“แค่ลูกตัวเองยังไม่มีปัญญาปกป้องได้ แกก็ไม่มีสิทธิ์เป็นพ่อใครทั้งนั้น!”
เสียงตบปะทะดังสนั่นชัดเจนถึงสามครั้งสามคราต่อเนื่อง ทำเอาทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างอ้าปากหวอ สมองไม่ตอบสนอบไปชั่วขณะ แม้กระทั่งหลินเจียงเองที่เป็นฝ่ายถูกตบ ยังถึงกับหน้าถอดสีและไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“จางอวิ๋นม่าน! นี่เธอบ้าไปแล้วรึไง!!?”
หลินเจียงที่อุตส่าห์เฝ้าล้างสมองจางอวิ๋นม่านมาตลอดสิบสี่ปีของชีวิตคู่ ค่อยๆปั่นหัวทำให้เธอเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ชั่วชีวิตของเธอมีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นดั่งศูนย์กลางจักรวาล จนเธอยอมเสียสละได้ทุกสิ่งเพื่อเขา แม้กระทั่งพ่อแม่แท้ๆของตัวเอง
หลินเจียงที่เคยชินกับความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งว่า ตนสามารถควบคุมชีวิตของผู้หญิงคนนี้ได้อยู่หมัด เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่า วันหนึ่งจางอวิ๋นม่านจะกล้าลงมือเช่นนี้กับตน
“นี่แกกล้าตบพี่ชายฉันเหรอ?! เดี๋ยวฉันจะฉีกหน้าแกให้แหกเป็นชิ้นๆเลยคอยดู นังโง่!!”
ด้วยความโมโหเดือดดาล หลินอวี้ไม่รอช้า เธอกระโจนเข้าใส่จางอวิ๋นม่านประดุจสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง!
“โครมม!!!”
เสียงโต๊ะอาหารโค่นถล่มดังกึกก้องจนแสบแก้วหู ตีคู่มาพร้อมกับร่างของหลินอวี้ที่หน้าทิ่มคะมำกองอยู่กับพื้น ทั้งถ้วยชามแก้วน้ำรวมไปถึงหม้อโจ๊กร้อนๆ ต่างร่วงแตกระเนระนาดราดรวมอยู่บนร่างของเธอจุดเดียว
ด้านข้างอีกฝั่งหนึ่ง หลินเสี่ยวเย่แอบชักเก็บเท้ากลับคืนอย่างลับๆ ตีหน้านิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กวาดตามองคนอื่นไปพลางแสดงสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ไม่รู้ไม่เห็นไปพลาง
[ฮ่าฮ่าๆๆๆ สุดยอดจริงๆเลยพี่รอง!]
[นังบ้านี่หวงของกินนักใช่มั้ย? คราวนี้ได้กินสมใจอยากรึยังล่ะ!]
[ต้องให้ได้แบบนี้สิ มันสะใจจริงๆ!]
“หึ! ฉันคิดเอาไว้ไม่มีผิด! นังตัวดีนี่แกล้งทำเป็นคนดีนิสัยเรียบร้อย ที่ไหนได้? นังแพศยาชัดๆ! ถุ๊ย!!”
“แล้วยังจะมีหน้ามาตบน้องชายฉันอีกนะนังนี่!? วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกให้หลาบจำเลยคอยดู!!”
เมื่อน้องเล็กถูกจัดการจนหมดสภาพ จึงเป็นหน้าที่ของพี่ชายคนโตอย่างหลินซงที่ต้องเข้ามาสมทบช่วยเหลืออีกแรง
หลินต้าฉางถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความอับอาย ใบหน้าของเขาขณะนี้ดำทมิฬเสียยิ่งกว่าก้นกระทะไหม้
“ฉันบอกให้หยุดเดี๋ยวนี้!!! พวกแกยังทำตัวอับอายขายขี้หน้ากันไม่พอรึยังไง!!?”
โดยปกติแล้ว โจวซื่อมักจะสงบลงในทันทีที่หลินต้าฉางออกโรงเพราะมีโมโห ต่อให้เธอจะไม่เต็มใจสักเพียงใดก็ตาม
ทว่าครั้งนี้กลับแตกต่างกันออกไป โจวซื่อที่เพิ่งพ้นคุกออกมาจากสถานีตำรวจ ต้องทนอยู่ในสภาพอดๆอยากๆเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆจนท้องหิวไส้กิ่ว ผนวกกับความอัดอั้นแค้นใจที่มีอยู่แต่เดิมด้วย จึงส่งผลให้ไม่มีใครสามารถควบคุมหญิงชราคนนี้ได้อีกต่อไป
ยิ่งนึกถึงเงินออมจำนวน 1,000 หยวนที่เธอสู้อุตส่าห์ใช้เวลาเก็บหอมรอมริบมาชั่วชีวิต ได้ถูกขโมยไปจนหมดเกลี้ยง หัวใจของหญิงชราก็แทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ!
เมื่อบัญชีแค้นเก่าและใหม่มาผสมรวมกันเช่นนี้ โจวซื่อก็แทบอยากจะฉีกกระชากร่างของจางอวิ๋นม่านออกเป็นชิ้นๆ ทั้งยังอยากกรีดเลือดของมันมาดื่มแทนน้ำให้หายแค้น!
ดังนั้นแล้ว โจวซื่อจะยอมรามือปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆได้อย่างไรกัน?
“ได้! อยากให้ฉันหยุดนักใช่มั้ย? งั้นก็เอาเงิน 1,000 หยวนของฉันคืนมาก่อน!!”
โจวซื่อยืนเท้าสะเอว ชี้นิ้วจ่อใส่หน้าของจางอวิ๋นม่านพร้อมกับกรีดร้องลั่นด้วยความเคียดแค้น
“เงิน 1,000 หยวนอะไร?”
คำพูดนี้คำเดียวเปรียบดั่งลูกระเบิดปรมาณูที่ถูกทิ้งลงใจกลางบ้านสกุลหลิน!
เงินจำนวน 1,000 หยวนในยุคสมัยที่เงินเดือนพื้นฐานของประชาชนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20กว่าหยวนต่อคนนั้น นับเป็นเงินจำนวนมหาศาลเกินจินตนาการ!
ทันทีที่ได้ยินตัวเลขนี้ ทุกคนในบ้านสกุลหลินก็ถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว