หญิงสาวผู้หนึ่งส่งเสียงเรียกอย่างไร้ซึ่งความกังวลใด ในขณะที่เอ่ยเรียกก็เดินเหยาะๆ ตามหลังมิเนอร์วาไป ผมยาวสีดำขลับกำลังโยกไหวรับกับท่วงท่าในการเดิน ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นจับจ้องไปที่มิเนอร์วาอย่างไม่วางตา รอยยิ้มที่เผยออกมานั้นสยบใจชายทุกผู้ ได้อย่างรุนแรงราวกับเจอของแสลงแพ้ทางใจ เด็กหนุ่มที่กำลังเดินตามาุโมาซีนหยุดเดินพร้อมกับชายชราทั้งคู่หันไปมองทางต้นเสียงสำเนียง์นั้นที่เดินมาหยุดลงตรงหน้า
"อา…เกรเซีย"
ชายชราที่เห็นท่าทีตอบสนองของมิเนอร์วาที่ยืนบื้อใบ้ราวกับหุ่นกระเบื้อง อดยิ้มแล้วส่ายหัวไม่ได้
"เ้าคงเป็บุตรแห่งดีมัวร์ เกรเซียสินะ"
"คารวะผู้าุโมาซีน"
เกรเซียช่างเป็สตรีที่มีกิริยางดงามเรียบร้อย ท่าทีงดงามชดช้อยเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำอารมณ์ส่วนลึกของมิเนอร์วาเข้าไปอีกให้ลุ่มหลงอย่างลืมตัว
"เ้าเด็กดื้อ ทำไมถึงยังไม่เรียกพี่เกรเซียอีก เดี๋ยวนี้ใจดีด้วยหน่อยแล้วลืมตัวหรืออย่างไร ไปกันเถอะผู้าุโ ข้าร้อนจะแย่อยู่แล้ว"
หญิงสาวไม่ได้สนใจสายตาของผู้คนโดยรอบที่มองมา เดินไปคว้าแขนมิเนอร์วาได้ก็หันไปเร่งชายชรา และแน่นอนชายชราก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเกรเซียถูกฝากฝังให้มาร่วมเดินทางไปยังวังมรณะสาบสูญ ใครบ้างจะไม่รู้จักดีมัวร์ ผู้คอยเป็มือเป็เท้าให้แก่ราชวงศ์ ขณะเดินนำทางเพื่อพาทั้งสองไปยังสถานที่ส่งตัวนั้นเอง วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินอย่างวางท่าเข้ามาหา
สายตาพวกเขามักคอยมองหาเื่คนรอบข้าง ผู้ที่เดินนำมาคือชายวัยรุ่น อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเกรเซีย เป็ชายหนุ่มผู้มีรูปร่างค่อนข้างกำยำ เส้นผมสีดำสนิท จุดเด่นบนใบหน้าที่เห็นได้ชัดคือรอยแผลเป็ที่ขมับซ้าย สายตามันบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังจะเดินมาหาเื่ แต่เมื่อพวกมันสังเกตเห็นาุโมาซีนที่เดินนำหน้ามาท่าทีก็เปลี่ยนไป ถึงจะเป็อาจารย์ของวังมรณะสาบสูญ แต่เื่ความแข็งแกร่งนั้นย่อมพอมีชื่ออยู่บ้าง
"ผู้เยาว์คารวะาุโมาซีน พวกเ้ารออะไร ทำไมไม่ยอมก้มหัวทำความเคารพผู้าุโ"
ผู้ที่คาดว่าน่าจะเป็หัวโจกกล่าวตำหนิลิ่วล้อของตัวเอง เพื่อแสดงอำนาจอวดโอ่ต่อหน้าสาวงาม มันค้อมตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ หางตาก็ลอบมองเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านข้างไปพลาง
"สหาย…ข้าชื่อจิออตโต เรียนอยู่ที่สถาบันหลวงและยังเป็เพื่อนสนิทของพี่สาวเ้าด้วยนะ ยินดีที่ได้รู้จัก"
จิออตโตบิดกาย พยักหน้าน้อยๆ ในตอนแรกมันก็นึกว่าผู้ชายที่ไหนกันถึงได้กล้ามาเดินจับมือถือแขนสาวงามของสถาบันหลวง แต่เมื่อเห็นมิเนอร์วาอารมณ์ของมันก็สงบลงทันที มันไม่ใช่คนโง่ย่อมมองเบื้องลึกเื้ัออก ที่ปรึกษาวัยเยาว์ในงานเลี้ยงวันเกิดของเกรเซียนั่นเอง ตัวมันย่อมต้องได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยง และได้เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กหนุ่มตรงหน้าต้องมีอะไรพิเศษที่มันเองก็ไม่รู้อย่างแน่นอน
"สวัสดีข้าชื่อมิเนอร์วา ศิษย์ของวังมรณะสาบสูญ"
เด็กหนุ่มชำเลืองมองเกรเซียที่ยืนจับมือตัวเองด้วยหางตา ยิ้มทักทายตอบกลับแบบง่ายๆ ไม่ได้สนใจท่าทีก่อนหน้าของอีกฝ่าย
'เ้าหนู สิ่งนี้เรียกว่าศัตรูหัวใจ ในอกของเ้าเด็กนี่คงคันยิบๆ อยากกระทืบเ้าอย่างแน่นอน'...แอสคลีเพียสหยอกเย้าศิษย์อย่างขำขัน
"เป็ท่านนี่เอง…มิเนอร์วาที่ปรึกษาของท่านดีมัวร์ ถึงว่าทำไมพวกเ้าจึงดูสนิทสนมถึงขั้นจับมือถือแขนกันอย่างไม่แคร์สายตาคนอื่นแบบนี้"
จิออตโตจิกกัดเด็กหนุ่มพูดเน้นคำอย่างจงใจ มาซีนที่เห็นฉากตรงหน้าย่อมไม่อยากจะเข้าไปวุ่นวายมันไม่ได้คิดปกป้องศิษย์ เพราะจะอย่างไรคำสอนของวังมรณะสาบสูญคือ 'ศิษย์ต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเอง' แต่ถึงจะไม่มีคำสอนนั้น จะให้มันออกหน้า มาซีนที่รู้เบื้องลึกเื้ัของจิออตโตย่อมไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเด็ดขาด
"ฮ่ะๆ ๆ เนื่องจากสนิทกันมาั้แ่เด็ก สมัยเด็กๆ ยังเคยวิ่งไล่ 'กอดกัน' อยู่เลย พี่ชาย ท่านน่าจะเข้าใจพวกข้านั้นสนิทกันมาก"
มิเนอร์วาไม่ได้สนใจถ้อยคำจิกกัดของจิออตโตเพียงแค่ยิ้มเยาะกลับไปไม่นำพาให้อารมณ์ขุ่นมัว เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าจิออตโตเบื้องหน้าผู้นี้เป็ใครมาจากไหน แต่ดูจากการที่กล้ายืนพูดคุยโดยให้อาจารย์ชราจากวังมรณะสาบสูญยืนรอ นี่ก็บ่งบอกถึงสถานะและเื้ัของจิออตโตได้แล้ว ถึงมิเนอร์วาจะไม่ได้เจนจัดในการใช้ชีวิตเหมือนราชันย์เทวะผู้เป็อาจารย์ทั้ง 2 ของตน แต่เด็กหนุ่มก็เคยผ่าน่เวลาเ็ปสูญเสียมาแล้วย่อมมีหลักการเป็ของตนเอง หลักการที่ว่าก็คือ
'ข้าไม่ยุ่งเื่ของเ้า เ้าก็อย่ามายุ่งเื่ของข้า'
"เ้า! เ้ากล้ามากเลยนะ กล้าเยาะเย้ยนายน้อยของพวกข้า?"
หนึ่งในพรรคพวกของจิออตโตชี้หน้าทำท่าทางเดือดดาล หมายจะเอาเื่เด็กหนุ่มทันทีเพื่อหวังประจบเอาใจลูกพี่ของตัวเอง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ยินเข้าก็หยุดมองดูเื่สนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น มิเนอร์วาเพียงเหล่มองอย่างเ็าอยู่พักหนึ่งไม่ได้ออกอาการตอบสนองใดอีก ก่อนจะหันไปกล่าวกับาุโมาซีน
"ท่านาุโ ข้าเคยได้ยินมาว่าศิษย์ของวังมรณะสาบสูญมักถูกสอนให้ยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง กระทำสิ่งใดตามที่ตัวเอง้า ขอแค่ไม่ทำร้ายกันจนถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการ ไม่ทราบว่าคำสอนนั้นมีผลเฉพาะภายในวังมรณะสาบสูญเท่านั้นหรือแม้แต่ที่นี่คำสอนนั้นก็ยังคงมีผลอยู่?"
มิเนอร์วาใช้มืออีกอ้างแกะมือของเกรเซียออกสายตาเปลี่ยนเป็อ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว ถ้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นสมัยที่ตัวมันยังไม่ประสีประสา คงทำเพียงแค่ยิ้มรับแล้วเดินจากไปอย่างเลี่ยงๆ แต่ในตอนนี้นั้นต่างกันจิออตโตและพรรคพวกอย่างมากก็แก่กว่าเด็กหนุ่มแค่ไม่กี่ปี และการทะเลาะกันของเด็กย่อมต้องให้เด็กแก้ปัญหากันเอง ถ้าหากพวกผู้ใหญ่เข้ามายุ่งก็จะเสียหน้าเป็อย่างมาก เื่นี้มิเนอร์วาได้ลอบปรึกษากับแอสคลีเพียสถึงผลได้ผลเสียที่จะตามมาไว้ก่อนอยู่แล้วจึงกล้าที่จะเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา
"แน่นอนคำสอนนั้นไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่ข้าขอเตือนเ้าไว้อย่างในคำสอนนั้นยังถูกเขียนไว้อีกว่า ต้องพร้อมยอมรับเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ตามมาจากการกระทำของตัวเองด้วย!"
มาซีนไม่ได้ปฏิเสธมันก็อยากจะรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร อีกทั้งยังได้ออกปากเตือนไปแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมาล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมิเนอร์วาเองไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับตัวมันให้เดือดร้อน
"เ้าอยากลองยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง? หากมีไม่พอมาเอาเพิ่มกับข้าได้นะ ฮ่าๆ ๆ"พรรคพวกของจิออตโตยังคงส่งเสียงดังท้าทาย มันใช้มือตบไปที่ขาอย่างยียวน ส่วนทางด้านจิออตโตมันทำเพียงแค่ยืนยิ้มมองมิเนอร์วาอย่างสบายใจ ไม่ได้ออกปากห้ามปรามผู้ติดตามแต่อย่างใด
"ฮ่ะๆ ๆ ข้าขอรับแค่น้ำใจก็พอ ลำแข้งท่านมันยวบยาบไม่มั่นคงมากเกินไป เกรงว่าเพียงไม่นานก็ต้องล้มลงแล้ว"
"ตัวบัดซบ! เ้ากล้าดูถูกข้าว่าอ่อนแอ?"
"ข้าไม่ได้พูด ท่านพูดเองนะ!"
"เ้า!"
มิเนอร์วายกยิ้มไม่ได้สนใจพวกลิ่วล้อทั้งหลายเลยด้วยซ้ำ แอสคลีเพียสได้ตรวจสอบแล้ว กลุ่มคนข้างหน้านอกจากจิออตโตที่เป็ผู้วิเศษชั้นสูงแล้ว พวกที่เหลือล้วนเป็แค่เหล่าผู้วิเศษ ด้วยเหตุนี้ความยำเกรงต่อกลุ่มคนด้านหน้าจึงไม่มีเลยสำหรับเด็กหนุ่ม ในที่สุดคนผู้นั้นก็อดทนไม่ไหววิ่งปรี่เข้ามาหาเด็กหนุ่ม โดยที่ไม่มีผู้ใดห้ามปราม มาซีนยังคงยืนจับจ้องอยู่ที่เดิม สีหน้าของมิเนอร์วาเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็เ็ารอยยิ้มที่เคยมีก็หายไป อีกฝ่ายเงื้อมือที่กำลังถูกจุดด้วยเปลวไฟสีส้มอ่อนลุกโชนหมายจะคว้าจิกไปที่ลำคอของเด็กหนุ่มเพื่อสั่งสอน
"วันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้าแทนนายน้อยเอง ให้รู้ซะบ้างว่ามารยาทที่ผู้น้อยควรมีคือสิ่งใด!"
แต่ในขณะที่มือสีส้มร้อนแรงนั้นถูกยื่นออกมาจนเกือบสุดแขน ความมืดมิดที่เยียบเย็นชวนขนลุกได้แผ่กระจายออกมาอย่างฉับพลันโดยมีมิเนอร์วาเป็ศูนย์กลาง ความรู้สึกเหนียวหนืด กดดันิญญาก็ปะทุขึ้นโดยไม่มีสัญญาณบ่งบอกล่วงหน้า มือสีส้มที่กำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงนั้นเคลื่อนที่ช้าลงราวกับกาลเวลาถูกชะลอให้ไหลหนืดช้าลงยิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งหยุดลงห่างจากลำคอของมิเนอร์วาเพียง1ฝ่ามือ
สีหน้าของผู้คนโดยรอบล้วนเปลี่ยนแปลงไปเป็อารมณ์อันต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มของจิออตโตที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อเทียบกับ่ก่อนหน้าเปลวไฟสีส้มอ่อนในตอนนี้กลายเป็สีดำทีละน้อยจนกระทั่งมอดดับไปเอง ร่างกายราวกับแข็งค้าง มือที่ยกค้างไว้สั่นสะท้านเบาๆ อย่างหวาดกลัว
"เ้า!"
"เ้า เ้า เ้า! เป็ข้าแล้วมันทำไม! พล่ามอยู่ได้ ขนาดเ้านายของเ้ายังยืนนิ่งไม่ว่าอะไร แล้วเหตุใดสุนัขรับใช้เช่นเ้าถึงได้กล้ามาเห่าใส่ผู้คนไปทั่วแบบนี้"
มิเนอร์วาไม่ได้หลบเลี่ยงไม่เคลื่อนไหวอะไร เพียงใช้สายตามีเขียวมรกตจดจ้องศัตรูเบื้องหน้า เอ่ยปากสั่งสอนอย่างต่อเนื่อง "มารยาทที่ผู้น้อยควรมีคือสิ่งใด? สิ่งที่เ้าไม่มีย่อมต้องถามหาจากผู้ที่มี ก็ได้ข้าจะมอบให้ตามที่เ้า้า!" ดวงตาสีเขียวคู่นั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็เ็า ถึงขั้นมีหมอกดำมัวผสมผสานกับั์ตาสีเขียวมรกตคู่นั้นให้ดูลึกลับอย่างลงตัว ความมืดรอบตัวผู้ติดตามของจิออตโตเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันบีบคั้นเพิ่มขึ้นจนแข้งขาของมันสั่นเทา ความหวาดกลัวจากก้นบึ้งเริ่มกัดเซาะดวงจิต สติสัมปชัญญะต่างๆ คล้ายไม่มั่นคง
"เฮือกกกกก"
อีกฝ่ายหอบหายใจเฮือกใหญ่ราวกับพึ่งตกลงไปในแม่น้ำแห่งอเวจีที่ไร้ซึ่งอากาศบริสุทธิ์ ร่างกายอ่อนแรงไม่อาจต้านทาน ความรู้สึกเหนียวหนืดอีกทั้งยังมีแรงกดดันทางิญญาอันน่าหวาดกลัวนั้น ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจรักษาสมดุลร่างกายได้อีกต่อไป ทรุดคุกเข่าลงเบื้องหน้ามิเนอร์วา ไร้การต่อต้าน ไร้การขัดขืน มีเพียงคุกเข่าลงเบื้องหน้าอย่างจำยอมเท่านั้น ทุกอย่างพูดแล้วเหมือนจะนานแต่ในความเป็จริง เพียงแค่ 3 วินาทีนับจากหมอกดำปกคลุมร่างกาย อีกฝ่ายก็ไร้ซึ่งกำลังที่จะขัดขืนแล้ว เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองผู้ที่อยู่เหนือกว่า ตัวมันก็พบสายตาเ็าคู่เดิมนั้นที่จ้องตอบกลับมาอย่างดูแคลน
ความเงียบเข้าปกคลุมทุกชีวิตโดยรอบ ผู้คนที่หยุดยืนดูต่างพากันส่งเสียงกระซิบฮือฮา ทุกสรรพสิ่งราวกับพร้อมใจกันนิ่งค้างตกตะลึง การควบคุมอาณาเขต์อนธการนั้นถึงแม้จะยังฝึกไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญทุกระยะ แต่ภายในรัศมี 10 เมตรรอบตัว เด็กหนุ่มกลับสามารถบงการบัญชาได้ตามใจนึก แม้แต่มาซีนและเกรเซียที่ตอนนี้กำลังยืนเอามือปิดปากทำตาโตใ ก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายตัวตรงไหนกลับกันยังรู้สึกว่าฉากตรงหน้าของการช่างลึกลับน่าหลงใหล
แต่ไม่ใช่กับกลุ่มของจิออตโตที่กำลังโดนหมอกดำปกคลุม พวกมันทั้งหมดล้วนรู้สึกแบบเดียวกัน หมอกดำพวกนี้ให้ความรู้สึกสยดสยอง เหนียวหนืด กดดัน แฝงมาอย่างเจือจางราวกับเป็ท่วงทำนองข่มขู่ หลังจากเห็นมิเนอร์วาทอดสายตาจ้องมองอีกฝ่ายจากที่สูง ผู้ติดตามรายนี้กำลังจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดออกมา มันเลิกขัดขืนโดยสิ้นเชิงทำได้เพียงแค่ก้มหน้า กำหมัดคุกเข่าอย่างสำนึกเสียใจที่ออกตัวแทนให้ลูกพี่ของมัน ผู้ซึ่งยืนดูมันกำลังถูกรังแกโดยไม่ยอมช่วยเหลือ
มิเนอร์วาไม่ได้สนใจมันอีก จึงละสายตาออกจากอีกฝ่าย แล้วเงยหน้าจ้องมองบุคคลที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม พร้อมทั้งสั่งสอนผู้ที่คุกเข่าอยู่ อีกหนึ่งประโยคโดยที่สายตายังคงสบมองอยู่กับจิออตโตที่ยืนอยู่ ราวกับกำลังสั่งสอนอีกฝ่ายโดยตรง เอ่ยพูดอย่างเ็าตาไม่กะพริบ
"นี่คือสิ่งที่ผู้น้อยควรมี และนี่คือผลที่ตามมาสำหรับการกระทำของเ้า เ้าเห็นหรือไม่?"
"ข้าถามว่าเ้าเห็นหรือไม่?"
หมอกดำแห่ง์อนธการปะทุขู่ขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน แล้วเก็บพลังิญญากลับไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มันใหวาดกลัวรีบลนลานตอบกลับ
"เห็นแล้ว ข้าเห็นแล้ว!"
"เห็นแล้ว? แล้วทำไมเ้ายังไม่ไสหัวไปให้ข้าอีก!"
อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกๆ ตาลีตาเหลือกรีบคลานหนีกลับไป แน่นอนที่มันต้องคลานไปนั้นเพราะอำนาจกดดันที่ยังคงโถมลงมา ที่ตัวมันเพียงคนเดียวนั้นย่อมต้องเป็การกดดันรุนแรงชนิดเทียบกับผู้อื่นไม่ติด มันไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะยืนจึงทำได้แค่คลานกลับไป อยู่ด้านหลังกลุ่มของจิออตโตอย่างหวาดระแวง
"ฮ่าๆ ๆ ต้องให้เ้าเห็นเื่น่าละอายแล้ว ผู้ติดตามของข้าดันทำตัวไร้มารยาท เป็ข้าสั่งสอนได้ไม่ดีเอง"
จิออตโตไม่ได้หวาดกลัวมันยังคงจ้องมองไปทางมิเนอร์วาอย่างใจเย็น เอ่ยพูดราวกับไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร มันย้ำคำพูดพลางมองไปทางด้านหลัง ส่งสายตากรุ่นโกรธอับอายไปทางอีกฝ่ายที่ยังคงถูกหิ้วขาสั่นยืนไม่มั่นคง
'บัดซบ! แพ้ก็แพ้ไปเถอะ แต่มันยังไม่ได้กระดิกแม้แต่นิ้วมือเดียวก็แพ้แล้ว? ไร้ค่าจริงๆ'
จิออตโตในตอนนี้จิตใจกำลังเต็มไปด้วยความเกลียดชัง มันอยากระบายโทสะที่กำลังสุมอยู่ทั้งหมดใส่เด็กหนุ่ม แต่มันก็ได้แต่ต้องหักห้ามใจเพราะยังไงที่นี่ก็ยังมีผู้คนมากมายมองดูอยู่ และอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญเป็อย่างมากเลยคือมันไม่แน่ใจว่าถ้าลงไม้ลงมือจริงๆ จะสามารถสยบสั่งสอนอีกฝ่ายได้หรือไม่ มันไม่ได้หมายความว่ามิเนอร์วาแข็งแกร่งเกินไป จนตัวมันสู้ไม่ได้ เพราะจากที่ััได้ในระยะใกล้ขนาดนี้ พลังิญญาที่ถูกใช้ออกมาแค่ไม่กี่วินาทีนั้นมันััได้ทันทีว่าเป็แค่ระดับพื้นฐาน แถมน่าจะเป็พื้นฐานอ่อนแอที่พึ่งถูกสร้างด้วย
พลังิญญาที่เจือจางแบบนั้นมองยังไงก็ไม่ใช่พลังของผู้วิเศษชั้นสูง แต่มันเป็เพราะพื้นฐานของอีกฝ่ายแปลกประหลาดมากเกินไป มันลึกซึ้งถึงขั้นที่แม้แต่ตัวเองยังไม่สามารถมองออกว่ามันคือพื้นฐานมืดแบบไหนกันแน่ ถ้ายังพอคาดคะเนเดาความสามารถของอีกฝ่ายได้ ตัวมันย่อมกล้าลองเสี่ยงสยบอีกฝ่ายดู และด้วยเหตุผลนี้เองมันเลือกที่จะอดทนเก็บความโกรธเอาไว้ มันปั้นหน้ายิ้มหันหัวมามองมิเนอร์วาอีกครั้ง
"นี่ก็ใกล้งานแลกเปลี่ยนประจำปีแล้วสิ ด้วยความสามารถของน้องชายหวังว่าพวกเราจะได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันนะ"
จิออตโตทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเปลี่ยนเื่คุยเกี่ยวกับงานแลกเปลี่ยนอะไรสักอย่างที่ตัวมิเนอร์วาเองก็ไม่รู้จัก จิออตโตหันไปยิ้มให้ผู้าุโที่ยืนรอด้านข้าง
"ผู้าุโมาซีนไว้ว่างๆ ก็ไปหาบิดาข้าบ้างนะขอรับ ท่านมักบ่นว่าไม่ได้พบเจอท่านนานแล้ว นี่ก็รบกวนเวลาผู้าุโมากแล้ว พวกข้าขอตัวลา"
มันโค้งตัวทำความเคารพอีกฝ่ายอย่างง่ายๆ รีบหันตัวเดินกลับไปยังทางที่เคยเดินมาด้านหลัง แต่เหล่าผู้ติดตามของมันยังคงมีบางคนที่ตกตะลึง จมอยู่กับห้วงความคิดราวกับตามไม่ทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกพี่ของตัวเอง จิออตโตที่สังเกตเห็นพวกโง่เง่าเ่าั้ทางหางตาก็อดรำคาญสายตาไม่ได้ เอ่ยพูดเสียงทุ้มต่ำเจือกรุ่นโกรธ
"กลับ!"
พวกเขาเดินห่างออกไปไกลจนลับสายตา ผู้าุโมาซีนดูอารมณ์เปลี่ยนไปมากจนน่าใ มันหัวเราะลั่นเอ่ยชมออกมาโดยไม่สนว่าฝ่ายที่กำลังเดินออกไปจะได้ยินหรือไม่ เพราะคำสอนที่พวกมันถูกสอนต่อๆ กันมานับั้แ่อดีตคือ
'ชีวิตนี้อยากทำอะไรก็ทำ อย่าได้สนใจใคร'
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในอาคารหลังนั้นปล่อยให้ผู้คนที่ยังคงยืนมุงดูพูดกันต่อไป และวันนี้ก็เป็จุดเริ่มต้นของตำนานตัวตนลึกลับจากวังมรณะสาบสูญ ที่สามารถหักหน้าจิออตโตผู้แข็งแกร่งในหมู่ผู้วิเศษชั้นสูงลงได้ ข่าวลือที่ถูกส่งต่อกันมาเนื้อความย่อมค่อยๆ ผิดเพี้ยน บางคนก็เล่าว่าในวันนั้นเนื่องจากจิออตโตหึงหวงเกรเซีย จึงเข้าไปหาเื่อีกฝ่าย แต่ศิษย์ลึกลับของวังมรณะสาบสูญที่อีกฝ่ายไปหาเื่ดันเป็ศิษย์หลักเหตุการณ์เลยจบลงอย่างรวดเร็ว บ้างก็เล่าว่าไม่ใช่ศิษย์หลักแต่เป็ศิษย์สืบทอดที่ตามมาช่วยสะสางงาน และข่าวลือนี้ก็แพร่กระจายได้ไม่นานก็จางหายไปกับกาลเวลา เมื่อทุกคนเลิกสนใจ
กลับมาที่ปัจจุบันกลุ่มของมิเนอร์วาที่นำโดยผู้าุโมาซีน ก็ได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนตัวของนกอินทรีตัวหนึ่ง มันถูกเรียกว่าอินทรีเกล็ดศิลา สาเหตุที่มันได้ชื่อนี่เป็เพราะว่าเกล็ดตรงส่วนขาของมันสามารถกลายเป็ศิลาได้ เป็สัตว์วิเศษระดับผู้วิเศษชั้นสูง เวลาโจมตีเกล็ดที่กลายเป็ศิลาสามารถหลุดออกมาได้ ยิ่งเวลาที่พุ่งลงมาจากที่สูงมากๆ น้ำหนักที่ถูกเพิ่มเข้ามาก่อนสลัดเกล็ดอย่างกะทันหันจะช่วยเพิ่มแรงทำลายล้างให้กับเกล็ดที่สลัดโจมตีศัตรู
ในบางครั้งพวกมันก็สะบัดขนที่ถูกทำให้เป็หินกระแทกเอาชีวิตอีกฝ่าย เผ่าพันธุ์นี้จากที่เคยมีบันทึกไว้พวกมันสามารถเติบโตเป็ได้แค่อินทรีเกล็ดเพชร หรือก็คือสัตว์วิเศษระดับเหนืุ์ อินทรีเกล็ดเพชรที่พัฒนามาจากอินทรีเกล็ดศิลานั้น จะค่อนข้างแข็งแกร่งและก็หายากเนื่องจากทั่วทั้งตัวของพวกมันสามารถกลายเป็เพชรได้ ขึ้นชื่อว่าเพชรย่อมแข็งแกร่งแน่นอน แต่ที่น่าเสียดายก็คือหลังจากพลังิญญาที่อยู่ในขนหรือเกล็ดหมดลงพวกมันก็จะกลายเป็สิ่งของธรรมดา ที่มีประโยชน์ทำได้แค่เอาไว้ใช้ปรุงยาบางชนิด
ความรู้นี้ย่อมเป็แอสคลีเพียสสอนให้กับอีกฝ่าย สองปีกของอินทรีตัวนี้กำลังโบกสะบัดขยับเพียง 3 ครั้งก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมองเห็นมุมมองที่มิเนอร์วาไม่เคยััมาก่อนในชีวิต และยิ่งในเวลานี้มันกำลังมีความสุขสุดขีด ไม่ได้เป็เพราะวิวด้านหน้านั้นสวยงาม แต่เป็เพราะสาวงามผมยาว กลิ่นตัวหอมจางราวกับกล้วยไม้ที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้นี้ต่างหาก เกรเซียใร้องกรี๊ดหลับตาคว้าตัวมิเนอร์วามากอดไว้โดยไม่ได้ตั้งใจอยู่นาน
'อา…กลิ่นหอมนี้ ััแบบนี้ นี่สินะความรัก'
ความสุขสุดขีดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันย่อมจบลงอย่างรวดเร็ว เกรเซียที่ััได้ว่าทุกอย่างกลับมานิ่งสงบแล้วมีเพียงสายลมแรงที่ยังพอใช้พลังิญญาป้องกันตัวเองได้ ลมแรงพัดปะทะใบหน้าอยู่เป็พักๆ ทุกครั้งที่อินทรีตัวั์ขยับปีก หญิงสาวลืมตาช้าๆ ััได้ว่ากำลังกอดคนผู้หนึ่งอยู่ เสียงหายใจหอบถี่ของใครบางคนในอ้อมแขนของหญิงสาว ที่กำลังรัดพันตัวตนอีกฝ่ายเป็เครื่องพิสูจน์ความจริงนั้นได้อย่างดี
หลังจากตั้งสติได้ก็รีบปล่อยอีกฝ่ายให้เป็อิสระ หลุดออกจากวงแขนอันขาวเนียนอย่างลนลาน ภาพตรงหน้าคือหนุ่มน้อยจอมซุกซน ที่กำลังนั่งหน้าแดง หลังเหยียดตรงอย่าเกร็งๆ เมื่อเกรเซียเห็นภาพตรงหน้าแบบนี้ ก็เผลอหลุดขำทันที
"ฮิๆ หนุ่มน้อยไม่ใช่ว่าเราเคยกอดกันมาตั้งหลายครั้งแล้วนี่ ทำไมถึงยังไม่ชินสักที!"
"ข้า...ข้าแค่หนาวข้างบนลมมันเย็น ข้า...ข้าไม่เคยนั่งนกั์แบบนี้ด้วย"
เสียงพูดติดๆขัดๆ เนื่องจากหาข้ออ้างไม่ทันยิ่งทำให้เกรเซียรู้สึกมันเขี้ยว จึงแกล้งหยอกเย้าไปอีกครั้งหนึ่ง
"หนาว? งั้นยิ่งต้องกอดกันให้ความอบอุ่น มาๆ มาหาพี่สาว"
หลังจากสิ้นเสียงของหญิงสาว แม้แต่มาซีนผู้เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยังรู้สึกแปลกใจ เกิดความเห็นใจมิเนอร์วาขึ้นมาอย่างกะทันหัน
'ช่างเป็เด็กน่าสงสาร'
ไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้รู้เห็นอะไรเข้า มันจึงได้คิดสงสารเด็กหนุ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันแบบนี้ แต่เื่ของเด็ก ผู้าุโอย่างมันย่อมไม่อยากเข้าไปยุ่งลำพังชีวิตตัวเองก็ยุ่งมากอยู่แล้ว จะให้ใส่ใจเื่รักใคร่ของเด็กๆ ไปทำไมให้มันยุ่งกว่าเดิมอีก มิเนอร์วารีบเปลี่ยนท่าทางให้ดูสบายๆ ทันที
"ข้าหายหนาวแล้ว"
เกรเซียหัวเราเสียงเบาให้กับท่าทีเขินอายของเด็กหนุ่ม ภาพของหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังเอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ โดยมีฉากหลังที่ถูกอาทิตย์อัสดงอาบย้อมจนสีขาวของหมู่เมฆกลายเป็สีส้มอ่อน ช่วยขับเน้นให้ความน่ารักสดใสของเกรเซียเพิ่มขึ้นเป็อย่างมาก มิเนอร์วาเพียงคิดว่าถ้าหยุดเวลาของรอยยิ้มนี้ไว้ที่ตรงนี้ได้ก็คงจะดี มันกำลังกังวล กังวลว่าเื่ราวจะลงเอยในอีกทิศทางหนึ่ง แต่ก็ยังคงจดจำคำสอนของแอสคลีเพียสได้อย่างขึ้นใจ
'บิดาผิด แล้วลูกผิดอะไร?'
จะอย่างไรตนก็หลงรักไปแล้วจะให้ทำอย่างไร ก็คงทำได้แค่เพียงลองเสี่ยงกับอนาคตดู ไม่ว่าจะสมหวัง เสียใจ ผิดหวัง เด็กหนุ่มล้วนพร้อมอ้าแขนกอดรับมันไว้อย่างเต็มใจ จินตนาการของเด็กหนุ่มเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนไม่มีใครทราบ แต่เวลานี้การชะลอความเร็วของอินทรีเกล็ดศิลาได้กระตุ้นให้มิเนอร์วาตื่นจากภวังค์ มองจากมุมสูงในตอนนี้จะเห็นภาพเลือนรางจากที่ห่างไกลของกำแพงศิลาแข็งแรง ที่ปกป้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงฮัลเฟนด์มาอย่างช้านานเป็ดังสัญลักษณ์แบ่งกั้นอาณาเขต ขยับเข้ามาอีกก็เป็อาคารบ้านเรือนมากมาย ที่สร้างขึ้นจากวัสดุต่างๆ
กรุงฮัลเฟนด์เมืองหลวงแห่งอาณาจักรแทนลายัสนั้น ทางราชวงศ์ได้แบ่งขอบเขตใต้การปกครองออกเป็สามส่วน โดยจะแบ่งได้เป็ เขตชั้นนอก ซึ่งเป็ที่ตั้งของวังมรณะสาบสูญ เขตชั้นในเป็เขตที่ตั้งของสำนักแพทย์โลหิตพิษ และเขตใจกลางที่เป็ที่ตั้งของอีก 3 สถาบันที่เหลือ จะมีก็เพียงชุมนุมธารน้ำแข็งเท่านั้นที่แตกต่างออกไป อาคารบ้านเรือนของชุมนุมธารน้ำแข็งในเขตใจกลางนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มาก ส่วนใหญ่เป็ที่อยู่อาศัยของศิษย์หรือไม่ก็ผู้าุโประจำสถาบัน ที่ทำหน้าที่คอยรับส่งข่าวสารและประสานงานให้กับเบื้องบนเท่านั้น
อีกทั้งนอกจากจำนวนศิษย์ที่รับก็ไม่ค่อยเยอะอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็ต้องสร้างให้ใหญ่โตเปลืองพื้นที่ อาคารสถานที่ตั้งหลักนั้นว่ากันว่าอยู่สุดขอบชายแดนทางภาคเหนือของอาณาจักร เก็บตัวห่างไกลผู้คนเ็าราวกับน้ำแข็งสมชื่อสถาบัน เขตชั้นนอกจะมีอาณาเขตนับจากกำแพงหลักชั้นนอกสุดของกรุงฮัลเฟนด์เข้ามาหากำแพงเมืองชั้นใน โอบล้อมป้องกันเขตตัวเมืองชั้นในเอาไว้อาณาเขตนอกกำแพงเมืองล้วนเป็ป่าเป็ที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ส่วนอาณาเขตชั้นในนับั้แ่กำแพงเมืองชั้นในไปจนถึงกำแพงเขตใจกลาง เป็พื้นที่เมืองชั้นใน เหล่านี้คือปราการชั้นที่ 2 ที่คอยป้องกันอันตรายให้กับเขตใจกลางอีกที ส่วนอาณาเขตใจกลางของกรุงฮัลเฟนด์ที่นับั้แ่ปราสาทหลักของเขตวังหลวงไปจนถึงกำแพงเมืองเขตใจกลาง ล้วนเป็ที่อยู่อาศัยของเหล่าชนชั้นสูง ขุนนาง ราชวงศ์ และกษัตริย์ของอาณาจักรแทนลายัส
และในเวลานี้อินทรีเกล็ดศิลาที่แบกคนทั้งสามก็ได้ร่อนลงมาหยุดยืนอยู่บนพื้นโล่งที่ปราศจากผู้คน หลังทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จมันก็บินหายไปจากสายตาของทั้งสามอย่างรวดเร็ว มาซีนที่เริ่มถูกใจในตัวมิเนอร์วาก็เดินนำทางไปอย่างไม่รีบร้อน เื่การทะเลาะกันของเด็กๆ นั้นไม่นับเป็อะไรได้ แต่เื่ความแข็งกร้าวของเด็กหนุ่มที่แสดงออกมานั้นย่อมต่างกัน ข่าวนี้ได้ถูกส่งมาแจ้งล่วงหน้าแก่ทางวังมรณะสาบสูญอยู่ก่อนแล้วและปฏิกิริยาตอบกลับของทางสถาบันคือการให้นำทางมิเนอร์วาเข้าพบสภาาุโก่อนส่งตัวเข้าเรียน