บทที่ 25 ทำในสิ่งที่ควรทำ
เสิ่นหนานเยว่เดินทอดน่องกลับบ้านเพียงลำพังท่ามกลางแสงสนธยาที่เริ่มสลัวลง ซูอวี้จู๋ที่ยืนเฝ้ารออยู่หน้าประตูบ้านด้วยความกังวลใจมานาน ลอบชะเง้อคอมองไปทางปากซอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางนึกสงสัยว่าเหตุใดลูกสาวทั้งสองคนถึงยังไม่ปรากฏตัวเสียที
ในจังหวะนั้นเอง หลิวผิงและเสิ่นหนานฮุ่ยได้เดินเชิดหน้าผ่านมาพอดี ทั้งคู่ต่างแค่นเสียงในลำคอพลางส่งสายตาดูแคลนมาให้ ทว่าซูอวี้จู๋ที่กำลังเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของคนบ้านนั้นเลือกที่จะเมินเฉยและไม่ลดตัวลงไปต่อปากต่อคำด้วย
“หนานเยว่! แล้วพี่สาวล่ะลูก? พี่เขาไม่ได้ไปรับหนูหรอกเหรอ?!” ซูอวี้จู๋ร้องเรียกทันทีที่เห็นลูกสาวคนเล็กปรากฏกายที่หัวมุมถนน เธอรีบกวาดสายตาไปเื้ัทว่ากลับไม่พบเงาของลูกสาวคนโตเลย
“แม่คะ! หนูกับพี่สาวกลับมาด้วยกันค่ะ แต่พอดีที่สถานีอนามัยมีคนเจ็บหนักเข้ามา พี่สาวเลยอยู่ช่วยงานลุงเฉิงแล้วให้หนูล่วงหน้ากลับมาก่อนค่ะ” เสิ่นหนานเยว่โบกไม้โบกมือพลางวิ่งกระหืดกระหอบเข้าหามารดา
ซูอวี้จู๋ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยเสิ่นหนานซิงก็ไม่ได้ผิดนัดกับน้องสาว
“ดีแล้วลูก เข้าบ้านกันเถอะ แม่เตรียมกับข้าวไว้เสร็จพอดี แล้วอยู่ที่โรงเรียนเป็ยังไงบ้าง? เริ่มปรับตัวได้หรือยัง?” ซูอวี้จู๋จูงมือลูกสาวเล็กเข้าไปในบ้านพลางซักถามด้วยความอาทร ซึ่งเสิ่นหนานเยว่ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริงแจ่มใส
“หนานเยว่กลับมาแล้วเหรอ! รีบไปล้างไม้ล้างมือมากินข้าวเร็วเข้าลูก... อ้าว แล้วหนานซิงล่ะ?” เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง เสิ่นฟางไห่ที่นั่งรออยู่โต๊ะอาหารก็เอ่ยทักขึ้น
“พ่อคะ แผลที่ขาของพ่อดีขึ้นมากแล้วใช่ไหมคะ? ส่วนพี่สาวตอนนี้กำลังช่วยงานอยู่ที่สถานีอนามัยค่ะ เห็นว่าอีกสักพักถึงจะตามกลับมา” เสิ่นหนานเยว่จ้องมองขาของพ่อพลางทำตาละห้อยด้วยความสงสาร
เสิ่นฟางไห่รีบเอ่ยปลอบขวัญลูกสาวอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อเห็นว่าเด็กสาวเริ่มยิ้มออกเขาก็เบาใจลงพลางคิดในใจว่า นับเป็โชคดีที่ลูกสาวคนโตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มิเช่นนั้นหากเธอยังดื้อรั้นเหมือนแต่ก่อน เขาคงต้องเหนื่อยใจกับการสั่งสอนอีกนาน
“เรากินข้าวกันไปก่อนเถอะ! เดี๋ยวพออิ่มแล้วแม่จะเดินไปรับพี่เขาเอง” ซูอวี้จู๋เอ่ยชวนทุกคนลงมือกินมื้อค่ำโดยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ออกไปไหนเพียงลำพัง
ในระหว่างมื้ออาหาร เสิ่นหนานเยว่มีท่าทีลังเลอยู่หลายครั้ง ก่อนจะตัดสินใจโพล่งถามสิ่งที่ค้างคาใจออกมา
“พ่อคะ แม่คะ... พี่สาวเขาไปแอบเรียนการปฐมพยาบาลมาั้แ่เมื่อไหร่กันคะ? เมื่อก่อนหนูเห็นพี่เขาแทบจะไม่ยอมเหยียบเข้าไปในสถานีอนามัยเลยไม่ใช่เหรอ?”
ซูอวี้จู๋และเสิ่นฟางไห่ต่างลอบสบตากันทันทีด้วยความฉงน เสิ่นหนานเยว่จึงเริ่มบอกเล่าเหตุการณ์ที่พี่สาวของเธอเข้าช่วยชีวิตคนเจ็บกลางทุ่งข้าวโพดให้พ่อแม่ฟังอย่างละเอียดโดยไม่ปิดบัง
“ตอนนี้พี่สาวเขากำลังศึกษาวิชาแพทย์กับลุงเฉิงกว่างไป๋อยู่ การที่พี่เขาพอจะทำอะไรได้บ้างก็นับว่าไม่แปลกหรอกลูก ดูท่าทางหมอเฉิงคงจะตั้งใจสั่งสอนมากจริง ๆ เพียงไม่กี่วันพี่สาวของลูกก็กล้าลงมือช่วยคนแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าลูกสาวคนโตใจกล้าถึงขั้นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุทะเลาะวิวาท ซูอวี้จู๋กลับรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ ลูกสาวคนนี้ช่างมีความกล้าบ้าบิ่นเกินตัวเสียจริง
“หนานซิง... เธอคงจะฝังใจกับการาเ็ของพ่อในครั้งนี้เลยอยากจะเรียนรู้เื่การรักษาเอาไว้ คนเราเมื่อถึงจุดเปลี่ยนย่อมต้องเติบโตขึ้น การที่พี่เขามีเป้าหมายแบบนี้ก็นับว่าเป็เื่ประเสริฐแล้ว หนูก็ต้องดูพี่สาวเป็ตัวอย่างนะลูก ตั้งใจเรียนให้สอบติดโรงเรียนมัธยมปลายให้ได้ล่ะ”
เสิ่นฟางไห่พรั่งพรูความรู้สึกออกมา ในใจเขายังคงนึกเสียดายที่เสิ่นหนานซิงไม่ได้เรียนต่อจนจบมัธยม
“พ่อคะ หนูเข้าใจแล้วค่ะ หนูจะตั้งใจเรียนให้สุดความสามารถเพื่อสอบเข้าโรงเรียนมัธยมให้ได้แน่นอน!” เสิ่นหนานเยว่รับคำอย่างหนักแน่น
“ดีมากลูก พ่อเชื่อว่าลูกต้องทำสำเร็จแน่นอน!” เสิ่นฟางไห่มองลูกสาวคนเล็กด้วยความอิ่มเอมใจ
หากในวันวานเขาสามารถมองเห็นความเลวร้ายที่ซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ได้เร็วกว่านี้ เสิ่นหนานซิงก็คงไม่ต้องทิ้งการเรียนไปกลางคัน ด้วยสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดของเธอ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคงไม่ใช่เื่ยากเกินเอื้อม ทว่าเขาก็ยังไม่แน่ใจนักว่าในตอนนี้ทุกอย่างจะยังพอแก้ไขได้ทันเวลาหรือไม่
ในขณะเดียวกัน เสิ่นหนานซิงที่กำลังง่วนอยู่กับงานก็หารู้ไม่ว่าพ่อของเธอกำลังวางแผนอนาคตให้เธอใหม่อีกครั้ง
เธอร่วมมือกับเฉิงกว่างไป๋คอยเฝ้าดูอาการจนาเ็ของเซิ่งเหยี่ยอี้เริ่มคงที่ ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงจมอยู่ในนิทราและไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา
“หนานซิง มาพักกินข้าวกินปลาก่อนเถอะ” ลุงเฉิงเอ่ยชวนพลางส่งอาหารที่สั่งมาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านให้แก่เธอ
“ขอบคุณค่ะลุงเฉิง!” เสิ่นหนานซิงตอบรับอย่างรวดเร็ว เพราะในยามนี้ความหิวโหยเริ่มจู่โจมเธออย่างหนัก
“หนานซิง ฝากดูอาการเสี่ยวเหยี่ยตรงนี้ครู่หนึ่งนะ ฉันจะเอาชามไปคืนที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านก่อน” เฉิงกว่างไป๋เตรียมตัวจะก้าวออกจากร้าน ทว่าเสิ่นหนานซิงกลับรั้งเขาไว้ด้วยคำถามสำคัญ
“ลุงเฉิงคะ เราไม่ต้องไปแจ้งข่าวให้ครอบครัวเขาทราบเหรอคะ?”
“คงยังไม่ต้องในตอนนี้หรอก ดึกดื่นป่านนี้แล้วคงดำเนินการลำบาก” ลุงเฉิงส่ายหน้าปฏิเสธ เนื่องจากครอบครัวของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหยวนไห่
“เข้าใจแล้วค่ะ ลุงรีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูดูแลทางนี้เอง” เมื่อเห็นว่าลุงเฉิงยืนยันเช่นนั้น เธอจึงไม่เซ้าซี้ต่อ
หลังจากช่วยเก็บกวาดโต๊ะจนสะอาด เสิ่นหนานซิงก็ย้ายร่างไปนั่งอ่านตำราแพทย์อยู่ที่โต๊ะทำงานของเฉิงกว่างไป๋ เมื่อลุงเฉิงเห็นความใฝ่รู้ของเด็กสาวก็ลอบยิ้มอย่างพึงพอใจพลางฮัมเพลงเบา ๆ เดินจากไป
เพียงไม่นาน เสิ่นหนานซิงก็สามารถท่องจำเนื้อหาในหนังสือเล่มหนาได้จนขึ้นใจ เธอลุกขึ้นบิดกายเพื่อไล่ความเมื่อยล้าที่หัวไหล่ ก่อนจะเดินตรงไปยังชั้นวางเพื่อหยิบน้ำมันดอกไม้แดงมาทาเพื่อบรรเทาอาการช้ำ
เมื่อเห็นว่าเซิ่งเหยี่ยอี้ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เธอจึงเดินเข้าไปพิจารณาเขาใกล้ ๆ รอยฟกช้ำที่มุมปากและาแตามใบหน้าดูเขียวช้ำ ทว่ามันกลับไม่สามารถลดทอนความหล่อเหลาที่พระเ้าประทานมาให้เขาได้เลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการพิจารณาใบหน้ายามหลับและลองเอื้อมมือไปจับชีพจรเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่นั้น...
“อืม...” เสียงครางต่ำดังกังวานขึ้นพร้อมกับดวงตาคมที่พลันลืมขึ้นสบตาเธออย่างกะทันหัน ทำเอาเสิ่นหนานซิงถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความใ
เซิ่งเหยี่ยอี้ส่งเสียงครวญครางด้วยความเ็ปที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เสิ่นหนานซิงที่เห็นสภาพของเขาจึงรีบเข้าประคองด้วยความรู้สึกเห็นใจ แม้แขนซ้ายที่หักจะได้รับการเข้าเฝือกอย่างดีแล้ว แต่าแภายนอกอื่น ๆ ยังคงต้องใช้เวลาในการเยียวยา
“แขนของคุณหักอยู่นะคะ อย่าเพิ่งขยับเด็ดขาด!” เมื่อเห็นเขาพยายามจะฝืนขยับแขนซ้าย เสิ่นหนานซิงก็รีบกดร่างเขาไว้ให้นิ่งสงบลงทันที
“ที่นี่... ที่ไหนกัน?” เซิ่งเหยี่ยอี้กวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความมึนงง สภาพแวดล้อมที่ดูคุ้นตาทำให้เขาเริ่มประมวลผล... แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าเป็เด็กสาวคนเดิมที่เขาเคยช่วยไว้นั่นเอง
“ที่นี่คือสถานีอนามัยหมู่บ้านหยวนไห่ค่ะ คุณโดนรุมทำร้ายจนสลบไป ฉันเลยแบกคุณกลับมารักษาที่นี่” เสิ่นหนานซิงบรรจงวางแขนของเขาลงอย่างเบามือ เธอกับเฉิงกว่างไป๋ทุ่มเทแรงกายดูแลเขามานานหลายชั่วโมง จะปล่อยให้เขาทำแผลฉีกไม่ได้เด็ดขาด
“นั่นไม่ใช่การโดนยำอยู่ฝ่ายเดียวเสียหน่อย แต่มันคือการทะเลาะวิวาทต่างหาก” เซิ่งเหยี่ยอี้ขมวดคิ้วมุ่นพลางนึกกังวลถึงชื่อเสียงของตน พี่เหยี่ยคนนี้ไม่เคยปราชัยให้ใครหน้าไหนอย่างอัปยศเช่นนี้มาก่อน ไอ้พวกหวังคังนั่นมันช่างน่าตายนัก!
“อ้อ... สรุปก็คือคุณมีเื่ชกต่อยแล้วเป็ฝ่ายพ่ายแพ้จนหมดสติสินะคะ” เสิ่นหนานซิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระพลางช่วยสรุปความหมายให้ใหม่ซึ่งก็ยังคงเนื้อหาเดิมไว้ครบถ้วน
“คุณเป็คนช่วยชีวิตผมไว้เหรอ?” เซิ่งเหยี่ยอี้หรี่ตามองอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาสำรวจร่างกายอันผอมบางของเด็กสาวตรงหน้าพลางนึกฉงนว่าร่างเล็ก ๆ แบบนี้จะแบกชายฉกรรจ์อย่างเขาไหวได้อย่างไร
“ฉันแค่แบกคุณมาส่งค่ะ ส่วนคนที่ลงมือรักษาจริง ๆ คือลุงเฉิง” เสิ่นหนานซิงตอบด้วยน้ำเสียงและแววตาที่จริงจังเมื่อััได้ถึงความสงสัยในตัวเขา
‘ชิ! อุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้แท้ ๆ ยังจะมาทำหน้าสงสัยกันอีก’ เธอเกือบจะลืมไปว่าแม้เธอจะสูงโปร่งทว่ารูปร่างของเธอก็ยังดูบอบบางเกินกว่าจะแบกคนตัวโตไหวในสายตาคนทั่วไป
“ขอบคุณนะ... เอ่อ ผมคงจะตัวหนักมากเลยใช่ไหม” เมื่อโดนเด็กสาวตัดบทอย่างเ็า เซิ่งเหยี่ยอี้จึงทำได้เพียงกล่าวขอบคุณอย่างอึกอัก
“ไม่เป็ไรค่ะ ถือว่าหายกันกับเื่คราวก่อนก็แล้วกัน” เสิ่นหนานซิงตอบกลับเสียงเรียบ
เซิ่งเหยี่ยอี้เกือบจะหลุดขำออกมา ท่าทางพยายามวางมาดเฉยเมยของเธอดูมีชีวิตชีวากว่าตอนที่เธอตั้งใจฉีดยาให้เขาเสียอีก ความจริงจังในคราวนั้นทำให้เขารู้สึกอยากจะแกล้งหยอกล้อเธอขึ้นมาทันที
“ยังไงก็... ขอบคุณอีกครั้งแล้วกันนะ”
“ค่ะ” เสิ่นหนานซิงตัดบทเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งประจำที่โต๊ะเขียนหนังสือพลางคิดว่าเหตุใดลุงเฉิงกว่างไป๋ถึงได้ไปนานนัก
“เอ่อ... คุณป้าที่คุณเคยช่วยไว้คราวก่อนฝากมาบอกว่าอยากขอบคุณคุณมากเลยนะ เธอมาตามหาคุณที่สถานีตำรวจตั้งหลายครั้งแน่ะ” เซิ่งเหยี่ยอี้พยายามหาเื่ชวนเธอคุยต่อ
“ฉันแค่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้นค่ะ ไม่มีเื่อะไรให้ต้องขอบคุณหรอก ถ้าคราวหน้าเธอมาหาคุณอีก ก็ฝากบอกเธอไปตามนี้ด้วยนะคะ” เสิ่นหนานซิงตอบกลับโดยไม่ได้หันไปมองหน้าเขาแม้แต่น้อย
เมื่อความเงียบปกคลุมห้องอยู่นาน เสิ่นหนานซิงจึงค่อย ๆ หันกลับไปมองคนบนเตียง แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าเขากำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพิศวง
“ลูกชายของคุณป้าคนนั้นต้องอยากตอบแทนคุณแน่ ๆ... คุณไม่รู้สึกเสียดายบ้างเลยเหรอ?”
เซิ่งเหยี่ยอี้ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เมื่อครู่เธอบอกว่าหายกันแล้วเขาพอจะเข้าใจว่าเธอ้าทดแทนบุญคุณที่เขาเคยช่วยไว้ ทว่าการปฏิเสธลาภลอยจากการช่วยเหลือคนอื่นแบบนี้กลับทำให้เขาเริ่มสับสน
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยพานพบคนประเภทนี้มาก่อน คนที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเลยแม้แต่น้อย!