-15-
อานั่นแหละที่โง่
“เธอนี่โง่กว่าที่คิดอีกนะ”
“…”
“คงมีแต่อาเธอ ที่รู้ว่าฉันคิดยังไง”
อะไรวะ จู่ๆ ก็โดนด่าว่าโง่
“อาว่าหนูทำไม”
“ก็มันเป็เื่จริง”
“อานั่นแหละที่โง่!! มีผู้หญิงแบบหนูทั้งรักทั้งหลงอาขนาดนี้ก็ยังเมินไปชอบคนอื่น!!”
“เธอกล้ามั่นใจหรือเปล่า ว่าความรู้สึกของเธอเป็ของจริง”
เป็คำพูดธรรมดาที่โคตรเจ็บเลยว่ะ
“อา…อาหมายความว่าไง”
“ลองถามตัวเองดูสิ…ว่าเธอรู้สึกยังไง”
“อาจะมารู้ดีไปกว่าหนูได้ยังไง!! ความรู้สึกของหนูเป็ยังไงมันยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ!!”
“…”
“เกลียดอาที่สุด!! อานั่นแหละที่โง่!!”
“ว่าไงนะ”
“โง่มากๆ เลยด้วยและหนูก็จะเลิกชอบคนโง่แบบอา”
“เธอว่าฉันเหรอเจียวเจียว”
“หนูชมอามั้งคะ”
ฉันผลักอาติออกก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มให้ลิฟต์ทำงานตามปกติ จากนั้นก็ขยับตัวเองเข้าไปอยู่ในมุมด้านในเพื่อให้ออกห่างจากเขา
เขาคงคิดว่าตัวเองจะพูดจะทำอะไรก็ได้ ถึงไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกของฉันเท่าไหร่ แต่เอาเถอะ ฉันชินล่ะ จะบอกว่าฉันโง่ก็ได้นะ เพราะฉันโง่ที่ไม่รู้ว่าควรจะเลิกชอบผู้ชายที่กำลังจะแต่งงานยังไง แต่เขาก็โง่เหมือนกันที่หาแฟนนิสัยไม่ดีมาเป็แม่ของลูก
หลังจากเราทั้งคู่มาถึงลานจอดรถ ฉันก็ขึ้นรถทันทีพร้อมกับกอดอกหันหน้าหนีไปอีกฝั่งด้วยความหงุดหงิด จนกระทั่งอาติขับรถออกถนนใหญ่ ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร ได้ยินแต่เสียงแอร์และลมหายใจเท่านั้น ฉันทนไม่ไหวก็เลยเอื้อมมือไปกดเปิดวิทยุ เพื่อลดความอึดอัดลง
‘ข่าวบันเทิงน่าสนใจอีกข่าวก็คือข่าวของน้องโยลีค่ะ พี่คงได้ยินข่าวมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ’
‘ครับ ตอนนั้นหัวใจผมแตกสลายไม่เป็ชิ้นดี ไม่นึกว่าผู้หญิงที่เป็ที่รักของผู้ชายหลายคนกำลังจะมีเ้าของแล้ว ซึ่งผู้ชายคนนั้นก็ดีเหลือเกินจนผมต้องยอมรับพวกเขาทั้งสองคน’
‘ใช่ค่ะ ตอนนั้นน้องก็เสียใจที่คุณติสรณ์มีคู่หมั้น แต่ก็ยินดีกับทั้งคู่ด้วยจริงๆ ค่ะ เป็ข่าวช็อกมากเลยนะคะ เพราะพวกเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพวกเขาสองคนคบหากันตอนไหน หรือว่าเื่ราวจะเกิดขึ้นตอนที่คุณติสรณ์กับน้องโยลีเดินทางไปโปรโมทหนังฝั่งฮอลลิวูด อาจเป็่เวลาที่ทั้งคู่เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างก็เลย…’
‘แต่อย่าลืมนะครับ พวกเขาสองคนเป็เพื่อนที่รู้จักกันมาก่อนแล้ว ต่อมาน้องโยลีก็กลายเป็เด็กปั้นในบริษัท Tin ทำให้สร้างชื่อเสียงไว้มากมาย…’
แล้วจู่ๆ ก็มีใครบางคนกดปิดเสียงวิทยุหน้าตาเฉย จนฉันต้องหันไปมองด้วยความไม่พอใจ
“อาปิดทำไม หนูฟังอยู่”
“รำคาญ”
“เหอะ ข่าวของตัวเองแท้ๆ ยังจะมารำคาญอะไรอีก เขินหรือไง” ฉันก้มหน้าบ่นพึมพำไปตามประสาด้วยความหมั่นไส้ ก็พอจะรู้แหละ ว่าอาติต้องได้ยินบ้างไม่มากก็น้อย แต่แล้วไง ก็ฉันจะบ่นซะอย่าง
“ทำไมพูดมากแบบนี้นะ” อาติพึมพำเบาๆ แต่ฉันกลับได้ยินทุกประโยค ก็ในรถที่มันแคบแค่นี้พูดอะไรเสียงมันก็วนเวียนอยู่ในนี้นั่นแหละ
“หนูก็พูดมากมาตลอด ไม่ชอบก็ไม่ต้องชอบ”
“เลิกทำตัวเป็เด็กสักที”
“อาก็เลิกทำตัวเป็คนแก่ขี้บ่นสักทีเถอะ”
บอกไว้ก่อนว่าฉันก็เป็สาวน้อยช่างเถียงพอประมาณ เถียงเก่งมาก แต่เพราะปกติฉันจะอ้อนอาติซะมากกว่าก็เลยไม่ค่อยได้พูดจายอกย้อนสักเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน ก็อาติดันมาสงสัยความรู้สึกของฉันที่มีต่อเขา ก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่…
“เถียงเก่งดีนักนะ”
“หนูก็เป็ของหนูแบบนี้ ไม่ได้ตัวสูง ขายาว หน้าอกใหญ่ พูดจาไพเราะ เหมือนใครบางคนสักหน่อย อาถึงได้ไม่ชอบไง”
เอาล่ะอาเจียว จากเถียงกลายเป็พูดประชดได้ยังไงเนี่ย เอี๊ยด!!
อาติหักพวงมาลัยจอดข้างทางกะทันหันก่อนจะหันหน้ามามองหน้าฉันด้วยแววตาคมกริบ รู้สึกว่า่นี้อาจะขี้หงุดหงิดเป็พิเศษนะ ทำอะไรก็ดูไม่พอใจไปหมด โดยเฉพาะเื่ของฐานัส
“มองอะไรคะ”
“รู้สึกเหมือนตัวเองโง่เลยแฮะ” อาติยกยิ้มส่ายหน้าไปมาพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
“อาโง่อยู่แล้วต่างหาก”
ฉันได้ยินเสียงกัดฟันกรอดของอาติ ก็ได้แต่ยิ้มแห้งและกลืนน้ำลายแก้เขิน ปากไวเกินไปแล้วนะอาเจียว มันน่าตีจริงๆ
“ใช่ ฉันโง่จริงๆ”
“…”
“แต่เธอโง่กว่า”
“อานั่นแหละ”
“ตกลงเธอจะไม่เลิกยุ่งกับหมอนั่นใช่ไหม”
“เขาเป็เพื่อนหนู ไม่เกี่ยวกับอา”
“ถ้าจีรู้เื่คืนนั้น…”
“อาจะขู่หนูอีกแล้วเหรอ!!”
“ฉันไม่ได้ขู่”
“ก็ที่อาทำอยู่คืออากำลังขู่หนู!!”
“ฉันไม่ได้ขู่…” อาติหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาและกดสายโทรออก พลางมองหน้าฉันนิ่ง “แต่ฉันจะทำเลยต่างหาก”
อะ…อะไรนะ
“อาติ!!” ฉันรีบคว้าโทรศัพท์จากมือของเขาแต่เขาหลบได้แถมดันหน้าผากฉันไว้ไม่ให้เข้าใกล้อีก “อาติ!! อย่าทำแบบนี้นะ!!”
ถ้าอาจีรู้เื่นี้มีหวังฉันตายแน่แล้วถ้าเขาเอาเื่นี้ไปบอกป๊า ฉันคงได้โดนกักบริเวณและโดนสวดยับ
่เวลานั้นฉันก็ได้ยินเสียงปลายสายดังขึ้นมา
[ฮัลโหล]
“…”
“ฉันมีเื่จะบอกแก…” อาติพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แถมยังยกยิ้มให้ฉันอย่างท้าทาย
ให้ตายสิ!! ฉันชอบเขาไปได้ยังไงเนี่ย!!
[ว่าไง]
“ฉันจะบอกเื่…”
ฉันรีบปิดปากเขาไว้อย่างรวดเร็ว ส่วนมืออีกข้างก็พยายามเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์จากมือของเขาแต่มันก็ไม่ได้ง่าย
[อะไรของแกวะ เสียงอู้อี้ไม่ได้ยิน]
อาติจับข้อมือฉันไว้และดึงออกพร้อมกับพูดเสียงดังฟังชัด
“เจียวเจียว…”
ตอนนั้น สมองของฉันขาวโพลน คิดเพียงแต่ว่าทำยังไงก็ได้ให้เขาหุบปากเดี๋ยวนี้ มือก็ถูกจับไว้แน่นแล้วจะใช้อะไรปิดปากเขาได้นอกจาก… ฉันใช้ปากประกบลงไปบนริมฝีปากของเขาอย่างรวดเร็ว ถึงจะเคอะเขินอยู่บ้าง แต่มันเป็ทางออกเดียวที่จะทำให้เขาหยุดพูดได้ และดูเหมือนมันจะได้ผล เขาจะใจนตัวแข็งไปแล้ว
ขณะที่ฉันกำลังผละตัวเองออก กลับกลายเป็ว่า มีมือหนารั้งท้ายทอยของฉันให้ริมฝีปากแนบติดอีกครั้ง ััได้ถึงฝ่ามือร้อนผ่าวที่เอวกำลังลูบไล้แ่เบา ดวงตาของเขาเปล่งประกายร้อนแรงจนฉันได้แต่อึ้ง ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงและเสียงหัวใจเต้นแรงเท่านั้น
เขาจูบตอบ ใช้ลิ้นเปิดปากของฉันอย่างง่ายดาย การกระทำของเขาเหมือนจุดไฟให้ลุกโชน รู้สึกมีอะไรบางอย่างถูกปลุกขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก ความตึงเกร็งที่หน้าท้องทำให้ฉันตัดสินใจโอบรอบลำคอเขาและปล่อยตัวเองไปตามความรู้สึก
ไม่สนใจแล้วว่าเขาจะมีเ้าของหรือเปล่า ช่างมันก็แล้วกัน!!
เราสองคนจูบกันนานมาก จนกระทั่งมีเสียงโทรศัพท์ของใครบางคนดังขึ้น ทำให้ฉันดึงสติกลับมาได้ทันเวลา ก่อนที่อาติจะปลดตะขอเสื้อในจากทางด้านหลัง ฉันพยายามผละเขาออก พูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้
“โทร…โทรศัพท์…”
อาติขมวดคิ้ว จำใจปล่อยฉันออกก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยความไม่พอใจ หลังจากนั้นก็เก็บใส่กระเป๋า หลับตา เอนหลังติดเบาะ พยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง
ส่วนฉันก็ได้แต่เมินหน้าหนีไปอีกทางเพื่อปกปิดใบหน้าร้อนผ่าว รู้เลยว่าแก้มแดงเป็เนื้อแตงโมแน่ๆ
บ้า!! บ้าชะมัด!! ทำไมเมื่อกี้เผลอไผลไปกับเขาได้นะ!! แล้วฉันจะกล้ามองหน้าเขาได้ยังไง!!
ครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาตรงที่เราสองคนมีสติสัมปชัญญะทุกอย่างไม่ได้มึนเมาแต่อย่างใด
“ให้ตายสิ…” ฉันใช้ฝ่ามือปิดหน้าตัวเองและบ่นพึมพำ ไม่น่าทำแบบนั้นเลยอาเจียว แล้วอาติจะมองเธอเป็คนยังไงล่ะทีนี้
“คือ…”
“หนูขอโทษค่ะ หนู…หนูไม่ได้ตั้งใจ…หนูแค่…แค่…เฮ้อ…ช่างมันเถอะค่ะ”
“อะไรนะ”
ฉันเอามือออกจากใบหน้า เหล่สายตามองไปที่เขาแวบหนึ่ง ก็หันกลับไปมองวิวนอกรถ พยายามซ่อนความรู้สึกของตัวเอง
“หนูไม่ได้ตั้งใจ…แต่อาก็มาจูบหนูกลับเหมือนกัน…เพราะงั้นช่างมันเถอะค่ะ”
“เจียวเจียว”
“หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แต่เพราะอาพูดมากหนูก็เลย…”
อีกอย่างเราเคยจูบกันมาแล้ว ถึงจะเป็่ที่เมากันทั้งคู่แต่ฉันก็จำได้ดี…
“หึ เชื่อเธอเลย”
“มันก็แค่จูบ อาไม่ได้ชอบหนูสักหน่อยถือว่าเป็แค่อารมณ์ชั่ววูบก็แล้วกัน”
ฉันพูดไปด้วยพลางหันไปมองใบหน้าของเขา ที่ตอนนี้อึมครึมและน่ากลัวอย่างที่สุด แววตาอำมหิตจ้องมองฉันอย่างอันตราย…รู้สึกเหมือนมีมีดจ่ออยู่ที่คอหอยเลยแฮะ…
“หึ อารมณ์ชั่ววูบ? เหลือเชื่อเลยเจียวเจียว” อาติหัวเราะในลำคอ พร้อมทั้งส่ายหน้าไปมา “ทีแต่ก่อนอยากได้ฉันจนตัวสั่น ทีตอนนี้กลับไม่สนใจ…ความชอบของเธอมันมีค่าเท่านี้เองเหรอ”
เอ้า!! ไหงมาเข้าเื่นี้ได้ล่ะ เขาจะมาสงสัยอะไรกับความชอบของฉัน 10 ปีที่ผ่านมา มันไม่เพียงพอหรือไง
“หนูว่าอากำลังพาล”
“ฉันพาลอะไร”
“อาอย่าลืมนะคะ ว่าตอนนี้อากำลังจะแต่งงาน คู่หมั้นของอาคือคุณโยลี ดาราผู้โด่งดังคนนั้น แล้วจะให้หนูเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเธอหรือไง ที่หนูบอกกับอาว่าจะเลิกชอบอาหนูพูดจริงๆ ถึงมันจะยากแต่สุดท้ายหนูก็ต้องทำเพราะอากำลังจะไปเป็ของคนอื่น หนูเลือกไม่ได้…เพราะถึงหนูจะชอบอามากแค่ไหน หนูก็จะไม่ยอมเป็ชู้กับใครเด็ดขาด”
“เธอ…”
“ความรู้สึกของหนู มันมีมากมายขนาดไหนอาก็น่าจะรู้ดี ทุกครั้งที่ทะเลาะกันอาชอบเอาเื่นี้มาบั่นทอนความรู้สึกหนูตลอด ทำไมอาไม่คิดบ้างคะ ว่าถ้าหนูไม่รู้สึกอะไรกับอาหนูจะทนมาทำไมตั้ง 10 ปี มันไม่ใช่เื่ง่ายที่จะมองข้ามคำพูดและความรู้สึกของอาเลยนะ แล้วตอนนี้หนูต้องมาคอยกันตัวเองออกจากอา คอยกันความรู้สึกออกจากอาอีก…พอหนูจะเลิกชอบอาจริงๆ จังๆ ก็มาทำให้รู้สึกเหมือนเดิมอีก…ฮึก”
“เจียวเจียว…”
“ที่หนูบอกว่าชอบอา อาคิดว่าหนูพูดเล่นเหรอ ทุกครั้งที่หนูพูดคำนั้นหัวใจของหนูมันสว่างไสวตลอด ก็เพราะอา”
“ฉัน…ขอโทษ”
“ฮึก…อาไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครเลยนอกจากตัวเอง”
“ฉันขอโทษ”
“ฮึก…”
ฉันพรั่งพรูความรู้สึกของตัวเองออกมาจากหมดพร้อมทั้งน้ำตาแห่งความเสียใจและผิดหวัง
“เจียวเจียว…” อาติใช้ท่อนแขนโอบกอดฉันแล้วรั้งเข้าหาตัว ใบหน้าของฉันก็ซุกเข้าที่หน้าอกแกร่งของเขาพลางสะอึกสะอื้น “ขอโทษ”
“หนูเกลียด…ฮึก…เกลียดอาที่สุด”
“ไม่ต้องร้อง….ฉันขอโทษ”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ขณะที่ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ เสียงเคาะกระจกก็ดังขึ้น ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองกระจกฝั่งคนขับก็เห็นผู้ชายในชุดตำรวจยืนอยู่
อาติเอื้อมมือไปกดปุ่มเพื่อลดกระจกลง
“สวัสดีครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“คุณจอดรถในที่ห้ามจอดครับ มีป้ายตั้งไว้อยู่ตรงนั้น กรุณาลงมาด้วยครับ”
อาติหันมามองฉันแล้วพูดเบาๆ
“เธอรออยู่ในนี้”
“ค่ะ”
อาติลงไปคุยกับตำรวจข้างนอกรถ ส่วนฉันก็นั่งเอนหลังพลางถอนหายใจ ร้องไห้จนปวดตาไปหมดแล้ว
ฉันเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชูที่ถูกวางไว้เบาะหลังขึ้นมาซับน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่เล็กน้อยก่อนจะยัดใส่กระเป๋า
ไม่นานอาติก็เปิดประตูขึ้นมาบนรถ
“เป็ยังไงบ้างคะ”
“ไม่มีอะไร จ่ายค่าปรับไปแล้ว”
“อื้อ”
แล้วอาติก็เลี้ยวรถออกถนนใหญ่ตามปกติ ระหว่างทางมีแต่ความเงียบและเสียงสูดน้ำมูกของฉัน จนกระทั่งถึงลานจอดรถคอนโด
ฉันเห็นอาติดับรถและเตรียมจะลง
“อาไม่ไปทำงานเหรอคะ” ฉันถามขึ้น
“ฉันลาครึ่งวัน” พูดจบก็เดินลงไป
อย่าบอกนะว่าเขาตั้งใจลางานครึ่งวันเพื่อมาส่งฉันที่นี่ บ้าน่า เขาจะยอมเสียงานเพราะเื่แค่นี้เหรอ…
เพ้อเจ้อ
ฉันเปิดประตูและเดินตามเข้าไปขึ้นลิฟต์ เมื่อถึงหน้าห้องเขาก็เดินเข้าไปโดยไม่หันมามองฉันอีกเลย มีแต่ฉันที่ยังยืนอาลัยอาวรณ์มองแผ่นหลังของเขาอยู่
ไม่ค่อยว่างก็เลยไม่ได้ลงแต่เขียนดองไว้ใกล้จะจบแล้วค่ะ หลังจากตอนที่ 20 มันจะเข้มข้นมากกว่านี้ ตอนนี้ซึมซับตัวละครไปก่อนนะคะเพราะเนื้อเื่มันมีอะไรมากกว่านั้น