บทที่ 4 ความสงสัยที่เริ่มก่อตัว (3)
“มิสเตอร์โรเบิร์ตติดต่อมาขอซื้อภาพวาดไปติดห้องที่รีสอร์ตใหม่ เขาอยากได้โทนอบอุ่น โล่งโปร่งสบาย เหมาะกับการมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดกับครอบครัว” จินดานั่งลงพร้อมกับพูดขึ้นทั้งที่รสากำลังกินข้าวอยู่“แล้ว?”“อยากรับไหม เขาจะเอาไปตกแต่งวิลล่าสิบหลัง ขอแบบที่เดินเข้าไปก็สะดุดตากับภาพแต่ก็กลมกลืน” จินดาพูดรายละเอียดต่อ แต่รสากลับหันมามอง“สะดุดตาแต่กลมกลืน สะดุดตาที่ไหนมันกลมกลืนกัน ไอ้โรบอทของป้ามันบ้าหรือยังไง” รสาพูดขึ้นพร้อมกับกลอกตาไปมา แต่จินดากลับยกคิ้วขึ้น“มิสเตอร์โรเบิร์ต ไม่ใช่โรบอท รสาอย่าพูดถึงลูกค้าผู้น่ารักของเราอย่างนั้นเลย”“ไม่อยากทำ ไม่มีอารมณ์ สรุปป้าจะให้ทำงานหรือรักษาตัวกันแน่” รสาพูดจบก็ส่งข้าวผัดเข้าปากทันที“ราคาบ้านเดี๋ยวนี้มันแพงนะ ยิ่งในเมืองแล้วคงจะไม่ไหว เงินเดือนไม่กี่หมื่นคงผ่อนได้แค่คอนโดห้องเท่ารูหนูนะ” รสาปรายตาไปมองคนที่พูดอย่างขัดใจ“โตเป็นควายแล้ว อยากได้ก็ซื้อเองสิ” รสาพูดอย่างนั้น แต่จินดากลับมุ่นคิ้วขึ้น“รสา พูดไม่น่ารักเลยนะ สรุปถ้าจะไม่ทำก็ไม่ต้องทำ น้าจะได้โทรไปหามิสเตอร์โรเบิร์ต” จินดาพูด“ขอโทษ อยากทำ แต่ไม่กล้ารับปาก ไม่รู้จะได้ออกจากโรงพยาบาลตอนไหน แค่นี้งานก็กระทบไปหมดแล้ว”“น้าเริ่มเอารูปที่วาดเสร็จไปส่งแล้ว ส่วนลูกค้าคนอื่นน้าโทรไปเสนอรูปในแกลลอรี่ที่ยังไม่มีเจ้าของแทน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยากได้ภาพที่สั่ง น้าเลยบอกว่าคงต้องรอไปก่อน”“แสดงว่าภาพที่เสนอไปไม่มีคนซื้อ?”“ทำไมจะไม่มีล่ะ ระดับน้าแล้ว ตอนนี้เกลี้ยงแกลลอรี่แล้ว รอแต่นัดรับเท่านั้น” จินดาพูดพร้อมกับยืดตัวขึ้น แต่ช้อนในมือของรสาแทบร่วง“เกลี้ยงเลยเหรอ”“ใช่แล้ว ฝีมือน้าไม่ตกเลยใช่ไหม” รสาฟังอย่างนั้นก็แทบอย่างลงไปนอนดิ้นกับพื้นให้มันรู้แล้วรู้รอด“น้าจินดา! น้าอยากฆ่าฉันให้ตายใช่ไหม” รสาพูดขึ้นพร้อมกับยกช้อนในมือร่วงลงก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นดู “มือฉันต้องพังอีกแล้วเหรอ”“เอาน่า ถือว่ากระตุ้นยอดขาย” จินดาบอกอย่างนั้น รสาก็ตวัดสายตาไปมองทันที“ป้าก็ไปเอาภาพคนอื่นมาแสดงแทนแล้วกัน แล้วก็เอาเงินให้พวกนั้นจบ ๆ ไป ฉันจะไม่ยอมมือพัง เพราะต้องวาดรูปหนักอีกแล้ว” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น จินดาก็หัวเราะออกมา“รับทราบค่ะ น้าจะเอาภาพสวย ๆ ของคนอื่นมาขายแทนภาพของรสาให้หมดเลย”รสาได้แต่มองจินดาอย่างเบื่อหน่าย มันไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เธอทำแบบนี้ ในหนึ่งปีเธอจะยอมให้คนอื่นนำผลงานมาจัดแสดงได้ทุกไตรมาสด้วยซ้ำ แต่เล่นขายไปหมดแบบนี้ แสดงว่าป้าแก่ขี้บ่นกำลังทำให้เธอหงุดหงิด เพราะถ้าเธอรักษาหายดีก็ต้องรีบกลับไปทำงานจนไม่มีเวลาว่างไปทำอย่างอื่นอีกไปสักพักเลยล่ะ แต่สายตาของรสาที่สะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างไม่อยากเห็นหน้าจินดา แต่กลับพบใบหน้าคนที่ทำให้เธอแปลกใจ“มาทำไม ไม่มีการไม่มีงานทำหรือยังไง” รสาถามขึ้นก็ดูเหมือนจะทำให้จินดาหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครเลยยิ้มออกมา“งานน่ะมี แต่นี่มันเวลาพัก” เสียงทุ้มตอบกลับมาห้วนไม่แพ้กัน แต่รสากลับพยักหน้ารับอย่างหน้าตาเฉยก่อนจะก้มกินข้าวตรงหน้าต่ออย่างไม่สนใจ“กินข้าวมาแล้วหรือยังลม แต่คงยังไม่ได้กินสินะ เพราะพึ่งจะเที่ยงนิด ๆ เอง” จินดาพูดขึ้นเมื่อก้มลงมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่แวะมาดูเท่านั้น ผมไม่รู้จะซื้ออะไรเลยซื้อนมมาฝาก” ภาวินบอกพร้อมกับยื่นนมไปให้ แต่รสาทำแค่เพียงปรายตามองก่อนจะดันออกไป“นายเอากลับไปกินเองเถอะ ฉันไม่กิน” จินดาได้ยินรสาพูดอย่างนั้นก็แทบลมจับทันทีก่อนจะมองเห็นคิ้วหนาที่กระตุกขึ้น เลยต้องรีบแก้ไขสถานการณ์“รสาเขาแพ้นมน่ะ ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจของฝากจากลมหรอก” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็หันไปมองก่อนจะเอาถุงในมือลง“เหรอครับ ผมไม่ทราบ ขอโทษด้วย” ภาวินพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่รสากลับโบกมือไปมา“ไม่เป็นไร คราวหน้าขอเป็นขนมหวาน ๆ แล้วกัน อยากกลับบ้านไปกินเค้กจะตายอยู่แล้ว” หญิงสาวตอบกลับก่อนจะแผ่วลงในตอนท้ายเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่า แต่คนที่อยู่ข้างเตียงทั้งภาวินและจินดากลับได้ยินอย่างชัดเจน“เค้กมันมีส่วนผสมนมอยู่ รสาเลยต้องทำกินเอง น้าก็ทำออกมาไม่ค่อยอร่อยเลยจนปัญญาเหมือนกัน” จินดาบอก“ยืนนิ่งทำไม มากินข้าวสิ กลับไปก็คงไม่ทันกินได้กินอะไร ฉันกินข้าวของป้าแก่แล้ว นายก็กินอาหารห่วย ๆ ของโรงพยาบาลไปกินแล้วกัน” ภาวินหันไปเห็นอาหารของโรงพยาบาลที่มีข้าวกับแกงจืดผักรวมไก่สับวางอยู่ แต่หันไปเห็นข้างกันมีกล่องข้าวผัดวางอยู่ด้วย แต่รสากลับยกไปวางบนชั้นราวกับไม่ให้แตะต้อง“ไม่เป็นไร ผมจะกลับแล้ว” ภาวินบอก แต่รสาทำเพียงแค่ยกไหล่เล็กน้อยแล้วเลื่อนจานข้าวที่หมดจานออกไป แล้วรับยาและแก้วน้ำที่จินดาส่งมาให้ทันที“คราวหลังป้าไม่ต้องทำมาอีกนะ เหลือทั้งข้าวโรงพยาบาลและก็ข้าวป้า ฉันเสียดาย” รสาพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะพูดต่อ “ยังดีนะที่ป้าไม่เอาผักในสวมมาทำ”“น้าเก็บมาเมื่อคืนน่ะ น้าพึ่งกลับจะไปหาผักจากไหนทัน” รสาได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองคนพูดตาเบิกกว้างทันที“ป้าเก็บลูก ๆ ที่ฉันคอยประคบประหงมมาอย่างดีอย่างนั้นเหรอ” รสาถามขึ้น“น้าเก็บนิดเดียวเองนะ”“วันนี้ป้าจะทำให้ฉันอยากตายเป็นรอบที่สองแล้วนะ” รสาพูดอย่างนั้น แต่จินดาก็ยิ้มออกมาแล้วหันไปภาวินที่ยังยืนมองอย่างงุนงง“ถ้าลมไม่รีบมากก็กินข้าวก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้นรสาคงได้ฆ่าน้าจริง ๆ แน่ที่ไปตัดผักที่รสาเฝ้าเช้าเฝ้าเย็นอย่างนี้” จินดาบอกอย่างนั้น ภาวินก็ได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะหันไปทางคนที่หน้างออยู่บนเตียง“ลมกินเถอะ ฉันไม่แอบใส่ยาพิษให้นายกินหรอก” รสาพูดขึ้นพร้อมกับเลื่อนข้าวไปให้ตรงหน้าของชายหนุ่ม และก็หันไปมองจินดาด้วยสายตาเรียบนิ่ง“น้าขอโทษ เอาไว้จะไปซื้อเมล็ดผักมาคืนแล้วกัน” จินดาบอกก่อนจะสะกิดให้ภาวินเดินไปนั่งกินข้าว อย่างน้อยก็ไม่ให้รสาลุกขึ้นมาอาละวาดตอนนี้ได้ภาวินกินข้าวบนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วยที่มีรสานั่งมองอยู่ไม่คลาดสายตา พอเขาตักผักเข้าปาก เธอก็แทบจะอ้าปากด้วยซ้ำ ภาวินได้แต่กลั้นขำกับความบ้า ๆ บอ ๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน“จะกินไหมล่ะ ไม่ได้ห่วยขนาดที่เธอบอกสักหน่อย” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น แต่รสาก็ส่ายหน้าปฏิเสธ“อิ่มแล้ว” ภาวินพยักหน้าก่อนจะกินข้าวตรงหน้าต่อจินดาที่ออกไปคุยโทรศัพท์เดินกลับเข้ามา รสาไม่ได้สนใจหันไปมองด้วยซ้ำราวกับกำลังโกรธจนไม่อยากจะพูดด้วย“รสา มิสเตอร์โรเบิร์ตโทรมาขอคำยืนยันว่ารสาจะตกลงไหม เขาให้จ๊อบนี้เจ็ดหลัก เวลาสามเดือน รสาอยากทำไหม”“ทำไม่ทัน ป้าเล่นขายรูปไปแบบนั้นจะเอาเวลาที่ไหนไปทำล่ะ” รสาพูดด้วยเสียงเรียบเฉยพร้อมกับมองคนที่กำลังกินข้าวตาเขม่นอย่างไม่คลาดสายภาวินชะงักกับสิ่งที่ได้ยิน ผู้หญิงที่ดูจะเพี้ยน ๆ ที่นั่งจ้องเขากินข้าวอย่างไม่สนใจเลยว่าคนถูกจ้องจะเกร็งแค่ไหน แต่กลับปฏิเสธเงินล้านไปอย่างหน้าตาเฉย“น้าเอาศูนย์ที่จะได้จัดแสดงที่แกลลอรี่เราขึ้นมาก่อนก็ได้ มิสเตอร์โรเบิร์ตเป็นลูกค้ารายใหญ่นะรสา” รสาเลิกจ้องหน้าภาวินที่กินข้าวอยู่แล้วหันไปมองจินดาที่ตอนนี้กำลังยืนหน้าเครียด“ไม่ได้ จัดนานเกินไปภาพลักษณ์จะเปลี่ยน ฉันมีเรื่องสำคัญต้องทำอีกหลายเรื่อง ปฏิเสธไป” รสาพูด“แต่หลักล้านเลยนะรสา แน่ใจแล้วนะ” จินดาบอกอย่างไม่เข้าใจ เพราะปกติรสาพยายามจะเก็บเงินแทบทุกเม็ด ขนาดผักที่ปลูกยังหวงแล้วเงินจะไปเหลืออะไร“เรื่องเมื่อคืนที่ฉันให้น้าไปทำ ไปถึงไหนแล้ว” รสาไม่ตอบแต่ถามคำถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย จินดาได้ยินอย่างนั้นก็แทบจะเข้าใจทันทีว่าเรื่องสำคัญที่ต้องไปจัดการคืออะไร “เราวุ่นวายเกินกว่าจะหาเรื่องอื่นใส่ตัวเวลานี้นะน้า”“น้าเข้าใจแล้ว น้าลืมคิดถึงเรื่องนั้นไป” รสาพยักหน้าก่อนจะขยับนอนลงบนเตียงพร้อมกับนิ้วมือค่อย ๆ เคาะลงบนมือตัวเองที่วางทับไว้เบา ๆ“หมดธุระก็กลับไปทำงานกันได้แล้ว” รสาพูดขึ้นก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงภาวินลุกขึ้นเลื่อนโต๊ะไปเก็บให้เข้ามุม ก่อนที่เขาจะถือถาดอาหารออกจากห้องไป ส่วนจินดาก็เดินตามภาวินออกจากห้อง สายตาของหญิงวัยกลางคนหันไปมองก็เห็นรสาถึงแม้จะหลับตาอยู่ แต่นิ้วเธอกลับเคาะอยู่ตลอดเวลา“มีอะไรกันเหรอครับ” ภาวินถามขึ้นเมื่อเห็นใบหน้ากังวลของจินดาที่ฉายชัดออกมา“วันนี้น้าคงทำพลาดอีกแล้ว” จินดาบอก“เรื่องที่รสาไม่รับงานเงินล้านนั่นเหรอครับ” ภาวินถาม“ไม่ใช่หรอกลม น้าพยายามจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย พยายามหาอะไรให้รสาทำหลังที่จะออกจากโรงพยาบาล แต่ น้ากลับลืมว่ารสามีเรื่องสำคัญที่ต้องไปทำอีกเยอะแยะ แค่นี้รสาคงจะเหนื่อยทั้งกายทั้งใจแล้ว แล้วน้ายังไปเพิ่มงานให้รสาอีก” ภาวินฟังจินดาเล่า แต่เขากลับเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง“รสาต้องไปทำอะไรครับ”“เรื่องที่บ้านน่ะ มีคนแอบเข้าไปในบ้านตอนที่รสาอยู่คนเดียว”“เรื่องที่รสาถูกเข้าใจผิดใช่ไหมครับ มันจบแล้วไม่ใช่เหรอครับ พวกนักข่าวก็เขียนคำขอโทษตามที่ท่านปกรณ์สั่ง” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น จินดาก็ยิ้มออกมา“ลมไปทำงานเถอะ เดี๋ยวจะสายเอานะ น้านัดส่งรูปให้ลูกค้าด้วย ถ้าพลาดอีกวันนี้น้าเละแน่ น้าไปก่อนนะ” จินดาพูดขึ้นรวดเดียวก่อนจะรีบเดินแยกไปทางรถที่จอดอยู่ไกลออกไปจนภาวินได้แต่มองตามด้วยสายตาเรียบนิ่ง จินดาพยายามทำให้เขาสงสัยจนต้องหาคำตอบเองสินะ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่เล่ามาขนาดนี้ แต่มันจะคุ้มค่ากับเวลาที่เขาจะเสียไปหรือเปล่าที่เขาต้องมาชั่งตวงอีกครั้ง-------------------------------------