บทที่ ๖ : เสี้ยนหนามที่ถูกลืม
ณห้องลับในพระตำหนักหงส์ทอง...
องค์ไทเฮากำลังยิ้มกว้างจนรอยตีนกาปรากฏเด่นชัด
หญิงชรากวาดสายตามองเหล่าข้าราชบริพารที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าั์ตาปลื้มปีติ พร้อมด้วยความรู้สึกโล่งอกเพราะแผนการที่วางเอาไว้สำเร็จลุล่วง!
“์ ์ช่างมีตา” ริมฝีปากแก่ๆ เอื้อนเอ่ยพร้อมซดน้ำแกงร้อนๆลงลำคอ “นึกไม่ถึงว่าฝ่าาจะลงมือ ทำให้พวกเรามิต้องเสียแรงเปล่าแค่ส่งหวงกุ้ยเฟยอ้ายเหรินไปทูลนิดหน่อย ไม่คิดว่าจะทรงร่างราชโองการเสร็จในคืนเดียว”องค์ไทเฮาหัวเราะร่า “ฮ่องเต้หนอฮ่องเต้ทรงความคิดพระเยาว์นัก ราวกับฝ่าาได้กำจัดคนที่คอยปกป้องตนเองมาโดยตลอดแท้ๆ”
“ทูลไทเฮา ฮ่องเต้พระองค์นี้ช่างไร้ความสามารถ... พระองค์ทรงมองไม่ออกหรือว่าที่อยู่บนราชบัลลังก์ได้ก็เพราะสกุลอี้สนับสนุน การกระทำของฝ่าาเฉกเช่นนี้ มิเท่ากับโค่นราชบัลลังก์ของตัวเองลงหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”อำมาตย์หวัง หย่งชุนถวายบังคมทูลแทรกเอาหน้าหากแต่ว่าองค์ไทเฮากลับเบือนหน้าหนี “ยังกล้าบังอาจเพ็ดทูลกับข้าอีกหรืออำมาตย์หวัง? ยาพิษสลายิญญาของเ้า เกือบทำให้แผนการพังทลาย ...เ้านะเ้าคุยโม้โอ้อวดสรรพคุณว่าแม้แต่ผู้สำเร็จยุทธปราณบุริสุทธิ์ ยังมิอาจเอาตัวรอดจากผงพิษนี้ได้ช่างกล้านัก แล้วทำไม?... คนไร้จุดตันเถียนอย่างอี้ ฟางเซียนถึงรอดชีวิต?เกรงว่าพิษของตระกูลเ้าจะใช้ฆ่ามดสักตัวยังมิได้ด้วยซ้ำ”
เหล่าข้าราชบริพารคนอื่นๆต่างพากันหัวเราะระงมสมน้ำหน้าอำมาตย์ชราอย่างคับคั่ง จนชายชราหนวดหงอกก้มหน้านิ่งไม่พูดสิ่งใดต่อ
“ตอนนี้เสี้ยนหนามที่เหลือก็คือ ราชองครักษ์ปิงแห่งเทียนหลิงที่คอยเฝ้าพระวรกายฝ่าาอยู่ไม่ห่างคนผู้นั้นสำเร็จยอดยุทธขั้นราชันย์ เป็เสาหลักหนึ่งเดียวในต้าฉีแห่งนี้ ไม่มีเขาก็ไม่มีคนคอยคุ้มกะลาหัวองค์จักรพรรดิได้” ไทเฮาชราเปรียบเปรยขึ้นเสียงเรียบ“แต่... เมื่อสิ้นองค์ฮองเฮาฟางเซียน การโยกย้ายขุนนางในวังหลังนั้นช่างง่ายนิดเดียว...ส่งสายลับ นักฆ่าเข้าบรรจุแฝงตัวเป็ขันที เห็นทีจะไม่ใช่เื่ยาก”
“ทรงพระปรีชายิ่งนัก องค์ไทเฮา” เหล่าข้าราชบริพารนับสิบคุกเข่าถวายบังคมลงพร้อมกัน
“ราชครูซีห่าว ลูกสาวของเ้าทำได้ดีมาก” หญิงชรากรีดนิ้ว“หวงกุ้ยเฟยอ้ายเหรินเหมาะสมยิ่งที่จะเป็องค์ฮองเฮาของลูกชายข้าเป็หญิงสาวที่เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ เห็นว่ากันว่า...นางได้บรรลุปราณขั้น์ไปแล้วสกุลตงของเ้าช่างมีบุญวาสนาเสียจริง”
“ขอบพระทัยองค์ไทเฮา เอ่อ...ว่าแต่... ท่านทรงหมายถึง...ให้อ้ายเหรินเป็ฮองเฮาของท่านอ๋องแปดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”ราชครูคิ้วหนาคลานเข้ามาใกล้แนบเท้าหญิงชรา
“ก็ใช่น่ะสิ! จะเป็ใครอื่นได้ ข้าไม่นับฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็ลูกในไส้หรอก...เพราะฝ่าาทรงประสูติกับนางแพศยานั่น ่ชิงความรักทั้งหมดไปจากข้า!” ลำคอเหี่ยวย่นแผดเสียงดังเป็เอ็น “ข้าไม่เข้าพระทัยว่าเหตุใดฝ่าาพระองค์ก่อนถึงไม่ยอมแต่งตั้งชิงเหอเป็องค์รัชทายาทความแค้นในครั้งนั้นข้ามิอาจลืมลงแม้แต่น้อย” จบประโยคหญิงชราก็ทำท่าทางราวกับจะเป็ลม
“เสด็จแม่ ถนอมพระวรกายด้วย” ชายชุดสีขาวลายัตรงเข้าประคองร่างหญิงสูงวัยด้วยความเป็ห่วงั์ตาแหลมคมเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกำลังจ้องมองไปที่เหล่าข้าราชบริพารน้อยใหญ่ที่อยู่ในห้องลับแทบทุกคน“หากพวกเ้าทำสิ่งใดให้เสด็จแม่ทรงผิดหวังล่ะก็”
“มิกล้า มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องแปด” ทุกคนหน้าซีดเผือดก้มหัวลงโขกพื้นถวายบังคมหากแต่ว่าหนึ่งในนั้นกลับแทรกตัวออกมาเบื้องหน้า พลันเพ็ดทูลขึ้นด้วยน้ำเสียงเอาอกเอาใจ“กระหม่อมมิกล้าหรอกพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา”
“ทำไมเ้าถึงเรียกข้าว่า ‘ฝ่าา?’ ตง ซีห่าว” ชุดลายัสีขาวสะบัดโบกหนุ่มตาคมเลิกคิ้วสงสัยใคร่รู้
ราชครูซีห่าวสบตากับอ๋องแปดพร้อมอมยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนชายชราคิ้วหนาจะเอ่ยเสริมขึ้นว่า “อีกไม่นานพระองค์จะทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ข้าจึงเรียกล่วงหน้าว่า ‘ฝ่าา’ คงเห็นมิเป็ไร”
“ดี! ดี ตง ซีห่าว เมื่อถึงกาลนั้น ข้าขอรับปากว่าอ้ายเหรินจะกลายเป็องค์ฮองเฮาอย่างแน่นอน”อ๋องแปดตบหน้าขาตัวเองพลันเดินเข้าไปประคองให้ราชครูซีห่าวลุกขึ้นยืน “ไม่ต้องมากพิธีพวกเราก็เหมือนคนกันเอง”
“ทูลองค์ไทเฮา หากไร้ซึ่งองค์ฮองเฮาฟางเซียนแล้ว เวลานี้…พวกเราก็ควรรีบลงมือกำจัดสกุลอี้!” หัวหน้าขันทีกิมเสี่ยงกราบทูลหญิงชราใบหน้าขาวซีดเหมือนผีดิบฉีกยิ้มกว้างรอคำตอบ
“เป็ดั่งที่เ้าว่ากิมเสี่ยง...สกุลอี้นั้นควรต้องรีบกำจัดแบบถอนรากถอนโคนแต่...ก็หากระทำการอันใดได้โดยง่าย แม้คนของสกุลนี้จะไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร แต่พวกเขาก็คบค้าสมาคมกับหลายฝ่าย...อีกทั้ง มหาอุปราชอี้เกาเทียนก็กุมอำนาจอยู่ การจะกำจัดทิ้งเสียดื้อๆเห็นจะเป็ไปได้ยาก” เสนาบดีฝ่ายซ้ายเฉาซื่อเหม่ยแสดงความคิดเห็นเขาถวายบังคมทูลเกล้าให้เหตุผลแทรก
“ท่านอ๋องหกกับอ๋องเจ็ด ถือหางสกุลอี้อยู่ จะทำการใดโจ่งแจ้งคงมิเห็นสมควรในตอนนี้”ไทเฮาชราลูบคางครุ่นคิด “ยอดฝีมือมากมายอยู่ภายใต้อ๋องเจ็ดกันถ้วนหน้าแถมจวนบุปผาหมื่นกระบี่และธิดาเทพแห่งจวนตะวันก็อยู่ภายใต้การดูแลของอ๋องหก หากพวกเราทำอะไรไม่คิดจะเป็การชักศึกศัตรูเข้าบ้านเสียเปล่าๆ”
ทุกคนในห้องลับพระตำหนักหงส์ทองพยักหน้าไตร่ตรองอย่างเห็นด้วยก่อนที่ราชครูซีห่าวจะเอ่ยแทรกขึ้นว่า
“จวนเ้าสำนักทั้งแปดดื่มน้ำสาบานปกป้องราชบัลลังก์องค์จักรพรรดิั้แ่จวนบุปผาหมื่นกระบี่ถึงจวนจันทรา คนพวกนี้มีความสามารถสูงส่งโลดแล่นในยุทธภพช้านาน จะเป็รองก็แค่เหล่าองครักษ์เสื้อเงินและทองเท่านั้นแต่หากพวกเขารวมตัวเป็ปึกแผ่นกันเมื่อไหร่ การโค่นราชบัลลังก์คงมิอาจทำได้ง่ายนัก”
อ๋องแปดชิงเหอหัวเราะร่วนเมื่อได้ยินอีกฝ่ายสาธยายความเห็นในห้องลับ ก่อนชูป้ายหยกบัญชาการณ์ของสำนักัเขียววังปฐีขึ้นหรา“พวกเ้าเห็นสิ่งนี้ไหม!ใช่ว่าพวกเราจำเป็ต้องเกรงกลัวจวนตะวันหรือจวนบุปผาหมื่นกระบี่กันสักหน่อย”
เหล่าข้าราชบริพารในโถงลับปรบมือแสดงความดีใจใบหน้าของทุกคนดูแช่มชื่นเป็อย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในมืออ๋องแปด
“ในบรรดาจวนเ้าสำนักทั้งหมด ว่ากันว่า จวนัเขียววังปฐีเป็ที่หนึ่งในยุทธภพการมีป้ายคำสั่งในมือก็เท่ากับว่าท่านอ๋องเป็เสือติดปีก... หากได้ประมุขจวนัเขียวเข้าช่วยเหลือก็มิต้องเกรงกลัวใครหน้าไหนอีกต่อไปแล้ว” เสนาบดีฝ่ายซ้ายเฉาซื่อเหม่ยก้มกราบแนบเท้าชายชุดัขาวพลันเอื้อนเอ่ยสำทับว่า
“บัดนี้ เห็นทีว่า์จะเข้าข้างพวกเราดั่งคำไทเฮาทรงกล่าวจริงๆเสี้ยนหนามหนึ่งเดียวก็คือองครักษ์ปิงแห่งเทียนหลิง นอกนั้นหาได้อยู่ในสายตาของพวกเราไม่”
ทุกคนภายในห้องลับหัวเราะสรวลเสพร้อมยกจอกเหล้าขึ้นดื่มแด่องค์ไทเฮาและอ๋องแปด โดยที่พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่า...หนึ่งในเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ที่สุด ...ที่พวกเขาคิดว่าได้กำจัดไปแล้ว ...กำลังจะกลับมา
หนึ่งเดือนผ่านไป...
เฟยหลงกลับมาใช้ชีวิตในโลกเดิมของฟางเซียนด้วยความรู้สึกปล่อยวางมากขึ้นเขาปลงกับชีวิตที่ไม่มีใครเหลียวแล และปลงกับการตายจากไปของตนเองในโลกยุคปัจจุบันแต่แล้วเขาก็พบกับความสนุกครั้งใหม่ในชีวิตเข้าแทนที่!
ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวรับราชโองการปลดจากตำแหน่งฮองเฮากลายเป็กุ้ยเฟยอย่างว่าง่ายและเข้ารับหน้าที่เป็ผู้ตรวจการแผ่นดินเดินทางไปมณฑลรัฐหนานซาที่ห่างไกล
เมื่อเดินทางมาถึงเฟยหลงก็ใช้อำนาจของตนเองที่มี ปลดผู้ว่าการรัฐโหลวเปิ่นเหวยออกจากตำแหน่งเสียดื้อๆในข้อหาใช้อำนาจในทางมิชอบและขูดรีดภาษีประชาชนให้อดอยาก
ทว่า...ความรู้สึกสนุกกลับยิ่งทวีคูณมากขึ้น เพราะเขาสามารถบริหารมณฑลแห่งนี้ตามใจตัวเอง้าอีกทั้งยังสามารถควบคุมพลังประตูมิติได้แล้ว จึงทำให้เขากลับไปกลับมาระหว่างโลกเดิมของตนเองได้อยู่ตลอดนั่นทำให้ชีวิตที่เคยสิ้นหวังของเขากลับมามีชีวิตชีวาเฉิดฉายอีกครั้ง
“อากุ่ย วันนี้รบกวนนำทองคำพวกนี้ไปขายให้ทีสิ” หญิงสาวรูปงามยิ้มหวานพร้อมส่งมอบตำลึงทองถุงหนึ่งให้แก่ชายร่างใหญ่... กุ่ยเต๋อหวงรับถุงทองคำมาไว้ในมือดวงตาเบิกกว้าง“น้องฟางเซียน ไปเอาทองคำพวกนี้มาจากไหนได้ทุกวันเนี่ย”
อดีตฮองเฮายิ้มค้างก่อนขยิบตาข้างหนึ่งให้ชายหนุ่ม แล้วเอ่ยตอบว่า “ทองเก่าสะสมของสกุลอี้เองแหละเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้อะไร เลยอยากให้เอาไปขายแปลงเป็เงินหยวนหน่อย”
อากุ่ยเพื่อนสนิทของเฟยหลงแห่งบริษัทฮุ่ยหวงเกาศีรษะงงงวยแน่ล่ะ! เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าสกุลอี้ของเพื่อนรักจะร่ำรวยขนาดนี้...
“ส่วนนี่รายชื่อของที่ฉันอยากได้ อากุ่ยนายช่วยเป็ธุระไปจัดหามาให้หน่อยสิส่วนเงินค่าจ้างก็หักเอาจากราคาขายทองสักสิบเปอร์เซ็นต์เป็ไง” ร่างระหงจัดแจงวางแผนอย่างเสร็จสรรพ ก่อนเดินหายไปรอบนคอนโดชั้นที่สี่สิบแปด“เจอกันที่ห้องพี่เฟยหลงนะ ถ้าได้ทุกอย่างครบแล้ว” ริมฝีปากสีแดงสำทับสั่งทิ้งท้าย
ครั้นเมื่อได้ของตามที่้าจากกุ่ยเต๋อหวงหญิงสาวรูปงามก็เปิดประตูมิติหอบข้าวของกลับโลกเดิมของฟางเซียน
“ประตูมิตินี่ดีชะมัดยาด สามารถเปิดไปเวลาไหน่เวลาใดก็ได้ แต่เราจะไม่สามารถเปิดประตูไป่เวลาก่อนที่เราจะเสียชีวิตก็เท่านั้น...อืม...มันก็มีข้อเสียอยู่ ในเื่ที่เราไม่สามารถเปิดประตูย้อนเวลาหรือข้ามเวลาในโลกของฟางเซียน เพราะเื่เวลาทำได้แค่โลกของเรา...มันค่อนข้างซับซ้อนนิดหน่อยเื่วิธีใช้งาน แต่ผลลัพธ์ในตอนนี้ก็โอเคแล้วไว้ค่อยศึกษาพลังนี้เพิ่มเติมทีหลัง”
ทว่า...ความพิเศษที่เฟยหลงค้นพบยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้!
ครั้งหนึ่งลั่วลั่วนางกำนัลของฟางเซียนเกิดมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงพลันล้มป่วยลงเมื่อร่างระหงตามหมอยามาดูก็พบว่าลั่วลั่วเป็โรคจุดตันเถียนขาดสะบั้นไม่มีทางรักษาให้หายได้ และจะเสียชีวิตในไม่ช้าถึงจะเป็เื่น่าเศร้าเมื่อได้ฟังจากปากหมอแต่เฟยหลงก็ไม่ละความพยายามที่จะรักษาผู้ติดตามของตัวเอง เขาจึงได้ให้ยาแก้ปวดจากโลกเดิม‘พาราเซตามอล’ เพื่อหวังให้สาวใช้อาการทุเลาลงบ้างก็เท่านั้น
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามลั่วลั่วกลับมามีสีหน้าดีขึ้นจุดตันเถียนสอดประสานดังเดิมอย่างปาฏิหาริย์ จากคนที่ไม่มีพลังยุทธก็กลับบรรลุขั้นปราณพิภพอย่างง่ายดาย ทำให้เฟยหลงขมวดคิ้วยับยู่แบบไม่เข้าใจไปพักใหญ่
“หม่อมฉันจะขอติดตามกุ้ยเฟยฟางเซียนไปตลอดชีวิตเพคะ” ลั่วลั่วคุกเข่าถวายบังคมหัวแนบพื้นอย่างภักดีเฟยหลงลูบคางอมยิ้มเล็กน้อย พลางเอ่ยตอบกลับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว “ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้าขอเลื่อนขั้นให้เ้าเป็องครักษ์ประจำกายข้า หาใช่นางกำนัลชั้นธรรมดาอีกต่อไป”
ก่อนที่เฟยหลงจะค้นพบเื่พิเศษอื่นๆในเวลาต่อมาอีกสารพัด...
เื่แรกเห็นจะเป็ระบบเงินตราที่ใช้ในมิติของฟางเซียนเช่น...ตำลึงทองนั้นถูกสร้างมาจากทองคำบริสุทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ส่วนตำลึงเงินก็เป็แร่เงินแท้เฉกเช่นเดียวกัน ซึ่งของพวกนี้มันนำไปขายในโลกเดิมของเฟยหลงได้อย่างมีมูลค่า
เื่ที่สองเป็เื่ของยาและอาหารจากโลกเดิมของเฟยหลง เช่น...หากคนในมิติของฟางเซียนได้รับประทานเข้าไปจะช่วยในการบ่มเพาะจุดตันเถียนของตนเองจนสามารถบรรลุยอดยุทธได้โดยง่ายจึงทำให้เฟยหลงลงทุนทดลองศึกษาอยู่หลายวัน
สำหรับโลกของฟางเซียนแล้วพวกยาแก้ปวดธรรมดาๆ ก็ทำให้บรรลุขั้นพิภพราวกับหยวนตันที่ผลิตจากนักปรุงยาขั้นสรรพยุทธเหล่าอาหารกระป๋องตามห้างสะดวกซื้อก็จะมีฤทธิ์มากกว่ายาแก้ปวดอีกเท่าหนึ่งตลอดจนเครื่องดื่มชูกำลังจะออกฤทธิ์เทียบเท่าหยวนตันชั้นเทวะ ที่จะทำให้ผู้ดื่มสามารถบรรลุขั้นราชันย์ในขวดเดียว
เื่ที่สามก็เป็เื่ของอาวุธเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆเขาพบว่าสิ่งของที่นำมาจากโลกเดิมของตัวเองมีความแข็งแกร่งทนทานกว่าอาวุธในมิติของฟางเซียนเป็อย่างมากไม่ว่าจะเป็ดาบซามูไรที่วานให้อากุ่ยหาซื้อให้ก็ถูกประเมิณว่าเป็อาวุธในตำนานขั้นเทวะ หรือแม้แต่จอบขุดดินธรรมดายังถูกมองว่าเป็ของระดับตำนานชั้นเซียน จึงทำให้เฟยหลงต้องจัดการวางแผนเื่ต่างๆให้เหมาะสม มิเช่นนั้นระบบบ้านเมืองหรือวิถีชีวิตปุถุชนทั่วไปในมิติฟางเซียนอาจพังพินาศด้วยน้ำมือของเขาแบบไม่ตั้งใจ
เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของฟางเซียนที่เฟยหลงสถิตอยู่ก็เป็ร่างกายของมนุษย์ในมิตินี้! จึงทำให้เหล่าอาหารและยาต่างๆ จากโลกเดิมของเขา...ได้ทำลายกำแพงจุดตันเถียนของฟางเซียนจนบรรลุถึงขั้นผู้บริสุทธิ์ไปเสียแล้ว
มาถึงตอนนี้เฟยหลงเริ่มมั่นใจแล้วว่า...โลกเดิมของเขาและโลกของฟางเซียนนั้น... เป็คนละมิติกัน หาใช่โลกใบเดียวกันไม่... ไม่ว่าจะดูจากประวัติศาสตร์หรือภูมิศาสตร์พวกมันก็ไม่มีความคล้ายคลึงกันแม้แต่น้อย
ทว่า...ทั้งอี้ เฟยหลง และอี้ ฟางเซียน ต่างก็ใช้ชื่อสกุลอี้เฉกเช่นเดียวกัน! จึงทำให้เขามองเห็นคนสกุลอี้ทุกคนเป็บุคคลในครอบครัวและจักทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพร้อมกอบกู้เกียรติยศของคนสกุลอี้คืนมา!
่บ่ายวันหนึ่งในจวนว่าการมณฑลรัฐหนานซา...
“ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินฟางเซียนขอรับ ปุ๋ย...พวกปุ๋ยที่ท่านให้ข้าไปใช้บำรุงพืชพรรณเพาะปลูก! มัน มัน...” ชายวัยกลางคนตาลีตาเหลือกวิ่งเข้าจวนว่าการมณฑลหนานซาอย่างเร่งรีบใบหน้าตื่นตระหนกราวกับเพิ่งเห็นเื่แปลกพิสดารมาหมาดๆ
“นี่เ้า! ระวังมารยาทของเ้าหน่อย” ลั่วลั่วทำท่าทางเหมือนจะชักกระบี่ออกจากฝัก แต่ถูกเฟยหลงยกมือขึ้นห้ามปรามเอาไว้ก่อน“เ้ามีอะไรก็ว่ามา ท่านลุง”
“เหล่าพืชพรรณรวมถึงนาข้าวเติบโตออกผลภายในวันเดียวเลยขอรับ ข้า เอ้ย...กระหม่อมแทบไม่เชื่อสายตา”
อดีตฮองเฮาหรี่ตายิ้มมุมปากเพราะผลที่ได้ตรงกับที่เขาคิดคำนวณอยู่พอดิบพอดี ‘ดูเหมือนปุ๋ยจากโลกเดิมของเราก็มีผลกับพวกพืชพรรณในมิตินี้สินะ’
“ั้แ่ที่ข้ามาเหยียบแผ่นดินหนานซา ข้าโดนทั้งชาวบ้านก่อหวอดประท้วงอยู่แทบทุกคืนวันหาว่าข้าเป็หญิงจะทำการใดให้เจริญได้... นี่ก็ผ่านมาหนึ่งเดือนกว่าแล้วยังมีคนที่คิดว่าข้าไร้ความสามารถอยู่อีกหรือไม่?” กุ้ยเฟยฟางเซียนเอามือค้ำคางยกขาขึ้นไขว่ห้าง“จำได้ว่า ตัวเ้าเองก็เป็หนึ่งในแกนนำการประท้วงอยู่หลายครั้งจะขับไล่ข้ามิใช่รึ!”
ชายวัยกลางคนในชุดซอมซ่อก้มลงกราบแนบพื้นราวกับฟางเซียนเป็ทวยเทพ“กระหม่อมมิกล้า มิกล้าอีกแล้วขอรับ เอ้ย! พ่ะย่ะค่ะ”
หญิงสาวลุกจากบัลลังก์เก้าอี้ผู้ตรวจการเดินทอดน่องลงไปลูบหัวชายวัยกลางคนผู้กราบแนบพื้นแบบหยอกล้อ “คนเราก็มีผิดพลาดกันได้ ข้าไม่ถือโทษโกรธเ้าหรอก ...แต่เ้าช่วยกระจายข่าวออกไปให้หน่อย...พืชสวนการเกษตรในมณฑลแห่งนี้ ชาวบ้านทุกคนกินฟรีไม่ต้องส่งส่วย ...ใครใคร่ค้า ค้า! ...ใครใคร่ขาย ขาย! เ้าเห็นเป็อย่างไร” เฟยหลงเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงไพเราะ โดยมีจุดประสงค์ให้เมืองนี้เจริญเติบโตโดยเร็วเพื่อแข่งขันกับเมืองหลวง
“แต่... จะดีหรือเพคะ องค์กุ้ยเฟยฟางเซียน แล้วท้องพระคลังในมณฑลจะทำอย่างไรดีเพคะหากไม่มีรายได้จากส่วยของการเกษตร?” ลั่วลั่วคุกเข่าเอ่ยถามขณะที่ฟางเซียนยิ้มกริ่มแบบภูมิใจ “เมื่อข่าวนี้ได้กระจายออกไปนะลั่วลั่วประชาชนมณฑลอื่นก็จะอยากย้ายเข้ามาอยู่กับเรา... ถึงตอนนั้นราคาที่ดินแพงขึ้นลิบลิ่ว...ค่าเช่าที่เอย ค่าสาธารณูปโภคเอย ค่าเข้าออกเมืองเอย สารพัดที่จะเก็บ...เราไปหารายได้จากภาษีอย่างอื่นจะได้ผลมากกว่า”ใบหน้าสวยอธิบายให้องครักษ์ข้างกายฟังอย่างออกรส “ที่สำคัญประชาชนที่ผอมแห้งแรงน้อยเพราะอดอยาก...จะไปมีแรงทำเงินให้มณฑลของเราได้อย่างไร จริงไหม?”
เป็อย่างที่เฟยหลงสาธยายพื้นที่ทางตอนเหนือของอาณาจักรฉีนั้นแห้งแล้งราวกับทะเลทราย เพาะปลูกสิ่งใดงอกงามได้ยากโดยเฉพาะมณฑลหนานซายิ่งแล้งหนักเข้าไปใหญ่... จึงทำให้ความเป็อยู่ของชาวบ้านล้วนแล้วแต่หิวโหยปากแห้งมีปล้นฆ่าแย่งชิงกันไม่เว้นแต่ละวัน บางส่วนอพยพไปเมืองอื่นหนีหายบางส่วนกลายเป็โจรปล้นสะดมตามหัวเมืองต่างๆ แต่หากเฟยหลงแก้ปัญหาเื่ปากท้องได้ล่ะก็เื่ทุกอย่างจะจบลงในทันที!
‘ถ้าปุ๋ยจากโลกเดิมของเราให้ผลลัพธ์ที่ดีแบบนี้...เื่ปากท้องกับเศรฐกิจในมณฑลก็ไม่เห็นจะต้องระแวงอีกแล้ว’ กุ้ยเฟยผู้งดงามลูบคางเหม่อลอยดวงตายังคงวาวโรจน์
“กระหม่อมจะนำข้อความของพระองค์ไปเผยแพร่ขอรับ เอ้ย! พ่ะย่ะค่ะ”ชายวัยกลางคนโขกหัวลงกับพื้นหลายครั้ง น้ำตาไหลรินนองหน้าเพราะเขาไม่เคยพบผู้ดูแลมณฑลแบบฟางเซียนมาก่อน
“ท่านลุง ท่านลุงชื่อแซ่อะไรหรือ?” อดีตฮองเฮาเอ่ยถามอย่างเป็มิตรก่อนที่คู่สนทนาจะก้มหน้าก้มตาตอบกลับว่า
“ข้าแซ่โจว ชื่อซิงจี่ เรียกโจว ซิงจี่ขอรับ และข้าเพิ่งอายุ ๓๐แต่ใบหน้าของข้ามันเกินวัยไปหน่อย กรุณาอย่าเรียกว่าท่านลุงเลยขอรับ”
เฟยหลงเอียงคอเหมือนนึกอะไรบางอย่างอยู่เขาไม่ได้สนใจฟังอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
“ข้าขอแต่งตั้งให้เ้าเป็ผู้ว่าการเกษตรแห่งมณฑลหนานซาต่อจากนี้ไปให้มารายงานเื่ผลผลิตกับข้าอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเื่การปศุสัตว์ เอ่อ...ข้าหมายถึงเื่การเลี้ยงสัตว์ไว้กิน...เดี๋ยวข้าจะหาวิธีขยายพันธุ์พวกมันให้ทั่วมณฑลของเรา... ส่วนนี่คือสิบตำลึงเงินมันเป็ขวัญถุงแรกของเ้า... อ้อ! แล้วเ้าก็เดินตรงไปที่ฝ่ายพิธีการท้ายจวนด้วยล่ะ...บอกว่าข้าแต่งตั้งเ้าให้เป็อะไร เดี๋ยวพวกเขาจะจัดแจงตัดชุดขุนนางให้เ้าเอง”
ลั่วลั่วและโจวซิงจี่อ้าปากค้างพวกเขาหันมาสบตากันและกันอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่ลั่วลั่วจะเอาปลอกกระบี่ฟาดไปที่หลังของชายวัยกลางคนเบาๆเหมือนเป็เชิงเรียกสติ “รีบบอกขอบพระทัยองค์กุ้ยเฟยเสียสิ เ้างั่ง”
ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าซอมซ่อก้มหัวลงแนบพื้นสีหน้าของเขาประหม่าเหลอหลาอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบพระทัยองค์กุ้ยเฟย ไม่สิ! ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งหนานซา”
โปรดติดตามตอนต่อไป