เธอลุกขึ้นไปอาบน้ำในมิติของเธอกลับมาใส่ชุดของร่างเดิม
เธออยู่ในมิตินี้หนึ่งเดือนแล้วก็สมควรจะออกไปเผชิญความจริงของโลกภายนอกได้แล้ว
แต่ไม่รู้จะไปที่ใดก่อนเธอไม่ลืมความทรงจำก่อนตายของ
เฟิ่งหนิง คนก่อนที่ได้สนทนากับ ลี่จู ประโยคที่ว่าวางแผนให้เธอจะอยู่ปฏิบัติธรรมที่อารามบนูเาระยะนึง
จากนั้นจึงค่อยเป่าประกาศให้ผู้คนรู้ว่าเธอได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เพื่อที่ผู้าุโของตระกูลท่านปู่ท่านพ่อและผู้คนจะไม่สามารถเอาผิดกับนางได้
แต่คนที่ทำอะไรตามใจอย่าง เฟิ่งหนิง คนนี้มีหรือที่จะปล่อยให้แผนของคนชั่วอย่าง เยว่ ลี่จูสำเร็จเธอยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยออกมาว่า
"ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มที่อารามเลยเป็ไง"
ปกติแล้วการปฏิบัติธรรมให้แก่ผู้ร่วงลับจะทำกันประมาณสามเดือน
แต่นี่พึ่งผ่านไปแค่เดือนเดียวเธอจึงไม่รีบออกจากป่า
ในระหว่างรอสามเดือนมาถึงเธอจึงถือโอกาสนี้เพื่อฝึกฝนตนเองให้ใช้พลังิญญาและวรยุทธ์ได้คล่องและชำนาญมากขึ้น
ในชาติก่อนเธอเคยได้เรียนวิชาตัวเบามาจากอาจารย์ที่สืบทอดจากวัดเส้าหลินโดยตรง
ฝีมือเธอนั้นจึงไม่เป็สองรองใครแต่การมาอยู่ที่นี่วรยุทธ์ที่เธอมีไม่เพียงพอต่อการเอาชีวิตรอดจากที่นี่ได้
และพลังิญญาไหนเลยจะเคยได้ใช้เธอตระหนักอยู่ตลอดว่ามีพลังแต่ใช้ไม่เป็ก็ไม่มีประโยชน์
หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า
"มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด"
เธอจึงจะใช้เวลาสองเดือนที่เหลือนี้เพื่อบีบเค้นความสามรถของเธอออกมา
เธอใช้เคล็ดวิชาจากชาติก่อนเพื่อกดพลังไว้หากไม่ใช่ระดับเซียนก็ไม่มีทางมองออกถึงพลังิญญาที่มีอยู่ในตัวเธอ
แล้วจึงออกจากห้วงมิติเดินเตร็ดเตร่อยู่กลางป่าเมื่อเจอสัตว์ร้ายเธอก็ใช้มันเป็คู่ฝึกฝนแต่ทว่าสัตว์เองก็มีพลังิญญาอยู่เช่นกัน
และมีระดับคล้ายกันกับมนุษย์
เพียงแต่สัตว์จะมีแค่ 1-9
ตามสีรอบตัวเช่นเดียวกันกับมนุษย์
เมื่อก้าวข้ามไปได้จะกลายเป็ระดับ์และระดับเทวะ
แน่นอนว่าทั้งสองระดับหลังแคว้นระดับหกนี้ไม่มีแน่นอน
แต่แคว้นที่ระดับสูงขึ้นพลังิญญาก็สูงตามไปเช่นกันผู้คนเก่งขึ้นสัตว์ก็เช่นกัน
เพิ่งหนิงใช้สัตว์ป่าที่ดุร้ายเป็คู่ซ้อมตัวแล้วตัวเล่าภายในสองเดือนนี้สัตว์อสูรในป่านี้ถูกเธอฆ่าตายไม่น้อยเลยแม้พลังไม่อาจข้ามขั้นได้แต่การใช้ทักษะพลังิญญาและวรยุทธ์ของเธอเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จนในที่สุดสัตว์ป่าที่เห็นเธอก็ต่างหลบซ่อนตัวไม่ยอมออกมา
และเวลาก็เลื่อนผ่านไปจนใกล้ครบสามเดือนเธอเก็บเขี้ยวเล็บอันแหลมคมเอาไว้เหลือเพียงภาพคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ไร้ซึ่งความร้ายกาจแต่กลางหว่างคิ้วยังเผยให้เห็นความทะนงตนและความซุกซนเ้าเล่ห์อยู่ลางๆ
แต่ดวงตาดำอันใสประกายไม่อาจมองถึงก้นบึ่งของจิตใจ ทำให้ไม่มีใครสามารถดูแคลนเธอได้
เธอออกจากป่าเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ตีนเขาของอาราม ด้วยใบหน้าที่งดงามราวภาพวาดของเธอบวกกับชุดแพรไหมสีชมพูที่เธอสวมใส่ตลอดทางจึงมีสายตาจับจ้องไม่ขาดสาย
เธอเดินทอดน่องชมสินค้าตามแผงลอยต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน
ระหว่างนั้นก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ กลุ่มหนึ่งสังเกตเห็นเธอเมื่อมองไปรอบ ๆ นอกจากเธอแล้วก็ไม่มีคนคอยคุ้มกันเลยสักคน แม้แต่คนรับใช้ก็ไม่มี
ชายฉกรรจ์ในกลุ่มคนหนึ่งมองมาที่เธอสายตาแฝงความหยาบช้าหื่นกระหายถามหัวหน้าตนขึ้นว่า
"นายท่านแม่นางผู้นี้เป็ลูกหลานตระกูลใดกันเหตุใดจึงกล้าออกมาผู้เดียวเช่นนี้ "
นายท่านผู้นั้นมุมปากผุดรอยยิ้มยักคิ้วและเหล่ตามองนางด้วยสายตาไม่ต่างจากลูกน้องของเขาแล้วตอบว่า
"จะลูกใครแล้วอย่างไรเล่าหากตกมาอยู่ในมือข้าใครหน้าไหนจะกล้ามายุ่ง "
ฮ่าๆๆๆๆๆ
เมื่อลูกน้องเจ็ดถึงแปดคนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะลั่นคนหนึ่งในกลุ่มจึงเอ่ยเยินยอต่อว่า
"จริงด้วยขอรับนายท่านของพวกข้าน้อยเป็ถึงหัวหน้าโจรบนูเาระดับพลังิญญาก็ถึงขั้นปฐีขั้นหนึ่งเกรงว่าแม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่อาจประมาทได้ "
ฮ่าๆๆๆๆๆ
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
นายท่านผู้นั้นยกมือขึ้นเป็สัญญาณสั่งให้หยุดแล้วสั่งการ ทันใดนั้นเสียงพลันเงียบลง
"เ้าสองคนตามไปจับมาให้ได้ ข้าจะกลับไปรออยู่ทีู่เาด้านหลัง"
ส่วนเฟิ่งหนิง ที่ทำตัวสบายเดินทอดน่องไปทั่วแท้จริงแล้วเธอก็สังเกตการณ์อยู่ตลอดเืสายลับในชาติก่อนบวกกับการเป็หัวหน้าหน่วยมีหรือที่เื่แค่นี้เธอจะพลาดเธอเพียงทำทีไม่รู้ไม่ชี้เดินต่อไป
และสายตาของเธอก็หยุดอยู่ที่ก้อนผลึกกลมๆคล้ายคริสตัล แต่ละก้อนมีสีที่ต่างกัน
เธอเดินเข้าไปใกล้ๆ ด้วยความสงสัยหยิบมันขึ้นมาดู
เ้าของแผงลอยเห็นดังนั้นจึงยิ้มล่าแล้วเอ่ยกับเธอว่า
"แม่นางสนใจผลึกนี้หรือข้าขายให้ห้าร้อยเหรียญทองแม่นางว่าอย่างไร"
"ผลึก"
เธอกล่าวซ้ำ
"ใช่แล้วขอรับผลึกพวกนี้ได้มาจากสัตว์ิญญาในป่ามีระดับ หนึ่งถึงระดับสามขอรับ "
เ้าของแผงยิ้มตอบ
ใจเธอเริ่มเต้นแรงอีกครั้งแต่ก็ข่มอารมณ์เอาไว้
"หนึ่งก้อนห้าร้อยเหรียญทอง"
เธอถามซ้ำ
"ชะ...ใช่แล้วขอรับ "
เ้าของแผงลอยตอบอีกครั้ง แต่สายตาเริ่มสังเกตเธอ เพราะคนที่นี่รู้ดีว่าผลึกสัตว์อสูรพวกนี้สามารถหลอมเป็อาวุธวิเศษหรืออาวุธป้องกันตามพลังิญญาของสัตว์อสูรถ้าเจอช่างหลอมฝีมือดีอาวุธนั้นก็จะมีพลังที่สูงขึ้น
"แล้ว...มันมีประโยชน์อย่างไร"
เธอถามอีกครั้ง
ครั้งนี้เ้าของแผงจึงได้อธิบายให้เธอได้เข้าใจ
ในใจของเธอตอนนี้จึงมีความโมโหอย่างถึงที่สุดเธอพึมพำเสียเบา
"เยว่ เฟิ่งหนิง เ้านี่มันไร้ประโยชน์สมชื่อโดยแท้แม้แต่เื่ สำคัญเช่นนี้ในความทรงจำของเ้ากลับไม่มีเลยสักนิดทำให้ฉันฆ่าสัตว์ิญญาพวกนั้นโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ หึ ก็สมแล้วที่ถูก ลี่จูหลอกไปฆ่า "
"เห่อะ!!!!ลืมไปสะ"
เธอสบถออกมา
"ลืมอะไรหรือขอรับ "
เ้าของแผงลอยเอ้ยถาม
แล้วลอบมองหน้าเธอและยิ้มให้เธอถามเธออีกครั้งว่า
"สรุปแม่นางจะรับหรือไม่"
เธอยิ้มแห้งแล้วบอกว่า
"ไม่ล่ะข้าไม่ชอบเท่าไร "
จากนั้นก็เดินตรงไปยังตรอกที่ลับตาคน