Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 107 การกลับมาของพยัคฆ์ขาว

                    ถังเฟยหู่ก้าวเดินออกมาจากห้องของตนซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเรือนพักของศิษย์แห่งตำหนักที่หกเขาสัมผัสถึงสายลมที่พัดผ่านมาซึ่งนำพากลิ่นหอมของต้นไม้ใบหญ้าในธรรมชาติมากับสายลมหอบนี้กลิ่นหอมเหล่านี้กลับทำให้เขารู้สึกจิตใจสงบและเป็นสุขอย่างแปลกประหลาดนัก

                    อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมานี้เขามัวแต่ฝึกวิชาโดยไม่สนใจโลกภายนอกเมื่อพบเจอกลิ่นหอมของธรรมชาติก็ราวกับเป็นน้ำเย็นที่ชะล้างจิตใจของเขาให้ปลอดโปร่งขึ้นกว่าหลายส่วนนัก

                    เขาได้ก้าวเดินไปตามทางเดินและเจอศิษย์พี่มากมายบนทางเดินมีหลายคนที่จำเขาได้จากที่หยางถิงเคยแนะนำไว้จึงเข้ามาทักทาย พวกเขาต่างถามสารทุกข์สุกดิบของเขากันใหญ่เขาก็ตอบกลับไปอย่างเป็นกันเอง หลังจากพูดคุยกันสักพักแล้วถังเฟยหู่จึงได้ไปที่ลานกว้างของตำหนักซึ่งมีศิษย์พี่ทั้งหลายฝึกวิชาอยู่

                    เสียงท่วงทำนองดนตรีอันไพเราะล่องลอยไปทั่วทั้งลานกว้างแห่งนี้ศิษย์พี่ของเขาหลายคนต่างฝึกวิชาในศาสตร์แห่งดนตรีโดยการเล่นบทเพลงต่างๆออกมาเพื่อเข้าถึงห้วงทำนองแห่งดนตรีแม้เครื่องดนตรีของพวกเขาจะมีหลากหลายและแตกต่างชนิดกันแต่เสียงเพลงเหล่านั้นกลับไม่ได้ตีกันเอง กลับกัน…ท่วงทำนองทั้งหลายกลับหลอมรวมกันได้อย่างกลมกลืนจนเกิดบรรยากาศที่น่าพิศวงขึ้นมา

                    มีหลายคนที่เลือกจะฝึกวิชาลมปราณในลานกว้างเช่นกันนั่นเพราะเสียงบทเพลงเหล่านี้กลับส่งผลให้จิตใจสงบขึ้นอย่างประหลาด มีผลผสานกันอย่างลงตัวกับเคล็ดหัวใจพิณซึ่งเป็นเคล็ดฝึกจิตของสำนักการฝึกวิชาในลานกว้างแห่งนี้จึงลดความเสี่ยงในการฝึกฝนได้อย่างหลายส่วนเพราะสภาวะจิตใจที่สงบเป็นอย่างยิ่ง

                    ถังเฟยหู่เองก็ได้เรียกอาวุธจิตวิญญาณขลุ่ยหยกของตนออกมาเช่นกันเป็นเวลานานมากแล้วที่เขาไม่ได้แตะต้องศาสตร์แห่งดนตรีเลยคงถึงเวลาที่เขาจะต้องเคาะสนิมออกจากตัวสักหน่อยถึงอย่างไรเขาก็อยู่ในสำนักเสียงสวรรค์ที่ขึ้นชื่อในด้านศาสตร์แห่งดนตรีหากปล่อยให้ฝีมือตกต่ำลงไปก็ดูจะเป็นการดูถูกสำนักไปหน่อย

                    ชายหนุ่มได้บรรเลงท่วงทำนองออกมาประสานกระศิษย์พี่คนอื่นในช่วงแรกแม้จะมีติดขัดอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากจนเกินไป เมื่อผ่านไปไม่กี่ลมหายใจเขาก็สามารถปรับท่วงทำนองของตนเองเข้ากับคนอื่นได้อย่างกลมกลืนจิตใจของเขาสงบลงขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งพลังปราณในร่างเคลื่อนไหวอย่างสงบมากขึ้นเรื่อยๆในขณะที่บรรเลงเพลงออกมา

                    ถังเฟยหู่เริ่มเข้าใจและลึกซึ้งในศาสตร์แห่งดนตรีขึ้นอีกหลายส่วนในตอนนี้เขาได้เข้าสู่ขอบเขตก่อเกิดโดยสมบูรณ์ เป็นขอบเขตที่ผู้ฝึกตนทุกคนจะเริ่มทำความเข้าใจและบรรลุซึ่งพลังญาณซึ่งส่งเสริมให้ผู้ฝึกตนสามารถเข้าถึงพลังประเภทต่างๆได้มากขึ้นและเป็นข้อได้เปรียบเหนือกว่าขอบเขตปราณ

                    ซึ่งจุดนนี้ทำให้ถังเฟยหู่สามารถบรรลุพลังญาณได้ง่ายมากขึ้นอีกทั้งเขายังเคยบรรลุพลังญาณได้ตั้งแต่ขอบเขตปราณแล้ว ซึ่งนั่นเป็นเพราะคุณสมบัติร่างกายของเขาเหนือกว่าคนในขอบเขตเดียวกันจนเทียบขั้นได้กับขอบเขตก่อเกิดและความเข้าใจในศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องทำให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งจนบรรลุซึ่งพลังญาณ

                    หลังจากบรรเลงเพลงได้อีกกว่าหนึ่งชั่วยามเขาก็รู้สึกสัมผัสถึงชายขอบของญาณของศาสตร์แห่งดนตรีได้มากกว่าเดิมภาพของตราแห่งญาณแห่งดนตรีได้ปรากฏขึ้นอย่างเลือนลางภายในห้วงวิญญาณของเขา แต่การพัฒนาของเขาก็ค่อยๆน้อยลงเรื่อยๆดูเหมือนว่าเขายังขาดบางสิ่งไปเพื่อที่จะทำการบรรลุซึ่งญาณแห่งดนตรี

                    เขาอาจจะยังไม่ลึกซึ้งพอในศาสตร์วรยุทธ์แห่งดนตรีพอดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องหาวรยุทธ์ในขั้นที่สูงขึ้นของสำนักมาเรียนหรือไม่ก็อาจจะทำการฝึกลมปราณเจ็ดสำเนียงของสำนักให้จริงจังขึ้น เมื่อไม่อาจสามารถบรรลุความเข้าใจในศาสตร์ดนตรีที่ลึกซึ้งได้มากขึ้นกว่านี้เขาจึงได้หยุดมือลงและเก็บอาวุธจิตวิญญาณของตนไป

                    ถังเฟยหู่ได้ก้าวเดินออกไปทางประตูด้านหน้าของตำหนักที่หกเขาเดินไปตามเส้นทางสะพานไม้เบื้องหน้าตำหนักซึ่งพาดตัวผ่านสระบัวขนาดใหญ่ของตำหนักเขาเมื่อผ่านพ้นสะพานไม้มาแล้วเขาจึงได้โคจรลมปราณวายุของตนขึ้นมาเพื่อใช้ออกด้วยท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมเพื่อเดินทางได้อย่างรวดเร็ว

                    ไม่นานนักเขาก็ได้เดินทางมาถึงยังตีนเขาซึ่งเป็นอาณาเขตของตำหนักที่สองเขาได้เดิมทางขึ้นไปยังตัวตำหนักอย่างรวดเร็วในตำหนักนั้นเต็มไปด้วยศิษย์ของตำหนักนี้ที่เดินผ่านไปมาแต่ก็ไม่มีใครสนใจถังเฟยหู่และต่างพากันเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจส่วนบางคนก็ฝึกวิชาของตนไปโดยที่ไม่แม้แต่จะชายตามองคนแปลกหน้าคนนี้แม้แต่น้อย

                    นั่นเพราะตำหนักที่สองแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการปรุงยาจากฝีมือของผู้อาวุโสถังจิวหลงแห่งตำหนักหลังนี้ซึ่งจุดหมายของการเดินทางมายังตำหนักที่สองของถังเฟยหู่ในครั้งนี้ก็เป็นเพราะถังจิวหลงนั่นเองเขาได้มาถึงเบื้องหน้าห้องปรุงยาอย่างรวดเร็ว

                    ชายหนุ่มได้ผลักประตูห้องปรุงยาเข้าไปในทันทีในทันใดนั้นเองที่ลมร้อนจากเตาหลอมยาได้พุ่งออกมาปะทะใบหน้าของเขา กลิ่มหอมของสมุนไพรและยาต่างๆได้คุกรุ่นตลบอบอวลอยู่ในอากาศเขาได้ก้าวเดินเข้าไปภายในและปิดประตูใหญ่ลงอย่างรวดเร็ว เขาได้ก้าวเดินผ่านสมุนไพรที่วางระเกะระกะตามพื้นเข้าไปจนถึงบบริเวณเตาหลอมโอสถขนาดใหญ่ด้านในซึ่งกำลังลุกท่วมด้วยเปลวไฟสีเขียวสุดพิศวง

                    “คาราวะท่านลุง” ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะถังจิวหลงซึ่งกำลังนั่งอยู่บนหัวของจิตวิญญาณอสรพิษมรกตของเขาที่กำลังพ่นเปลวไฟใส่เตาหลอมชายวัยกลางคนได้หันกลับไปตามเสียงเรียกเมื่อพบว่าเป็นหลานชายจึงได้เผยรอยยิ้มออกมาอย่างดีใจเขาได้กระโดดลงจากหัวของงูยักษ์ของตนและไปยืนอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่ม

                    “ว่าไงหลานชายข้าได้ข่าวว่าเจ้ากลับมาจากแดนลับนั่นแล้วไม่พบกันนานเป็นปีดูเจ้าจะเติบโตขึ้นมานะ เห็นว่าเจ้ากลับมาสำนักนานหลายเดือนแล้วกำลังคิดอยู่เชียวว่าเมื่อไหรเจ้าจะมาเยี่ยมเยียนลุงผู้นี้บ้าง” ถังจิวหลงกล่าวอย่างยินดีพร้อมกับยืนฝ่ามือของตนลงไปตบไหล่ของหลานชายตรงหน้าอย่างเบามือ

                    ถังเฟยหู่เองก็ยิ้มตอบรับให้แก่อีกฝ่ายเขาได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในแดนลับทะเลปีศาจให้ถังจิวหลงได้ฟังแต่เขาก็มิได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาเรื่องราวพิสดารต่างๆที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการที่เขาได้รับสืบทอดมรดกของเจ้าสมุทรมิได้เล่าออกไปนั่นเพราะเรื่องนี้เป็นความลับสูงสุดที่จะให้ใครรับรู้ไม่ได้โดยเด็ดขาด

                    ถังจิวหลงได้เปิดกลไกอาคมเพื่อปิดผนึกห้องปรุงยาของตนก่อนที่จะนำมาพาหลานชายเข้าไปด้านในสุดของห้องปรุงยาซึ่งมีอาสนะสองตัววางอยู่ในที่เดิมเหมือนครั้งก่อนที่ถังเฟยหู่เคยมาไม่มีผิดทั้งสองต่างนั่งลงบนอาสนะคนละตัว ถังจิวหลงนั้นทราบดีว่าหลานชายคนนี้มาเพื่ออะไร

                    ถังจิวหลงได้หยิบกล่องไม้ขนาดเล็กเท่าฝ่ามือออกมาจากแขนเสื้อกลางไม้นั้นมีสีดำและถูกเขียนอาคมจำนวนมากไว้รอบด้านนี่ก็คือกล่องโอสถซึ่งถูกกำกับอาคมสำหรับรักษาสภาพยาไว้ภายใน เม็ดยาทรงคุณค่าทั้งหลายเมื่อถูกเก็บไว้ในกล่องแบบนี้จะทำให้สรรพคุณยาของมันไม่เสื่อมสลายไปอีกทั้งยังใช้เพื่อเก็บกลิ่นโอสถล้ำค่าต่างๆไว้เพื่อปิดบังหรืออำพรางโอสถมิให้ศัตรูสามารถรับรู้ได้โดยง่าย

                    เหตุผลที่กล่องโอสถแบบนี้ถูกคิดค้นมาครั้งแรกก็เพื่อป้องกันการสังหารผู้ปรุงยาทั้งหลายจากการฆ่าชิงทรัพย์ในอดีตมีนักปรุงยาจำนวนมากที่ถูกฆ่าตายเพื่อช่วงชิงโอสถ ในอดีตพวกเขามักจะมีกลิ่นโอสถรวมถึงรัศมีของยาทรงคุณค่าที่จะถูกส่งออกมาจากร่างของพวกเขาเมื่อเก็บยาไว้ใกล้ตัวพวกเขามักจะกลายเป็นเหยื่อของผู้ที่โลภในสมบัติ

                    เหมือนดั่งคำโบราณที่กล่าวไว้เจ้าตัวไม่ผิด…ผิดที่สมบัติที่ครอบครอง

                    ถังจิวหลงได้ยื่นกล่องไม้ในมือให้แก่ชายหนุ่มตรงหน้า“เจ้ารับไปสิ นี่คือสิ่งที่ข้าเคยได้บอกกล่าวไว้กับเจ้า…ยาฟื้นวิญญาณ” ชายวัยกลางคนได้โคจรลมปราณใส่กล่องโอสถในมือของเขาในตอนนั้นเองที่กล่งยานั้นเปล่งแสงอาคมลึกลับออกมาฝาของกล่องไม้นั้นได้แง้มเปิดออกมาพร้อมกับกลิ่นโอสถที่ได้ลอยออกมาจากฝากล่องที่ถูกเปิดถังเฟยหู่ได้กลิ่นของยาฟื้นวิญญาณในทันที กลิ่นของโอสถชนิดนี้แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายหอมของสมุนไพรนานับชนิดจนเขาไม่อาจระบุได้กลิ่นของมันเต็มไปด้วยไอเย็นที่แทรกซึมไปถึงวิญญาณของเขาจนต้องสั่นสะท้าน

                    ถังเฟยหู่รับรู้ได้ในทันทีที่ได้กลิ่นของโอสถชนิดว่ามันต้องล้ำค่าและปรุงขึ้นมาด้วยความยากลำบากเป็นอย่างมากแน่นอนเมื่อฝากล่องยานั้นเปิดออกจนสุด เม็ดยาฟื้นวิญญาณก็ได้ปรากฏสู่สายตาของเขา เม็ดยากลมสีฟ้าขนาดเท่าหัวแม่มือทั่วทั้งเม็ดยานั้นเต็มไปด้วยไอเย็นลอยคละคลุ้ง

                    ชายหนุ่มได้ยื่นมือของตนออกไปและรับกล่องยานั้นมาไว้ในมือเขาพิจารณาเม็ดยานั้นอย่างสนใจ รวมถึงใช้วิชาตาเหยี่ยวพันลี้ในการเพ่งมองยาเม็ดนี้โดยละเอียดแต่เขาก็ไม่อาจมองถึงความพิเศษของมันออกแม้แต่น้อย ถังจิวหลงเองก็มองภาพนั้นอย่างใจเย็นเขารับรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าได้รับการสอนวิชาการแพทย์จากถังหยางหลิว

                    ถังจิวหลงเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อมองภาพนั้นเขาได้มองเห็นภาพของถังหยางหลิวในสมัยที่เรียนวิชาแพทย์กับเขาทับซ้อนกับร่างของถังเฟยหู่ตรงหน้าชายวัยกลางคนได้กล่าวอธิบายเกี่ยวกับเม็ดยานี้ให้แก่หลานชายนอกไส้ผู้นี้ได้ฟัง “เอาละ…เจ้าคงจะรู้สรรพคุณของยาฟื้นวิญญาณอยู่แล้วสินะ มันสามารถซ่อมแซมวิญญาณที่เสียหายรักษาจิตวิญญาณที่บาดเจ็บอย่างร้ายแรงได้…ซึ่งเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในร่างของเจ้ารวมถึงบาดแผลในวิญญาณของเจ้าอาจได้รับการฟื้นฟู”

                    ถังเฟยหู่ฟังเช่นนั้นก็ได้พยักหน้ารับ“ข้าทราบแล้ว เช่นนั้นข้าขอถามท่านลุงว่ายาชนิดนี้เมื่อรับประทานไปแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป” ชายหนุ่มได้กล่าวถามออกไปด้วยความสงสัยนั่นเพราะเขาไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับศาสตร์ทางวิญญาณเลยแม้แต่น้อยเขาไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรหรือมีผลข้างเคียงหรือไม่

                    ถังจิวหลงได้พยักหน้ารับ“ข้าจะอธิบายแก่เจ้าเอง ยาชนิดนี้เมื่อรับประทานไปแล้วจะทำการรักษาชั้นวิญญาณของผู้ฝึกตนอย่างรวดเร็ว…ซึ่งขั้นตอนนั้นจะก่อให้เกิดการเจ็บปวดอย่างที่สุด เป็นความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานในชั้นวิญญาณที่แตกต่างจากความเจ็บทางกายมันไม่อาจป้องกัน ไม่อาจทานทนได้โดยง่าย…เจ้าจะยอมรับหรือไม่หากจะต้องเจอประสบการณ์ความเจ็บปวดเช่นนั้น?”

                    เมื่อได้ยินเช่นนั้นถังเฟยหู่มิได้กลัวแม้แต่น้อยกลับกันเขากลับเผยรอยยิ้มอย่างมั่นใจออกมาให้เห็น “ท่านลุงอย่าได้ห่วงไปเลย…ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าเคยพบเจอความเจ็บปวดมาไม่รู้เท่าไหรต่อเท่าไหรในการฝึกตนของข้าแต่ไม่มีความเจ็บปวดใดที่จะมากเกินไปกว่าสิ่งทีสกุลเฟิงได้ทำกับครอบครัวของข้า!”

            ดวงตาของถังเฟยหู่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนั้นเขาได้ยกกล่องยาในมือขึ้นมาเพื่อมองมันให้ดีก่อนที่จะหยิบเม็ดยาขึ้นมา ยาฟื้นวิญญาณได้สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาเขาได้กล่าว “รากฐานของการฝึกตนเกี่ยวพันธ์กับวิญญาณอย่างลึกซึ้งจนไม่อาจแยกจากกันได้หากข้าไม่อาจรักษาชั้นวิญญาณในตอนนี้คงส่งผลต่อการฝึกตนในอนาคต…หากเป็นเช่นนั้นข้าคงไม่อาจสู้กับพวกมันได้! เส้นทางในอนาคตของข้าจะต้องเหนือกว่าองค์ชายนั่น!ข้าจะต้องบดขยี้ตระกูลจของมันในสักวัน!”

                    ทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู้ได้หยิบยาฟื้นวิญญาณขึ้นมาและโยนมันใส่ปากในทันทีเขาได้กลืนเม็ดยานั้นลงไปในท้องของเขาในพริบตาเดียว ในช่วงเวลานั้นเองที่เม็ดยาสีฟ้าได้ละลายอย่างรวดเร็วพลังไอเย็นเยียบได้ปะทุขึ้นมาจากกระเพาะของเขาและกระจายออกไปทั่วทั้งร่างในตอนนี้เขาสามารถเข้าใจได้บ้างบางส่วนแล้วว่าความเย็นที่เขาสัมผัสมิใช่ความเย็นจากธาตุน้ำหรือน้ำแข็งแต่เป็นความเย็นในชั้นวิญญาณ เม็ดยานี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังหยินซึ่งมีผลโดยตรงกับวิญญาณ

                    ความเย็นของพลังหยินเหล่านั้นได้ชอนไชไปทั่วทั้งร่างกายและได้แทรกซึมสู่ภายในมันได้หยั่งรากลึกลงไปในร่างกายของเขาและบุกเข้าสู่ชั้นวิญญาณของเขาความเจ็บปวดที่เขารู้สึกนั้นเป็นความเจ็บปวดที่ยากเกินจะทานทนชายหนุ่มได้กัดฟันเข้าสู่กับความเจ็บปวดเหล่านั้น เขาได้พยายามนั่งสมาธิเพื่อรวบรวมสติของตนระหว่างที่การรักษาชั้นวิญญาณและจิตวิญญาณของเขาได้เกิดขึ้นถังจิวหลงมองภาพนั้นอย่างแปลกใจ เขาไม่นึกเลยว่าถังเฟยหู่จะสามารถทานทนความเจ็บปวดในชั้นวิญญาณได้ขนาดนี้!

                    ความเจ็บปวดยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน พลังหยินเหล่านั้นราวกับเป็นหนอนขนาดเล็กที่ส่งความรู้สึกยุบยับและเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างของเขาในชั้นวิญญาณของถังเฟยหู่ได้บังเกิดพลังหยินเข้าเติมเต็มวิญญาณส่วนที่เสียหายของเขาช่องโหว่ภายในวิญญาณได้หดเล็กลงไปเรื่อยๆด้วยการรักษาของยาฟื้นวิญญาณ

                    หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามวิญญาณของถังเฟยหู่ก็ได้รักษาหายอย่างรวดเร็ว นับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ถังเฟยหู่ได้รับประทานยาฟื้นวิญญาณในขณะที่ยังไม่เข้าสู่ขอบเขตจิตวิญญาณซึ่งเป็นขอบเขตที่เริ่มการบ่มเพาะอำนาจวิญญาณ

                    หากผู้ฝึกตนเข้าสู่ขอบเขตจิตวิญญาณก็ดึงพลังจากจิตวิญญาณในห้วงวิญญาณของตนมาผสานเข้ากับการฝึกตนเพื่อก่อเกิดอำนาจวิญญาณพลังอำนาจวิญญาณคือรากฐานก่อนที่จะเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวม ในขอบเขตนี้คือการใช้รากฐานของอำนาจวิญญาณในการบ่มเพาะปราณวิญญาณ

                    ซึ่งในขอบเขตเหล่านั้นนอกจากฝึกตนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของปราณแล้วยังทำให้วิญญาณของผู้ฝึกตนแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลซึ่งหากบาดแผลในวิญญาณของถังเฟยหู่คงอยู่จนถึงตอนนั้นและได้รับประทานยาฟื้นวิญญาณเข้าไปในขอบเขตหลอมรวมความเจ็บปวดที่เขาได้รับรวมถึงระยะเวลาในการรักษาคงยาวนานกว่านี้มากนัก!

                    แต่คนที่แปลกใจมากที่สุดกลับเป็นตัวของถังจิวหลง! นั่นเพราะโดยทั่วไปแล้วยาฟื้นวิญญาณควรจะรักษาอาการบาดเจ็บทางวิญญาณของผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าขอบเขตจิตวิญญาณด้วยเวลาไม่กี่ลมหายใจเสียด้วยซ้ำไป!แต่ถังเฟยหู่กลับใช้เวลาในการรักษาวิญญาณของเขากว่าหนึ่งชั่วยามซึ่งผิดปกติเป็นอย่างมาก!ถังจิวหลงไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้!

                    ซึ่งในตอนนั้นเองหลังจากวิญญาณของถังเฟยหู่ฟื้นคืนโดยสมบูรณ์แล้ว ภายในห้วงวิญญาณของเขาก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างรวดเร็วพลังวิญญาณของเขาได้ถูกกระตุ้นให้แสดงพลังออกมาจนถึงจุดสูงสุด เศษเสี้ยวพลังงานสีฟ้าที่กระจายอยู่ทั่วทั้งห้วงวิญญาณของเขาได้เกิดการเคลื่อนไหว

                    ที่ใจกลางสุดของห้วงวิญญาณเขาได้เกิดความปั่นป่วนเศษเสี้ยงพลังงานสีฟ้าได้ถูกพลังวิญญาณที่ปะทุขึ้นบีบคั้นให้มารวมตัวกันที่จุดกึ่งกลางของห้วงวิญญาณพลังงงานสีฟ้าได้รวมตัวและก่อรูปก่อร่างขนาดเล็กขึ้นก่อนที่จะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นทีละน้อยแต่ในตอนนั้นเองที่ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ที่ใจกลางห้วงวิญญาณนั้นได้ปรากฏร่างของอสูรทมิฬขึ้นมันได้ทำการดึงเอาพลังวิญญาณสำหรับรักษาจิตวิญญาณที่แตกดับไปเสียอย่างนั้น!

                    ทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้อยู่ในการรับรู้ของถังเฟยหู่หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปต้องกระทบต่อการคืนชีพจิตวิญญาณเป็นแน่! ถังเฟยหู่ไม่รู้ทำเช่นไรดีได้แต่สั่งการด้วยจิตของตนลงไปเพื่อบีบบังคับให้อสูรทมิฬให้หยุดมือ!ในตอนแรกอสูรทมิฬมีการต่อต้านบ้างแต่อาจจะเป็นเพราะผลของยาฟื้นวิญญาณที่ทำให้พลังของดวงวิญญาณเขาเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวจึงได้สยบอสูรทมิฬลงในชั่วพริบตา

                    จิตวิญญาณโครงกระดูกมิได้แย่งชิงพลังอีกต่อไปได้แต่ถอยร่างหายไปจากจุดนั้นทุกอย่างกลับคืนมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าอสูรทมิฬทำไมถึงได้กระทำเช่นนั้นออกไปแต่อย่างน้อยมันก็ได้หยุดมือลงเพราะคำสั่งของเขา

                    กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างรวดเร็วพลังงานสีฟ้าจากทั่วทั้งห้วงวิญญาณที่เคยกระจัดกระจายจนแทบไม่อาจสัมผัสได้มารวมตัวกันอีกครั้งในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่สามารถสัมผัสถึงพลังงานบางอย่างที่ใจกลางจุดของห้วงวิญญาณที่ตรงนั้นได้ก่อกำเนิดแสงสีฟ้าสว่างขึ้น เขาสามารถสัมผัสถึงพลังงานอันแผ่วเบาจากใจกลางแสงนั่น

                    จากพลังเล็กน้อยค่อยๆขยายขึ้นเขาเริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างในร่างกายเช่นกันพลังงานนั้นถูกส่งออกมาจากเส้นเลือดของเขา ภายในเลือดของได้มีปฏิกิริยาตอบสนองกับดวงแสงสีฟ้าที่ใจกลางห้วงวิญญาณเขาสามารถรับรู้ได้ในทันทีว่ายาฟื้นวิญญาณได้ผล! มันกำลังคืนชีพให้แก่จิตวิญญาณที่ถูกชิงไปจากเศษเสี้ยวที่หลงเหลืออยู่จิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวและสายเลือดของสกุลเฟิงมีความเกี่ยวโยงกัน ในเมื่อจิตวิญญาณกำลังจะคืนชีพก็ไม่น่าแปลกใจที่สายเลือดของเขาจะมีการตอบสนอง

                    จิตวิญญาณระดับหนึ่ง...ในตอนนั้นเองที่เขาสามารถสัมผัสถึงพลังของจิตวิญญาณเขาที่ได้เพิ่มมาจนถึงขั้นที่หนึ่งแล้วอย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้ผ่อนคลายลงเพราะอย่างน้อยจิตวิญญาณของเขาก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งแต่ดูเหมือนพลังของมันยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ เศษเสี้ยวที่เหลือยังสามารถรวบรวมกลายเป็นจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่านี้

                    ดวงแสงที่ใจกลางของห้วงวิญญาณของเขาได้กระเพื่อมเคลื่อนไหวอีกทั้งยังได้ดึงพลังหยินของยาฟื้นวิญญาณเข้าไปรวดเดียวเป็นจำนวนมากผลของยาเริ่มถดถอยลงสวนทางกับพลังของดวงแสงนั้นที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น พลังในดวงวิญญาณที่ได้รับการกระตุ้นจากผลของยาเริ่มเสื่อมถอยและกลับมาเป็นปกติเหมือนดังเดิม

                    ถังเฟยหู่ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดในชั้นวิญญาณอีกต่อไปเขาเร่งตรวจสอบห้วงวิญญาณของเขาพบว่าดวงแสงสีฟ้ากำลังปลดปล่อยพลังของจิตวิญญาณระดับสองออกมาดูเหมือนว่ายาและเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของจิตวิญญาณจะทำได้เพียงเท่านี้ แต่ถึงอย่างไรผลที่ออกมาก็ไม่นับว่าแย่อะไรนั่นเพราะวิญญาณของเขาได้รับการรักษา อีกทั้งจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวก็คืนชีพแล้ว...ถึงจะถูกลดระดับลงไปเยอะก็ตาม

                    “เป็นเช่นไร” ถังจิวหลงกล่าวถามออกมาเขาห่วงว่าจะเกิดความผิดพลาดบางอย่างขึ้นเพราะกระบวนการรักษาและย่อยสลายพลังของยาฟื้นวิญญาณใช้เวลายาวนานเกินกว่าปกติไปมากนัก

                    แต่ถังเฟยหู่เผยรอยยิ้มออกมา“ท่านลุงไม่ต้องห่วงไป ยาของท่านได้ผลดีเยี่ยม แม้จะเจ็บปวดไปบ้างแต่ข้าก็หายแล้วจริงๆดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของข้าจะฟื้นคืนขึ้นมาตามที่ท่านได้บอกไว้...ยาชนิดนี้นับว่าอัศจรรย์นักข้านับถือผู้ที่คิดค้นตัวยานี้นัก!”

                    เมื่อกล่าวเสร็จ ถังเฟยหู่ได้โคจรลมปราณอีกหลายรอบเพื่อปรับสมดุลของร่างกายก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาเขาได้โบกมือออกไปเบื้องหน้าและเรียกจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวของตนออกมาในทันทีเขาเคยอ่านเกี่ยวกับความคิดทางด้านจิตวิญญาณของชาวซีเซี่ยซึ่งตาของเขาเป็นผู้เขียนไว้ท่านตาของเขาเชื่อว่าเป็นเพราะจิตวิญญาณที่มีพลังอำนาจและความผิดปกติบางอย่างทำให้ไม่สามารถแยกออกมาจากร่างกายของเจ้าของได้โดยสมบูรณ์และหลอมรวมเข้ากับร่างของเจ้าของแทนจึงได้กำเนิดจิตวิญญาณกายาขึ้น

                    แต่ครั้งนี้เขาเชื่อว่าเขาสามารถเรียกพยัคฆ์ขาวออกมาภายนอกได้โดยสมบูรณ์นั่นก็เพราะจิตวิญญาณนี้ของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พลังของมันลดต่ำลงมากพลังของมันส่วนมากถูกเฟิงหงหู่ช่วงชิงไปจนเกือบหมดสิ้นพลังของมันในตอนนี้สมควรจะถูกเรียกออกมาเพื่อก่อร่างเป็นจิตวิญญาณได้โดยสมบูรณ์

                    ในตอนนั้นเองที่ละอองปราณสีฟ้าได้พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาละอองปราณสีฟ้าได้รวมตัวกันเบื้องหน้าของเขา ในตอนนั้นเองที่ได้ปรากฏดวงแสงสีฟ้าสาดแสงกระจายออกไปทั่วทั้งห้องปรุงยาภาพที่เห็นตรงหน้าดูน่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก

                    ถังเฟยหู่และถังจิวหลงจดจ้องดวงแสงตรงหน้าอย่างเฝ้ารอแสงสีฟ้าได้ลดแสงลงและค่อยๆจางหายไป ที่ตรงหน้าของทั้งสองได้ปรากฏร่างของเสือ....ไม่สิสมควรจะเรียกว่าแมวเสียมากกว่า นั่นเพราะขนาดของมันเล็กจนสามารถยืนบนฝ่ามือของถังเฟยหู่ได้เลยที่ปรากฏตรงหน้าของพวกเขาคือลูกพยัคฆ์สีขาวตัวหนึ่งเท่านั้น!

                    ถังเฟยหู่มองพยัคฆ์น้อยตรงหน้าอย่างตาค้าง แม้เขาจะรับรู้แต่แรกว่าจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวที่กำเนิดใหม่เป็นเพียงระดับสอง...แต่เขาไม่นึกเลยว่าจากพยัคฆ์ขาวที่องอาจที่ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้ร่างของมันในการต่อสู้จะกลายเป็นเพียงลูกแมวตัวหนึ่งในตอนนี้เท่านั้น! ถังจิวหลงเองก็มองจิตวิญญาณตรงหน้าอย่างแปลกใจ เขาก็รู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณที่โด่งดังของสกุลเฟิงแต่กลับไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าระดับจิตวิญญาณที่ต่ำของจิตวิญญาณเซียนพยัคฆ์สามตาจะปรากฏร่างในรูปลักษณ์ของลูกพยัคฆ์ตนหนึ่ง...

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน