"ผู้กองคะ ... ระวังตัวด้วยนะคะ " ดารันรู้ว่าข้างนอกนั่น อาจเกิดอันตรายขึ้นได้ทุกเมื่อ เขาคนนี้ช่วยเธอให้ปลอดภัยแล้ว แต่ตัวเองกลับวิ่งเข้าหาอันตราย เพียงเพื่อช่วยเหลืออีกหลาย ๆ ชีวิตซึ่งไม่ใช่ญาติพี่น้องของเขาเลย หรือเรียกได้ว่าเป็คนอื่นสำหรับเขา แต่เขาก็เต็มใจที่จะช่วย เธอรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง แต่ในขณะเดียวกันเธอก็อดเป็ห่วงเขาไม่ได้
“ขอบคุณครับ ผมจะระวังตัว” รฐนนท์ยิ้มให้หญิงสาว ทั้งที่รู้ว่าเธอมองไม่เห็นรอยยิ้มใต้ผ้าปิดหน้าของเขา แต่เขาก็รู้สึกอยากยิ้มออกมาในตอนนี้ ความรู้สึกที่มีคนคอยห่วง เขาไม่ค่อยได้ััมันบ่อยนัก จะมีก็เพียงแต่แม่ที่คอยเป็ห่วงเขาอยู่เสมอ ส่วนพ่อมักไม่ค่อยแสดงออกให้เขารับรู้ความคิดของท่านเลย
บางครั้งรฐนนท์ก็รู้สึกโหยหาความห่วงใยแบบนี้ เพื่อเติมพลังภายในจิตใจของเขาให้เพิ่มพูนขึ้น ใน่เวลาที่มันกำลังเหลือน้อยเต็มที แต่ ณ ตอนนี้ เวลานี้ เธอคนนี้กลับทำให้หัวใจของเขาพองโตขึ้นมาได้ เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวของเธอเท่านั้นเอง
หลังจากผ่านเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นเมื่อ่เย็น คณะของครูแก้วก็พักค้างคืนอยู่ที่โรงเรียนตามกำหนดเดิม และจะเดินทางกลับในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ดารันสังเกตเห็นสีหน้าของแต่ละคนไม่ค่อยสู้ดีนัก คงเพราะใกับเหตุะเิ แต่ก็นับว่าโชคดีที่ไม่มีใครในคณะได้รับาเ็ ส่วนชาวบ้าน เด็ก ๆ และเ้าหน้าที่ ได้รับาเ็กันหลายคนแต่ก็ไม่ถึงกับเสียชีวิต
เมื่อทานข้าวเย็นเสร็จ ทุกคนต่างพากันเข้านอนแต่หัวค่ำ ดารันสังเกตุเห็นตำรวจพลร่มที่มาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย เดินอยู่แถวบริเวณชั้นล่างของอาคารที่ใช้เป็ที่พักค้างคืนกันในคืนนี้ เธอจึงขออนุญาตครูแก้วลงไปด้านล่างเพราะอยากไปขอบคุณ ใครคนหนึ่ง ที่ได้ช่วยเธอเอาไว้เมื่อตอนบ่าย
“ขอโทษนะคะ เอ่อ.... ไม่ทราบว่าผู้กองรฐนนท์อยู่ไหมคะ” ดารันถามเ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังยืนเฝ้าระวัง ในบริเวณนั้นอยู่ เขาหันมามองเธอเหมือนจะส่งคำถามตามสายตามาว่า ‘ถามหาผู้กองทำไม? ’
“คือว่า ฉันอยากจะขอบคุณผู้กองเื่ที่ช่วยฉันไว้เมื่อตอนบ่ายน่ะค่ะ ฉันเป็ครูที่มากับคณะของครูแก้วค่ะ ชื่อดารัน” เธอชิงรายงานตัวให้ตำรวจคนนั้นฟังเสียเลย เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาถามต่อ
“อ๋อ... ผู้กองออกเวรกลับไปแล้วครับ คืนนี้อยู่ที่ฐาน จะมาเปลี่ยนเวรกันอีกที่เช้าครับผม หากคุณ้าพบผู้กองพรุ่งนี้ตอนเจอแกผมจะบอกให้นะครับ แกจะได้ไปพบคุณ” นายตำรวจหนุ่มตอบกลับดารัน
“ไม่เป็ไรค่ะ ไม่ต้องบอกผู้กองก็ได้ค่ะ เอาไว้ฉันค่อยมาพบผู้กองเองดีกว่าค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ไม่รบกวนแล้วค่ะ “ดารันเดินผละออกมาและรีบขึ้นไปยังชั้น 2 เพื่อเข้านอน แต่ใจของหญิงสาวยังคงนึกถึงเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งเธอไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มาเจอในชีวิตนี้เลย แถมยังไม่วายคิดไปถึงใครคนนั้นที่ไม่รู้ว่าเธอ จะได้มีโอกาสเจอเขาอีกครั้งหรือเปล่า เธอคิดเรื่อยเปื่อยวกไปวนมาจนในที่สุดดารันก็พยายามข่มตาให้หลับลงจนได้
“ครูรันคะ ครูรัน ตื่นได้แล้วค่ะ” เสียงครูวิปลุกคนนอน ขี้เซาให้ตื่น ดารันหรี่ตาขึ้นมามองแต่ยังไม่ยอมลุกจากที่นอน
“อือ.... ยังมืดอยู่เลยจะรีบปลุกรันทำไมคะแม่” ดารันพูดเสียงแหบอยู่ในลำคอ ครูวิที่ได้ฟังหัวเราะออกมาเสียงดัง พร้อมดึงมือดารันให้ลุกขึ้น
“ตื่นเถอะค่ะ นี่ไม่ใช่บ้านครูรันนะคะ แล้ววิก็ไม่ใช่คุณแม่ด้วย ไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้วค่ะ เดี่ยวเราต้องรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯ กันอีกนะ” พอได้ยินคำว่ากรุงเทพฯ ดารันก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองอยู่ที่ยะลา เธอรีบเด้งตัวลุกขึ้นแล้วกล่าวขอโทษขอโพยครูวิเป็การใหญ่ ที่ต้องทำให้เสียเวลามาปลุกคนขี้เซาอย่างเธอ
เมื่อทุกคนทำธุระส่วนตัวเสร็จ ทานข้าวกันอิ่มเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทาง ซึ่งจะมีชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยเดินทางไปส่งจนพ้นเขตพื้นที่สีแดง ดารันเริ่มสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อควานหาคนที่เธอ้าพบ
ในที่สุดก็พบเขา ร่างสูงใหญ่ดูโดดเด่นที่ยืนอยู่ด้านหน้าตำรวจพลร่มอีกหลายนาย ที่กำลังเข้าแถวเรียงหน้ากระดาน เขาคงจะสั่งงานพวกลูกทีมอยู่ สักพักก็เห็นทุกคนทำความเคารพและแยกย้ายกันไป วันนี้เขาแต่งตัวเหมือนกับเมื่อวาน ซึ่งก็ทำให้เธอหมดโอกาสที่จะได้เห็นใบหน้าของเขาอีกจนได้
“สวัสดีค่ะ... ผู้กอง ขอเวลาฉันแป๊ปนึงได้ไหมคะ” ดารันถามเขา หลังจากที่เดินมาหยุดยืนด้านหลังของผู้กองหนุ่ม ผู้กองหนุ่มหันกลับมามองเธอพร้อมกับกล่าวทักทาย “สวัสดีครับ ... เชิญครับ”
“คือ ขอบคุณมากนะคะที่คุณช่วยฉันเมื่อวานน่ะค่ะ อ้อ... แล้วก็อีกอย่าง ฉันมีของอยากจะให้ผู้กองค่ะ จริง ๆ มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรนะคะ แต่ว่าก็.... อยากให้ค่ะ” เธอยื่นของสิ่งนั้นให้เขาและเขาเองก็ยื่นมือออกมารับมันเอาไว้พร้อมกับจ้องมองของสิ่งนั้นอย่างสำรวจตรวจตรา
“มันคือนาฬิกาพกของฉันเองค่ะ เอาไว้ห้อยพวงกุญแจหรือกระเป๋า มันมีเข็มทิศด้านหลังด้วย อาจจะมีประโยชน์กับคุณเวลาเดินทางก็ได้นะคะ ฉันมักจะพกมันติดตัวตลอด ถือเป็เครื่องรางนำโชคอย่างหนึ่งของฉันเลยนะคะเนี่ย คุณเชื่อไหมเวลาที่ฉันลืมพกไปด้วย ฉันมักจะโชคร้ายตลอดเลยล่ะ จากการจดสถิติของฉันเองเลยนะคะ ฮ่า ๆ อีกอย่างเมื่อวานฉันผ่านโชคร้ายมาได้เพราะคุณ ... ฉันให้คุณเป็ที่ระลึกค่ะ”
ดารันพูดยาวเหยียด เธอคิดมาทั้งคืนว่าจะเอาอะไรให้เขาเป็ที่ระลึกดี ของที่เธอมีติดตัวมาก็เห็นจะมีแต่เ้านาฬิกานี่เท่านั้นที่พอจะเข้าท่าหน่อย เผื่อบางทีเขาดูเวลาจากนาฬิกาเรือนนี้แล้วอาจจะนึกถึงเธอบ้างก็ได้ ใครจะรู้ ถึงแม้เธอจะแอบเสียดายเพราะนาฬิกาเรือนนี้อยู่กับเธอมาหลายปีแล้วก็ตาม
“นี่...ถึงกับจดสถิตเลยเหรอครับ ถ้ามันเป็เครื่องรางนำโชคของคุณ แล้วคุณเอามาให้ผม คุณก็อาจจะโชคร้ายน่ะสิครับ” รฐนนท์แกล้งถามเหมือนจะหยอกดารันเล่น ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าเวลาที่เธอพูดท่าทางและน้ำเสียงของเธอมันทำให้เขารู้สึกดี และอยากฟังเธอพูดไปเรื่อย ๆ ไม่เบื่อเลย
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ฉันไม่ได้เสี่ยงอันตรายมากแบบคุณนี่คะ โอกาสโชคร้ายของฉันเลยมีน้อยกว่าคุณ ถูกไหมคะ เพราะฉะนั้นรับไว้เถอะค่ะ ตอนนี้ฉันก็ไม่มีอะไรจะให้นอกจากเ้านี่แหละค่ะ คุณช่วยรับมันไว้ด้วยนะคะฉันจะได้รู้สึกว่าได้ตอบแทนอะไรคุณบ้างอะค่ะ” ดารันมองจ้องไปที่ตาของรฐนนท์เพราะรู้ว่าเขาเองก็กำลังมองมาที่เธออยู่เช่นกัน ถ้าหากไม่มีแว่นสีดำสนิทอันนั้น ทั้งคู่คงได้สบตากันเป็ครั้งแรกแน่ ๆ
“ครับ ผมจะรับไว้ แต่คงไม่มีเวลาจดสถิติหรอกนะครับ แต่ยังไงก็...ขอบคุณมากครับ” รฐนนท์เก็บนาฬิกาเรือนนั้นไว้ในกระเป๋ากางเกง แต่ก็ยังไม่วายแอบพูดแซวดารัน พร้อมกับยิ้มที่มุมปากเหมือนที่เขาจะมักทำอยู่บ่อย ๆ
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก แค่คุณพกติดตัวเอาไว้ฉันก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ แต่เอ๊ะ...นี่คุณ..แอบแซวฉันเหรอคะ ร้ายเหมือนกันนะเนี่ย” ดารันแอบค้อนผู้กองหนุ่มเมื่อรู้ตัวว่าถูกแซวเข้าให้แล้ว
"อ้อ...แล้วแขนคุณเป็ไงบ้างคะ ยังเจ็บอยู่ไหม" ดารันถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานผู้กองได้รับาเ็ที่แขนเพราะช่วยเธอ
"ดีขึ้นแล้วล่ะครับ ตอนนี้ก็ไม่เจ็บเท่าไหร่แล้ว ทางคุณล่ะเป็ไงบ้างครับเมื่อคืนนอนหลับสบายกันได้ไหมครับ” รฐนนท์เปลี่ยนเื่คุยเพราะไม่อยากให้ดารันต้องเป็กังวล
“คนอื่นไม่รู้นะคะ แต่สำหรับฉัน กว่าจะหลับได้เกือบเช้าแล้วล่ะค่ะ ก็มัวแต่คิด ....เออ...คิดไปเรื่อยเปื่อยน่ะค่ะ แล้วอีกอย่างคงผิดที่เลยนอนไม่ค่อยหลับ” ดารันยั้งปากตัวเองไว้ได้ทัน ‘เกือบไปแล้ว เกือบบอกไปแล้วว่าที่นอนไม่หลับเพราะคิดเื่เขาด้วย คุยเื่อื่นดีกว่าเรา’
“อ้อ จริงสิ ฉันได้ยินว่าคุณทำงานที่นี่มานาน เสี่ยงอันตรายมากๆ ด้วย แบบนี้คุณไม่กลัวบ้างเหรอคะ เมื่อวานดูคุณไม่ค่อยใเลย ฉันสิกลัวแทบตาย นึกว่าจะไม่ได้กลับไปเจอหน้าแม่ซะแล้ว เอ...แล้วพวกเ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ด้วยนี่คะ ไม่คิดถึงบ้านกันบ้างเหรอคะ ฉันมาแค่แป๊บเดียวยังคิดถึงบ้านเลยค่ะ”
“ถ้าถามว่ากลัวไหม ต้องบอกเลยว่ากลัวครับ ถึงเราจะเจอเื่แบบนี้บ่อย ๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เราชินหรือเลิกกลัวได้หรอกนะครับ ทุกคนย่อมกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าคิดดูดี ๆ ทุกคนก็ต้องตายอยู่แล้วถูกไหมครับ สำหรับผมถ้าจะตายทั้งทีขอตายเพื่อชาติบ้านเมืองดีกว่า ผมจะไม่เสียใจเลยถ้าผมตายแล้วประเทศชาติคงอยู่”
“ตายเสียดีกว่าที่จะละทิ้งหน้าที่ ตายในสนามรบ เป็เกียรติของพลร่ม ค่ายนเรศวร” ผู้กองหนุ่มพูดความในใจออกมาเหมือนว่าคำถามของคนถาม นั้นถามได้ตรงจุดที่เ้าตัวอยากจะพูด รฐนนท์มองไปทางเสาธงชาติที่อยู่กลางสนาม ที่ซึ่งเด็กนักเรียนใช้เป็ที่เคารพธงชาติกันก่อนเข้าเรียน บนยอดเสานั้นมีธงชาติไทยปลิวไสวอยู่ด้วยแรงลม
“คุณดูนั่นสิ เห็นธงชาติไทยไหม ถึงที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของพวกผม แต่ที่นี่ก็คือประเทศไทย ไม่ว่าเราอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศไทยมันก็เปรียบเสมือนบ้านของเรา ถ้าบ้านของเราไม่สงบสุขเราจะอยู่อย่างเป็สุขได้ยังไงล่ะครับ
พวกเรามาที่นี่ได้เห็นความลำบากของชาวบ้าน เด็ก ๆ พวกเราจึงตั้งใจว่า จะขอเป็ส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือทุกคน ถึงแม้จะทำได้เพียงน้อยนิดแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย” ผู้กองรฐนนท์ทอดสายตามองออกไปยังธงชาติไทยที่ปลิวไสวอยู่เบื้องหน้า ก่อนที่จะหันกลับมามองหญิงสาวที่ตั้งคำถามนี้กับเขา
“มันก็จริงอย่างที่คุณพูดนะคะ แต่จะมีสักกี่คนกันที่สามารถทำได้แบบพวกคุณ พวกคุณคือวีระบุรุษที่ทุกคนต้องจดจำค่ะ” ดารันพูดอย่างมุ่งมั่น พร้อมกับเบนสายตาจากธงชาติหันมาส่งสายตาชื่นชมให้กับ ‘ฮีโร่’ ของเธอ
“พวกผมไม่ได้อยากเป็วีระบุรุษหรอกครับ คุณไม่รู้เหรอว่าวีระบุรุษน่ะ มีวันหมออายุนะ เป็วีระบุรุษแค่เจ็ดวัน่งานศพ แล้วทุกคนก็ลืม ผมว่าผมไม่เอาดีกว่า ผมขอแค่ได้อยู่ทำหน้าที่รับใช้ชาติ และขอให้ทุกคนในชาติรักกันอยู่กันอย่างสงบสุข พวกผมก็พอใจแล้วล่ะครับ”
ผู้กองหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเจือความเศร้า แต่สายตาของเขาที่ดารันไม่อาจเห็นกลับบ่งบอกถึงความเ็ปกับความเสียใจในอดีตออกมาอย่างเก็บไม่อยู่ เมื่อครั้งที่เคยสูญเสียสหายร่วมรบ ครานั้นมันยังฝังลึกอยู่ในจิตใจจนยากที่จะลืมเลือนได้ เธอจะรู้ไหมว่ามันยากแค่ไหนที่เขาจะต้องเป็คนบอกข่าวร้ายที่สุดให้กับครอบครัวของ ‘วีระบุรษ’ เ่าั้
คนที่ได้เป็ ‘วีระบุรุษเมื่อตายจาก’ ถึงจะเป็ความภาคภูมิใจของคนในครอบครัว แต่ทุกคนย่อมไม่้าเสียคนที่เรารักไป และแน่นอนว่ามันย่อมสร้างความบอบช้ำให้กับคนที่อยู่ข้างหลังอย่างไม่มีวันลืมเลือน ในขณะที่คนทั่วไปยกย่องให้พวกเขาเป็วีระบุรุษแค่่เวลาหนึ่งแล้วหลังจากนั้นก็ลืมเลือนกันไป
“อืม...ฉันต้องไปก่อนนะคะ ครูแก้วเรียกแล้ว ขอบคุณอีกครั้งค่ะ และก็ .... รักษาตัวด้วยนะคะ ลาก่อนค่ะ” ดารันหันหลังกลับเพื่อจะรีบวิ่งกลับไปหาครูแก้ว แต่ไม่ทันไรเธอก็หันกลับไปอีก
“พวกคุณคือ ‘ฮีโร่’ ที่มีลมหายใจ ‘ฮีโร่’ ไม่จำเป็ต้องมีพลังวิเศษ ขอแค่ตั้งใจมุ่งมั่น พวกคุณต้องทำสำเร็จตามฝันได้สักวัน อย่าท้อนะคะ สู้ ๆ ค่ะฉันจะคอยส่งกำลังใจให้... ลาก่อนค่ะ” ดารันโบกมือลาพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้กับผู้กองหนุ่มที่มองมาทางเธออยู่เช่นกัน
รฐนนท์รับรู้ได้ถึงความหวังดี กำลังใจที่ส่งผ่านมาจากรอยยิ้มกับคำพูดของดารัน และมันก็ทำให้เขารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ น่าแปลกที่เธอหญิงสาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ได้อีกครั้ง แต่เขาจะได้พบกับเธอคนนี้อีกไหมเขาเองก็สุดรู้ รฐนนท์ยังคงเหม่อมองอยู่ อย่างนั้นจนหญิงสาวค่อย ๆ เดิน ลับตาไป