ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 31 โบยอีกยี่สิบไม้

            จู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้าโผล่มาที่บ้านหวาชิงเสวี่ยถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ

            อีกฝ่ายก็ตกตะลึงเช่นกันทั้งดึงรถเข็นที่อยู่ด้านหลังเข้ามาในประตูเรือน พลางเอ่ยถามป้าเหอที่อยู่ด้านหลังว่า“ท่านแม่ นี่ใครกันขอรับ เหตุใดถึงมาอยู่ในบ้านของเรา?”

            หวาชิงเสวี่ยเข้าใจในทันทีนางรู้ว่าป้าเหอมีลูกชายคนเดียว อยู่ในค่ายชิงโจว ดูท่าแล้ว คนผู้นี้...คงจะเป็นลูกชายของป้าเหอ?

            ป้าเหอที่เดินตามเขาเข้ามาร้อง“อ้อ” พลางแนะนำลูกชายให้รู้จักด้วยรอยยิ้ม “นี่คือแม่นางหวา ครั้งก่อนแม่เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือ?ห้องทางทิศตะวันตกของบ้านเราว่างอยู่ก็เปล่าประโยชน์ ปล่อยเช่าออกไปเสียดีกว่า”

            ป้าเหอชี้นิ้วไปยังลูกชายของตนแล้วพูดกับหวาชิงเสวี่ยว่า “นี่ลูกชายข้า ชื่อเหออู่ เขาเป็นนายพัน [1] ในค่ายชิงโจวเชียวนะ!”นางพูดพลางเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจออกมา

            เหออู่มองมารดาของตนอย่างจนใจ“ท่านแม่ ข้าบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้ว นายพันไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่อะไร ไม่ต้องพูดถึงทุกครั้งที่เจอคนอื่นหรอกขอรับ!”

            ป้าเหอเกิดความไม่พอใจจ้องเขม็งแล้วพูดว่า “เหตุใดจะไม่ยิ่งใหญ่เล่า? ตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ก็เป็นขุนนางเหมือนกันมีคนตั้งมากมายที่ไปเป็นทหาร เหตุใดคนอื่นถึงไม่ได้เป็นนายพันบ้าง? เบื้องบนให้เจ้าเป็นนายพันเพราะอยากให้โอกาสเจ้าได้ฝึกฝน เจ้าจะรังเกียจอะไร?!อีกอย่างเจ้าเพิ่งอายุเพิ่งยี่สิบต้นๆ ต่อไปก็จะได้เลื่อนขั้นอีก!”

            เหออู่เบะปาก ไม่พูดอะไรอีก

            หวาชิงเสวี่ยเห็นชายร่างสูงใหญ่กำยำเช่นนี้แต่กลับถูกมารดาตัวเองตำหนิจนไม่กล้าปริปากพูดอะไร พอเห็นภาพที่แตกต่างเช่นนี้ก็อดขำไม่ได้

            ท่าทางของเหออู่ยิ่งดูเก้อเขินเข้าไปอีกผิวสีแทนของเขาขึ้นสีแดงจางๆ อย่างเห็นได้ชัด

            หวาชิงเสวี่ยไม่รู้ว่าตนทำให้ชายผู้นี้เขินอายเสียแล้วนางยื่นข้าวโพดคั่วในชามไปข้างหน้า พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านป้า ข้าทำข้าวโพดคั่วเตรียมจะเอาไปขายท่านช่วยชิมรสชาติให้หน่อยสิเจ้าคะ”

            ป้าเหอจึงหยุดพูด มองอาหารสีขาวแซมเหลืองในชามด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วหยิบมาชิมหนึ่งชิ้น

            “อืม...รสหวานๆ เด็กๆน่าจะชอบกัน”

            เหออู่ก็มองข้าวโพดคั่วในชามด้วยความอยากรู้อยากเห็น“อะไรหรือนั่น?”

            หวาชิงเสวี่ยจึงยื่นชามไปตรงหน้าเขา“พี่เหอ ท่านก็ชิมดูสิเจ้าคะ”

            โอ๊ย! นางเรียกเขาว่าพี่...

            เขินจังเลย!

            เหออู่พยายามทำสีหน้าจริงจังชิมหนึ่งชิ้น ปากเคี้ยวไปพลาง เหลือบสายตาแอบมองหวาชิงเสวี่ยไปพลาง...

            ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยไม่ได้เป็นประเภทโดดเด่นเย้ายวนตรงกันข้าม ใบหน้าของนางดูงดงามละมุนละไม ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวหิมะ ทั้งตัวดูเปล่งประกายความงดงามอ่อนหวานยิ่งมอง ยิ่งน่าหลงใหล โดยเฉพาะเวลาที่ยิ้ม ใบหน้าจิ้มลิ้มยิ่งดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีชวนให้ผู้คนตะลึงในความงามเหลือเกิน

            เหออู่รู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาสองสามจังหวะโดยไม่รู้ตัว

            “พี่เหอ ท่านว่าเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”หวาชิงเสวี่ยจ้องมองสีหน้าของเขาอย่างตั้งใจ อยากรู้ว่าเหออู่คิดอย่างไรกับข้าวโพดคั่ว

            เพราะถึงอย่างไร อาหารบางอย่างถึงแม้จะอร่อยแต่ก็อาจจะไม่ถูกปากคนในยุคสมัยนี้ก็ได้

            เหออู่กลับรู้สึกสับสนนิดหน่อย“หา?...อะไร...เป็นอย่างไรนะ?”

            ป้าเหอตบท้ายทอยของเหออู่ไปหนึ่งที!“มัวเหม่ออะไรอยู่?! น้องหวาเขาให้เจ้าชิมข้าวโพดคั่วว่าอร่อยหรือไม่!”

            “...” เหออู่กุมศีรษะทำสีหน้าอึดอัดไม่รู้จะทำอย่างไร

            แย่แล้ว! เขาลืมรสชาติไปแล้ว!

            “ข้า...เมื่อครู่ข้ายังไม่รู้รสข้าจะลองชิมอีกชิ้น!”

            หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง“เกรงว่าน้ำตาลที่ใส่ลงไปจะยังไม่พอ ท่านชิมดูอีกสักสองสามชิ้นนะเจ้าคะ”

            ป้าเหอกลับบ่นพึมพำ“น้ำตาลแพงจะตาย ข้ารู้สึกว่ารสชาติตอนนี้ก็กำลังดี หากใส่น้ำตาลมากไปแล้วขาดทุนจะทำอย่างไร...”

            หวาชิงเสวี่ยยิ้ม “ขนมหวานเหมาะจะเอาไว้เฉลิมฉลองปีใหม่อย่างไรเล่าเจ้าคะ”

            เหออู่มองรอยยิ้มบนใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยอย่างเหม่อลอยพึมพำเบาๆ ว่า “หวานจัง...”

            ไม่รู้ว่าเขาพูดถึงข้าวโพดคั่วในปากหรือพูดถึงคนตรงหน้ากันแน่...

            ...

            ครั้งนี้ที่เหออู่กลับมาเพราะค่ายทหารให้หยุดพัก

            ใกล้จะถึงวันสิ้นปีแล้วตามธรรมเนียมแล้ววันข้ามปีเป็นวันแห่งการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันของทุกครอบครัว แต่เหล่าทหารในค่ายชิงโจวกลับไม่อาจประมาทได้ต้องผลัดเปลี่ยนเวรยามอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม

            เหออู่ก็อยู่ในกลุ่มที่ต้องผลัดเปลี่ยนเวรยามเช่นกันเพราะไม่สามารถกลับมาวันข้ามปีได้ จึงได้วันหยุดพักผ่อนล่วงหน้า กลับมาอยู่กับมารดา

            เพียงแต่ไม่คิดว่า ไม่ได้กลับมาบ้านหลายเดือนแล้วในบ้านกลับมีแม่นางหน้าตางดงามเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง แบบนี้...ต้องเดินเข้าเดินออกทุกวันเขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

            ด้านป้าเหอก็รู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง

            หากว่ากันตามความรู้สึกนางย่อมอยากให้ลูกชายกลับมาอยู่บ้าน แต่หากว่ากันตามเหตุผล ตอนที่หวาชิงเสวี่ยมาเช่าห้องนางก็รู้อย่างชัดเจนแล้วว่า หวาชิงเสวี่ยเลือกเรือนของนางเพราะมีคนอยู่น้อย ลูกชายของนางก็ไม่ค่อยอยู่ติดบ้านในเรือนจึงเงียบสงบ

            ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าในบ้านมีชายร่างกำยำเข้าออกอยู่ทุกวัน จะทำให้หญิงสาวลำบากใจแค่ไหน?

            แต่...ตอนนี้ใกล้ถึงวันตรุษจีนแล้วป้าเหอจะไปไล่ลูกชายตัวเองออกจากบ้านได้อย่างไร

            หวาชิงเสวี่ยดูเหมือนจะไม่รู้ถึงความกังวลใจของคนทั้งสองนางตื่นขึ้นมาต้มชา ทำข้าวโพดคั่วทุกวันตามปกติ จากนั้นก็นั่งรอป้าเหอกลับมา แล้วผลัดเปลี่ยนรถเข็นออกไปตั้งแผงขายของ

            ป้าเหอเห็นหวาชิงเสวี่ยไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้จึงตัดสินใจแกล้งทำเป็นไม่รู้ ปล่อยเลยตามเลยไปแบบนั้น!

            ...

            ข้าวโพดคั่วได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวเมืองผานสุ่ยเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย! ทำให้ยอดขายชาของนางดีขึ้นตามไปด้วย

            แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะใกล้ช่วงข้ามปีแล้วทุกบ้านทุกครัวเรือนต่างมีธรรมเนียมซื้อของขบเคี้ยวและผลไม้ตุนเอาไว้ ข้าวโพดคั่วของหวาชิงเสวี่ยทั้งอร่อยและราคาถูกอีแปะเดียวได้หนึ่งกอง สองอีแปะได้หนึ่งกองใหญ่ๆ บ้านไหนที่มีเด็กๆ ต่างก็ยินดีซื้อเพิ่มอีก

            ...

            ตอนที่ฟู่ถิงเย่หาหวาชิงเสวี่ยพบนางกำลังห่อข้าวโพดคั่วให้ลูกค้าอยู่ที่แผงขายของ

            เขายืนอยู่ไม่ไกล มองหญิงสาวที่กำลังวุ่นมือเป็นระวิงอยู่ด้วยสายตาเย็นชาปากพลางพึมพำออกมาว่า “สตรีไร้หัวใจ”

            ตั้งแต่รู้ว่าหวาชิงเสวี่ยไม่อยู่ในจวนเขาก็เป็นห่วงมาตลอด กลัวว่านางจะได้รับอันตรายระหว่างทาง

            แต่นายทหารที่พานางเข้าเมืองในตอนนั้นยืนยันว่าหวาชิงเสวี่ยเข้าเมืองอย่างปลอดภัยแล้วจริงแท้แน่นอน!

            เขาไปที่ศาลาว่าการเพื่อตามหาคนอา...

            ทำทะเบียนบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมไปที่จวนแม่ทัพของเขา นางหมายความว่าอย่างไร?

            ตอนนั้นยังอ้อนวอนขอให้เขาพานางออกจากเมืองตอนนี้พอออกจากเมืองได้แล้ว กลับไม่เห็นหัวเขาแล้วหรือ?

            มิน่าเขาถึงได้ยินว่าสตรีนั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้คำสอนโบราณเหล่านั้นไม่เกินจริงเลย!

            ฟู่ถิงเย่เพียงรู้สึกว่าเขาถูกทำร้ายความรู้สึกอย่างรุนแรง!เป็นพัน! ...ไม่สิ หมื่น! แสนบาดแผล!

            จ้าวเซิงที่ยืนอยู่ข้างๆรู้สึกหวาดหวั่น เหลือบสายตาแอบมองสีหน้าของท่านแม่ทัพ ไม่กล้าหันไปมองอีกเป็นครั้งที่สอง

            บ้าเอ๊ย...น่ากลัวเกินไปแล้ว!

            ราวกับจับได้คาเตียงว่าคบชู้อย่างไรอย่างนั้น!แม่นางหวาผู้นี้มีความสัมพันธ์เช่นไรกับท่านแม่ทัพกันแน่?!

            ฟู่ถิงเย่เห็นหวาชิงเสวี่ยยิ้มหวานให้กับชายที่มาซื้อข้าวโพดคั่วและยังพูดด้วยความเป็นมิตรว่า “โอกาสหน้าเชิญใหม่นะเจ้าคะ”

            เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆเขากัดฟันกรอด “สตรีมากรักหลายใจ!”

            จ้าวเซิงเหงื่อตก“...”

            ท่านแม่ทัพ! ท่านมองมานานแล้ว!เหตุใดไม่เข้าไปทักทายเล่า!!!

            แล้วก็แม่นางหวาอะไรนั่นเจ้าจะมัวแต่ขายของไม่ได้นะ! ถูกคนเขาจ้องมองมานานขนาดนี้ไม่รู้สึกตัวบ้างเลยหรือ?!นี่!

            ไม่รู้ว่าสายตาของฟู่ถิงเย่ร้อนแรงเกินไปหรือว่าหวาชิงเสวี่ยได้ยินเสียงในใจของจ้าวเซิง ในที่สุดหวาชิงเสวี่ยหันมามองทางนี้

            “ท่านแม่ทัพฟู่?!”หวาชิงเสวี่ยมีสีหน้าดีใจ ร้องเรียกออกมาในทันที!

            พอนางร้องเรียก คนเดินถนนโดยรอบก็สังเกตเห็นฟู่ถิงเย่เช่นกันที่จริงเมื่อครู่ก็มีคนจำท่านแม่ทัพฟู่ได้แล้ว เพราะว่ามีเคราอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แต่เพราะหวั่นเกรงบารมีของท่านแม่ทัพจึงไม่กล้าส่งเสียง

            จ้าวเซิงรู้สึกว่าสตรีนางนี้ไม่มีไหวพริบเลยสักนิดไม่เห็นหรือว่าท่านแม่ทัพใหญ่กำลังโมโห ยังจะยิ้มอีก?รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ทัพมีฉายาว่าพญายมฟู่เชียวนะ?!

            อีกเดี๋ยวหากถูกโบย[2] เจ้าได้น้ำตาตกแน่!

            พ่อค้าแม่ค้าที่คุ้นเคยกันถามหวาชิงเสวี่ยว่า“น้องหวา เจ้ารู้จักกับท่านแม่ทัพหรือ?”

            หวาชิงเสวี่ยตอบด้วยความเบิกบาน“ท่านแม่ทัพฟู่นี่แหละที่ช่วยข้าออกมาจากเมืองเหรินชิวเจ้าค่ะ!”

            ทุกคนเข้าใจในทันทีและพากันสรรเสริญฟู่ถิงเย่

            “ท่านแม่ทัพฟู่ของเราเป็นเทพสงคราม!คนอื่นสู้หนึ่งต่อสิบ ท่านสู้หนึ่งต่อร้อย!”

            “น้องหวา เจ้าได้พบกับท่านแม่ทัพฟู่ถือว่าเป็นบุญของเจ้าแล้ว!”

            “ตราบใดที่ท่านแม่ทัพฟู่ยังอยู่ในผานสุ่ยของเราพวกสุนัขเหลียวล้วนไม่กล้าเข้ามา!”

            “น้องสาว เจ้าเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าท่านแม่ทัพช่วยเจ้าอย่างไร?ท่านเก่งกาจมากใช่หรือไม่ ไร้เทียมทานมากเลยใช่หรือไม่?”

            ไม่มีใครซื้อของกันแล้วทุกคนพากันรุมล้อมหวาชิงเสวี่ยและถามไม่หยุด

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มแห้งๆตอบอย่างคลุมเครือว่า “...ตอนนั้นข้ากลัวมาก ได้แต่หลับตาปี๋ พอลืมตาขึ้นมา ข้าก็ออกมาจากเมืองแล้ว...”

            “โอ้โอ้! สมกับเป็นท่านแม่ทัพฟู่ของเรา!ราวกับเทพจริงๆ!”

            “เพียงพริบตาเดียวก็พาเจ้าออกมาจากเมืองได้!มีเพียงท่านแม่ทัพฟู่ของเราเท่านั้นที่ทำได้!”

            จ้าวเซิง “...”

            ตอนนี้เขาอยากจะถามเหลือเกินว่าท่านแม่ทัพกำลังรู้สึกอย่างไร...

            ฟู่ถิงเย่เดินเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            คนที่อยู่โดยรอบหลีกทางให้โดยไม่ต้องสั่งทุกคนต่างยืนล้อมดูอยู่รอบนอก

            ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังกับเถ้าแก่เนี้ยเจ้าของแผงน้ำชา เหตุใดดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์อันคลุมเครือกันนะ

            ฟู่ถิงเย่กระแอมสองครั้งถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่?”

            หวาชิงเสวี่ยกะพริบตามองเขาด้วยความงุนงง ตอบว่า “ท่านแม่ทัพ ข้า...กำลังขายชากับข้าวโพดคั่วอยู่เจ้าค่ะ”

            ฟู่ถิงเย่ “...”

            จ้าวเซิงทนดูต่อไม่ไหวแล้วนี่มันหัววัวไม่เข้ากับปากม้า [3] ตอบคำถามกันคนละเรื่องเลย!

            เขาทนไม่ได้จึงพูดแทรกขึ้นมาอธิบาย“แม่นางหวา ท่านแม่ทัพหมายความว่า เขาไม่ได้ให้เจ้าไปที่จวนแม่ทัพหรือ?เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”

            เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปเล่า?

            เหตุใดถึงไม่ไป?

            หากเจ้าไป ข้าก็คงไม่ต้องมาเสียเวลาทรมานใจไปหลายวันแบบนี้!

            หวาชิงเสวี่ยมองจ้าวเซิงแล้วมองไปที่ฟู่ถิงเย่ สายตาของนางราวกับกำลังถามว่า คำถามของท่านเมื่อครู่นี้ หมายความว่าตามนั้นจริงๆหรือ?

            ฟู่ถิงเย่ยังคงมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเป็นการยอมรับ

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มเจื่อนๆ“ข้าเคยไปแล้วเจ้าค่ะ...”

            อะไรนะ?!

            จ้าวเซิงเบิกตากว้าง!

            หวาชิงเสวี่ยยักไหล่อย่างจนใจ“แต่พวกเขาไม่ให้ข้าเข้าไป ข้าคิดว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้มีธุระด่วน จึงไม่ได้ไปอีก”

            นี่คือความรู้สึกที่แท้จริงของนางสถานที่อย่างจวนแม่ทัพ หากไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆ จะให้ไปรบกวนคนอื่นเรื่อยๆ แบบนั้นคงไม่ดีนักไม่ใช่หรือ?

            พ่อบ้านจ้าวตื่นตระหนกรีบยกมือสาบานต่อฟ้าดิน “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ขอรับ!”

            ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าบึ้งตึง“บ่าวไพร่ในจวนอวดดี ถือเป็นความรับผิดชอบของพ่อบ้านอย่างเจ้า กลับไปรับโทษโบยยี่สิบไม้”

            หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจพูดกันดีๆ อยู่แท้ๆ เหตุใดจู่ๆ ถึงจะโบยคนกันล่ะ?!

            “ไม่เกี่ยวกับพ่อบ้านนะเจ้าคะข้าไม่ได้เจอท่านพ่อบ้านด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะตอนนั้นข้าดูโทรมเกินไป พี่ชายที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูจึงไม่ได้พาข้าไปพบ...”

            นางยังพูดไม่ทันจบ ฟู่ถิงเย่ก็แค่นเสียงเย็นชาเอ่ยว่า “ตัดสินคนจากภายนอก เป็นสุนัขกล้าวางอำนาจราวกับเป็นเจ้านาย โบยเพิ่มอีกยี่สิบไม้”

            จ้าวเซิง “...”

            อยากจะเป็นลมเหลือเกินใครก็ได้ช่วยพยุงเขาที...

            ————————————————————————————————————

            [1]นายพัน (千总)ตำแหน่งทางทหารในสมัยโบราณของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง จัดว่าเป็นตำแหน่งขุนนางทางทหารระดับหก

            [2]โบย (军棍)การลงโทษด้วยการตีโดยใช้ไม้กระบองหนาๆ เป็นการลงโทษทางทหาร

            [3]หัววัวไม่เข้ากับปากม้า(头不对马嘴)หมายถึงตอบไม่ตรงคำถามหรือเรื่องราวไม่สอดคล้องกัน