ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 69 รอดชีวิต

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 69 รอดชีวิต



            ร่างแสงสีทองกลายเป็นละอองแสงสลายหายไปกลางอากาศ ทิ้งขวานด้ามสั้นสีแดงเพลิงให้ร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่าง


            ตอนนี้สถานการณ์ภายในดันเจี้ยนย่ำแย่มาก แผ่นดินไหวรุนแรง พื้นดินแตกแยก หินบางส่วนถล่มลงมาจากเพดานเบื้องบน และสัตว์อสูรจำนวนมากกรูกันเข้ามาถึงห้องโถงใจกลางดันเจี้ยนเป็นที่เรียบร้อย


            การที่ร่างแสงสีทองจู่ๆ ก็สลายหายวับไป ทำให้คนทั้งหมดในห้องโถงตาเบิกโพลง หัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม


            ร่างแสงสีทองที่เป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมหัวใจในยามตึงเครียดคับขัน กลับหายไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาในสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่า เหมือนกับว่าพวกเขากำลังลอยขึ้นไปบนสวรรค์แต่จู่ๆ พญามัจจุราชก็ฉุดลงนรกในฉับพลัน


            ดันเจี้ยนยังคงอยู่ สัตว์อสูรฝูงใหญ่ก็กำลังมุ่งหน้าเข้ามา


            คาลอสจ้องมองไปยังแกนกลางดันเจี้ยนที่แตกเกือบละเอียด พลังงานของมันดูอิดโรยหมดแรง ท่านบรรพบุรุษทำลายแกนกลางเกือบจะสำเร็จแล้ว เหลืออีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น


            ตอนแรกชายหนุ่มไม่รู้มูลเหตุเบื้องหลังที่บรรพบุรุษของตนเลือกทำลายก้อนกลมสีน้ำเงินนั่น แต่เมื่อเห็นความวิปริตแปรปรวนของดันเจี้ยน และความบ้าคลั่งของสัตว์อสูรทั้งหมด เขาก็พอจะเข้าใจ


            นี่ต้องเกี่ยวข้องกับการกระทำของท่านบรรพบุรุษ! การทำลายแกนกลางเท่ากับทำลายดันเจี้ยน! และทุกอย่างคงใกล้สำเร็จเต็มที สังเกตได้จากสภาพการณ์ภายในดันเจี้ยนขณะปัจจุบันกับการสบถอย่างหัวเสียของบรรพบุรุษเมื่อครู่


            สายตาของชายหนุ่มจ้องมองไปยังขวานสีแดงเพลิงที่ตกลงสู่พื้นหลังจากที่ร่างแสงสีทองของจินได้สลายหายไป เขาพลันนึกขึ้นได้อย่างหนึ่ง


            ในสถานการณ์สิ้นหวังเช่นนี้ ความเป็นไปได้เดียวคือสานต่อเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษให้สำเร็จ แม้จะรู้ว่าตนนั้นด้อยกว่าในเรื่องของความแข็งแกร่งและการเชื่อมโยงกับขวานเพลิงสุริยัน


            แต่เมื่อมองไปยังกลุ่มสัตว์อสูรที่กรูกันเข้ามา...คิดดีแล้วหรือที่จะต่อสู้กับพวกมัน คนที่เหลือรอดทั้งหมดไม่สามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน


            มีเพียงทางนี้ทางเดียวเท่านั้น คือเขาจำเป็นต้องทำลายแกนกลางดันเจี้ยนทิ้ง หากประสบความสำเร็จ ทุกคนอาจรอดจากความตาย


            คาลอสพุ่งตัวเข้าหาแกนกลางดันเจี้ยนทันทีโดยไม่พูดอะไร ทิ้งภาระในการป้องกันสัตว์อสูรไว้ให้กับกลุ่มคนที่เหลือ


            ชายหนุ่มไถลตัวไปกับพื้นแล้วคว้าขวานที่นอนแน่นิ่งขึ้นมาถือเอาไว้ ตัวขวานเปล่งแสงสีแดงตอบรับกับเขา


            ร่างสูงพลิกตัวลุกขึ้น กระโจนเข้าใส่แกนกลางดันเจี้ยนที่ดูไม่เป็นรูปเป็นทรงอีกต่อไป


            เหวี่ยงขวานไปด้านหลังก่อนจะฟาดมันลงมาจนสุดแขน


            ปัง!


            คมขวานร้อนฉ่าทุบเข้าที่รอยแตกร้าวของแกนกลางดันเจี้ยน ทุกรอยแตกสั่นไหว เพิ่มความเสียหายให้เปลือกทั้งหมดของลูกบอลทรงกลม แต่ดูเหมือนจะยังไม่พอ แกนกลางดันเจี้ยนดูเหมือนจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายประกอบร่างของมันเอาไว้ไม่ยอมแยกตัวออกจากกัน


            “โฮกกกกกก” สัตว์อสูรมาใหม่บางส่วนได้เข้ามาเสริมทัพสัตว์อสูรพิการที่อยู่ภายในห้องโถงเรียบร้อย ความกดดันของกลุ่มมนุษย์ทั้งสี่คนเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ การตั้งรับตอนนี้ตึงมืออย่างยิ่ง เรียกได้ว่าพร้อมแตกพ่ายได้ทุกเมื่อ


            “เร็วเข้า!” เสียงตะโกนเร่งเร้าดังมาจากชายร่างใหญ่ ตอนนี้บาดแผลทั่วร่างของเขาเริ่มฉีกขาด มันถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว


            ปัง ปัง ปัง!


            ชายหนุ่มยังคงเหวี่ยงขวานไม่หยุด ไม่สนใจเสียงร้องตะโกนของผู้คน และเสียงคำรามจากสัตว์อสูรภายในห้องด้วยซ้ำ


            “ย๊ากกกก”


            คาลอสใส่พลังสุดแรงเกิดเป็นครั้งสุดท้าย ขวานสีแดงเพลิงเปล่งแสงสาดส่องราวกับเข้าใจความตั้งใจของชายหนุ่ม


            เขาทุ่มเต็มที่ในการโจมตีนี้ พลังงานภายในร่างถูกเร่งเร้าจนอวัยวะภายในเสียหาย แน่นอนว่ามันไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายเลย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะมากังวลในตอนนี้


            ตูม!


            ดูเหมือนว่าพยายามอย่างหนักในการสานต่อความตั้งใจของบรรพบุรุษจะสำเร็จ การโจมตีครั้งสุดท้ายสร้างความเสียหายต่อแกนกลางดันเจี้ยนจนมันไม่อาจจะรั้งส่วนประกอบทั้งหมดให้รวมตัวกันได้อีกต่อไป


            ก้อนกลมสีน้ำเงินที่แตกร้าวระเบิดออกด้วยความรุนแรงจากพลังงานที่กักเก็บเอาไว้ภายใน กระแทกใส่ร่างของคาลอสจนพุ่งกระเด็นออกจากจุดนั้นทันที


            ดันเจี้ยนสั่นไหวรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เพดานหินเริ่มถล่มลงมาทับสัตว์อสูรที่กำลังวิ่งกรูกันเข้ามา มิติรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยว ภาพรอบตัวของทุกคนเริ่มกลายเป็นแสงสีขาว ก่อนที่ทุกๆ อย่างจะหายวับไป


            ร่างของทุกๆ คนในที่เกิดเหตุถูกกระชากด้วยความรุนแรง ข้ามผ่านระยะทางที่ไม่สามารถระบุได้ รู้ตัวอีกทีร่างของแต่ละคนก็กระแทกลงกับพื้นในสภาพอิดโรย พยายามจะยันกายลุกขึ้น


            แต่ละคนออกมาในสภาพเลือดท่วมกาย คลานคว่ำหน้าอยู่ทางเดินใต้พื้นดินส่วนที่เคยเป็นที่ตั้งประตูมิติมาก่อน


            อเวกระดับหกสองคนจากกองกำลังของเจ้าเมืองรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของทุกคนในทันที


            พวกเขาทั้งคู่รับรู้ถึงความผิดปกติได้ตั้งแต่เกิดความผันผวนจากประตูมิติตอนแรกแล้ว พลังของมิติรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่นานก็หยุดลง


            เนื่องจากเขาเป็นคนของเจ้าเมืองจึงพอจะมีความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าอยู่บ้าง มันคือการยกระดับของดันเจี้ยน


            หลายครั้งการยกระดับของดันเจี้ยนก็ไม่ได้อันตรายอะไรนัก แต่ก็มีบางครั้งอยู่เหมือนกันที่กลายเป็นเรื่องแย่ อย่างเช่นดันเจี้ยนระดับสูงที่เพิ่มระดับขั้นขึ้นไปอีก แน่นอนว่าความอันตรายจะยิ่งทวีคูณขึ้น ส่วนดันเจี้ยนระดับต่ำ...บอกได้ยากเช่นกันว่าจะมีอันตรายตามมาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามันยกระดับขึ้นไปมากแค่ไหน และผู้อยู่อาศัยโดยรอบแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ พร้อมรับมือกับมันหรือไม่


            ชายที่เฝ้าทางเข้าทั้งสองคนแจ้งทหารยามให้กลับไปแจ้งข่าวแล้วก่อนหน้านี้ จะอันตรายหรือไม่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองคนจะตัดสินใจได้ เรื่องนี้ต้องได้รับลงมติจากหลายฝ่าย


            ชายสองคนวิ่งเข้าหากลุ่มคนที่เพิ่งออกมาทันที


            ทั้งห้าคนในห้องโถงกลับออกมาครบทุกคนแม้จะอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก และนอกเหนือจากนั้น ยังมีคนที่นอนหอบหายใจรวยรินอยู่ด้านข้างอีกสองคน


            นี่แสดงให้เห็นว่ามีผู้รอดชีวิตอื่นนอกเหนือจากกลุ่มของคาลอส!


            “ฮึบ” ชายร่างใหญ่ค่อยดันร่างลุกขึ้นด้วยความช่วยเหลือของชายทั้งสองคน ส่วนคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นตาม


            คาลอสเองก็ลุกขึ้นยืนด้วยเช่นกัน ขวานแดงเพลิงยังคงอยู่กับตัวไม่ห่าง แต่ที่เพิ่มเติมมาคือหนังสือหน้าปกสีแดงที่ถืออยู่ในมืออีกข้าง


            ตอนที่เขาทำลายแกนกลางดันเจี้ยนได้สำเร็จ เสียงพูดก็ดังเข้ามาในหูของเขา เป็นเสียงกระซิบที่ไม่อาจแยกเพศของผู้พูดได้


            'ได้รับรางวัลจากการพิชิตดันเจี้ยน คัมภีร์เผาโลหิต'


            ชายหนุ่มยังคงจำประโยคนั้นได้ดี มันสะท้อนก้องในหัวตลอดเวลาในช่วงที่มิติกำลังล่มสลาย เมื่อรู้สึกตัวอีกที เขาก็ออกมาด้านนอกดันเจี้ยนพร้อมกับหนังสือหน้าปกสีแดงในมือเล่มนี้แล้ว


            คาลอสส่ายศีรษะเบาๆ ละสายตาออกจากหนังสือในมือครู่หนึ่ง ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสำรวจสิ่งของอะไรตอนนี้ เขารู้ได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรพุ่งมาจากเบื้องหน้าตน


            ชายสองคนจากกองกำลังเจ้าเมืองจ้องมองเขาเขม็ง แต่เมื่อเห็นว่าดาเรียสที่เป็นหัวหน้ายังไม่ได้ลงมือทำอะไร ทั้งสองคนจึงนิ่งเอาไว้ก่อน


            ไม่นานนัก ดาเรียสก็ทำเสียงฟืดฟาดก่อนจะหันไปที่ด้านข้างของตนเอง


            “ขอบคุณสวรรค์ที่เจ้ายังมีชีวิตรอดออกให้ข้าได้ชำระแค้น!” ดาเรียสคำรามออกมาทันทียามที่เห็นคนที่คลานอยู่ด้านซ้ายมือ


            เป็นใครไปไม่ได้อีกนอกจากชายชราเครายาว ผู้อาวุโสสามแห่งตระกูลเดสมอน ก่อนหน้านี้เคราของมันเป็นสีขาวเหลือง แต่บัดนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงเข้ม สภาพดูไม่ค่อยสู้ดีนัก เห็นได้ชัดว่าอาการสาหัส ไหล่ซ้ายแหว่ง แขนซ้ายทั้งแขนห้อยต่องแต่งอยู่ที่ข้างลำตัวราวกับไม่สามารถควบคุมได้


            ส่วนผู้อาวุโสห้าไม่ได้อยู่ที่นี่ อนุมานได้ว่าคงตายตั้งแต่อยู่ภายในดันเจี้ยนแล้ว เป็นเรื่องยากนักที่อเวกระดับหกจะสามารถทนต่อฝูงสัตว์อสูรทรงพลังได้


            หมับ!


            แม้จะอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บ แต่ความโกรธเกรี้ยวก็เหมือนเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้ดาเรียสเคลื่อนไหว เขาคว้าจับเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายทันที


            “อ่อก..มะ...มะ...ไม่ๆ” ชายชราเครายาวพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่แรงบีบบริเวณลำคอทำให้ยากที่จะพูดออกมา มันส่ายหน้าไปมา มองชายร่างใหญ่ด้วยความหวาดกลัว


            “เห็นว่าข้าเป็นของเล่นเช่นนั้นหรือ? คิดอยากจะปั่นหัวเช่นไรก็ได้อย่างนั้นหรือ? คิดจะใช้เป็นเบี้ยเพื่อหนีเอาตัวรอดเมื่อไหร่ก็ได้?” ผู้พูดระงับอารมณ์โกรธภายในที่แทบเผาทรวงอกจนไหม้ ใช้น้ำเสียงนิ่งๆ กล่าวถามอีกฝ่าย


            แรงบีบที่ลำคอเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนใบหน้าของชายชราเริ่มซีดเซียว เดิมทีอาการบาดเจ็บของมันก็ร้ายแรงมากอยู่แล้ว แทบนำพลังออกมาต้านทานอีกฝ่ายไม่ได้เลย สุดท้ายตกอยู่ในสภาพทุเรศทุรังเช่นนี้


            “ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคิดว่าเขาจะตายเอาได้นะขอรับท่านดาเรียส” หนึ่งในสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าดันเจี้ยนตลอดเอ่ยขึ้นมา เขางุนงงอย่างมากทำไมเป้าหมายของดาเรียสจึงกลายเป็นผู้อาวุโสสามจากตระกูลเดสมอนแทนที่จะเป็นคาลอส


            ชายร่างใหญ่จ้องชายชราในกำมือตนเองอย่างกินเลือดกินเนื้อก่อนจะเหล่มองผู้พูดครู่หนึ่ง


            “หึ” ดาเรียสพ่นลมหายใจออกอย่างแรง ก่อนจะเหวี่ยงร่างชายชราในมือออกไป


            ปัง!


            ร่างของชายชราลอยเข้าไปกระแทกกำแพงที่อยู่ด้านหลังทันที แรงกระแทกทำให้ร่างกระทบกระเทือนจนกระอักเลือกออกจากปาก ร่างแก่หง่อมค่อยๆ ไหลลงไปกับพื้น สภาพดูแก่ลงกว่าเดิมเป็นสิบปี


            “ลากตัวมันไปที่จวนเจ้าเมือง!” ดาเรียสออกคำสั่งต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทันที “แล้วก็ปฐมพยาบาลให้เขาด้วย”


            ชายร่างใหญ่ชี้ไปที่ชายอีกคนหนึ่งที่ออกมาจากดันเจี้ยนพร้อมกับอีกหกคน เขาคือคนที่ถูกคาลอสโจมตีจนต้องพักฟื้นอยู่ที่หน้าปากทางเข้าโพรงขนาดเล็ก


            ภายหลังเขาได้เล่าให้ทุกคนฟังว่าช่วงที่ดันเจี้ยนเกิดการเปลี่ยนแปลง เขาก็เข้าไปหลบภัยในช่องเล็กๆ ที่คาลอสและซีเลียเคยหลบมาก่อน และนั่นอาจเป็นเหตุให้เขารอดตายมาได้ ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้!


            “ส่วนเจ้า.....” ชายร่างใหญ่หันมามองชายหนุ่มที่กำขวานในมือไว้แน่น ตอนนี้ทัศนคติที่เขามีต่ออีกฝ่ายเปลี่ยนไปพอสมควร แต่ความอคติเล็กๆ ในใจก็ยังมีอยู่บ้าง จะให้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันทีก็คงไม่ใช่คนอย่างดาเรียส


            “ตามข้ากลับไปที่จวนเจ้าเมืองด้วย” น้ำเสียงของดาเรียสงบนิ่งกว่าแต่ก่อนมาก ไม่มีการข่มขู่ในน้ำเสียงอีกต่อไป


            ซีเลียกับคาลอสแลกเปลี่ยนสายตากันเล็กน้อย และหลังจากได้ฟังคำพูดของดาเรียส คาลอสก็พยักหน้า เขาคิดว่าเป็นเช่นนี้คงเหมาะสมแล้ว การที่ผ่านประสบการณ์เฉียดตายร่วมกันมา มันคงทำให้อีกฝ่ายมองเขาในแง่ดีขึ้นบ้าง



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน