ตอนที่ 1 เ้าหญิงน้อยวัยแรกรุ่น [ 1 ]
“สวยจังงงงงงงงงงงเลยยยยยยย!!!!!!!”
เสียงของหญิงสาวน้อยวัยแรกรุ่นผู้หนึ่งพูดขึ้นมาก ในตาหญิงสาวเปล่งประกายไปด้วยความชื่นชมและตื่นเต้นที่ได้เชยชม ดอกชมพูภูพิงค์หรือดอกนางพญาเสือโคร่งที่เบ่งบานออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งดูแสนอ่อนโยนน่าถนุถนอม อยู่ท่ามกลาหุบเขา ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วให้ผู้ที่กำลังเชยชมได้ััความงดงามถึงกลิ่นอายที่แสนจะโรแมนติกโชยมาตามสายลมพัดผ่านมาเป็ระยะ ตัดกับท้องฟ้าสีครามที่แสนสดใสมีหมอกจางๆล่องลอยไปตามสายลมอยู่บนท้องนภา โดยมีแสงสอดส่องผ่านก้อนเมฆลงมาของพระอาทิตย์ที่กำลังกระจายแสงแดดอันอบอุ่นให้กับยอดดอยแห่งนี้ ยิ่งทำให้เพิ่มขึ้นของความสวยงามและกลิ่นของความโรแมนติกให้กับหญิงสาวที่กำลังเชยชมเพิ่มเป็หลายเท่าตัว
“กลับกันเถอะเ้าค่ะ! เดียวมืดค่ำทางลงเขาลงดอยจะลำบากนะเ้าคะ และอีกอย่างถ้ากลับคุ้มช้าเ้าพ่อจะตามหาท่านหญิงเน้อเ้าค่ะ”
“จะกลับแล้ววววววววววคะพี่ปิ่น ข้าขี่ม้าลงไปแปปเดียวก็ถึงคุ้มแล้ว เ้าพ่อไม่ทันรู้หรอกว่าเราไปที่ไหนกันมา ว่าแต่พี่ปิ่นเองเถอะขี่ม้าให้ทันข้าก็แล้วกันนะ ถ้าถึงคุ้มช้าเ้าพ่อเอาเื่พี่ปิ่นแน่!!!” ^-^ พูดไปยิ้มไป
“ท่านหญิง อย่านะเ้าค่ะ”
พี่ปิ่นพูดขึ้นมาอย่างใกลัว ส่วนท่านหญิงน้อยวัยแรกรุ่นได้ขึ้นหลังอาชาสีขาวตัวโปรด โดยมีทักษะการขี่ม้าอย่างกระชับกระเฉงคล่องแคล่วเพราะได้เรียนขี่ม้ามากับเ้าพ่อที่ในคุ้มั้แ่ยังเด็ก นอกจากนี้ท่านหญิงน้อยยังเก่งทั้งในเื่ทอผ้าซิ้น ตัดเย็บเสื้อผ้าอาภรณ์ การฟ้อนรำ เล่นเครื่องดนตรี รวมไปถึงการทำอาหาร ทำได้ทั้งของคาว ของหวาน และงานฝีมืออื่นๆ ที่แม่หญิงในยุคสมัยนี้ต้องเรียนรู้แล้วเป็พื้นฐาน โดยคุ้มของท่านหญิงสาวผู้นี้ยังได้สอนเื่ ศิลปะการต่อสู้เพื่อตัวรอด รวมไปถึงการศึกษาเกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ ซึ่งถือว่าในยุคนี้แทบจะไม่มีคุ้มใดที่จะให้หญิงสาวเรียนรู้เื่ของการต่อสู้ และเื่ภาษาอื่นๆ นอกจากผู้เป็ชาย
“ข้าเ้าจะเอาม้าไปเก็บในคอกม้าให้เ้าค่ะ ส่วนท่านหญิงรีบเข้าคุ้มก่อนเลยเ้าค่ะ ให้นางดำมันตามท่านหญิงเข้าคุ้มประตูด้านหน้าคุ้มเลยนะเ้าค่ะ ส่วนข้าเ้าจะเข้าทางประตูด้านหลังคุ้มเองเ้าค่ะ”
“ขอบใจมากนะพี่ปิ่น ป่ะๆ พี่ดำเข้าคุ้ม”
พี่ปิ่นค่อยๆ จูงม้าเข้าไปทางประตูด้านหลังของคุ้ม โดยมีพี่ดำ รอรับอยู่ที่ประตูใหญ่ด้านหน้าของคุ้ม ซึ่งทั้งสองคนเป็บ่าวรับใช้คนสนิดให้กับท่านหญิงสาวผู้นี้
ที่มีนามว่า เ้าหญิงจันทร์นวล เป็ธิดาองค์เล็กของเ้าอินทร์ที่มีฐานะเป็ลูกพี่ลูกน้องกับเ้าหลวงองค์ปัจจุบันและเ้านางเกสร ซึ่งเ้าจันทร์นวลจึงมีฐานะเป็หลานของเ้าหลวงด้วยนั้นเอง
โดยเ้าหลวงทรงประทับอยู่ที่ในคุ้มหลวงใจกลางเวียง (วังหลวง) ส่วนราชวงศ์คนอื่นๆ ประทับอยู่ที่คุ้ม (วัง) ต่างๆ รอบคุ้มหลวง โดยคุ้มของเ้าจันทร์นวลมีนามว่าคุ้มเ้าอินทร์ตามพระนามของเ้าพ่ออินทร์ ซึ่งตั้งอยู่เมืองที่มีนามว่า เมืองเจียงแก้ว หรือ เวียงเจียงแก้ว
ถือว่าเป็หัวเมืองทางด้านทิศเหนือของอาณาจักรแห่งนี้ โดยทางด้านทิศเหนือของอาณาจักรยังมีอีกหลายเมืองอยู่รายรอบ แต่ยกให้เมืองเจียงแก้วเป็ศูนย์กลางของหัวเมืองทางด้านทิศเหนือของอาณาจักร หรือพูดได้ว่าเป็เมืองประเทศราชของอาณาจักรแห่งนี้ซึ่งปกครองโดยเมืองที่มีนามว่าเมืองกรุงนคร เป็ศุนย์กลางของอาณาจักร มีพระาาอยู่ 1 พระองค์ ปกครองทั่วทั้งอาณาจักร ทางทั้งด้านทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศเหนือแห่งนี้ โดยมีการแบ่งอำนาจการปกครองให้แต่ละเมืองปกครองกันเองภายใต้การดูแลของเมืองกรุงนคร
“ข้าเ้าเตรียมน้ำลงอ่างให้อาบเรียนร้อยแล้วเน้อเ้า ท่านหญิงอาบน้ำก่อนแล้วค่อยไปทานข้าวเย็น ตอนนี้ในครัวคงทำสำหรับใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนเ้าอินทร์พึ่งถึงคุ้มเมื่อสักครู่เ้า”
พี่ดำพูดจบ พี่ปิ่นก็เดินเข้ามาพอดี จึงพาท่านหญิงรีบอาบน้ำ เพราะเดียวเ้าอินทร์จะทรงรอทานข้าวเย็น
“เ้าพ่อวันนี้ เ้าพ่อเหนื่อยไหมเ้าค่ะ”
น้ำเสียงของเ้าหญิงสาววัยแรกรุ่นอายุย่างเข้า17ปี ที่แสนอ่อนหวาน ไพเราะ น่าดึงดูดผู้ที่ได้รับฟัง และยังมีรูปร่างที่สมส่วน กะทัดรัดน่าถนุถนอม ความสูงนั้นไม่สูงโปร่งมากนักตามหญิงสาวล้านนาในอุดมคติ มีผมสีดำเงายาวมัดรวบเกล้าผมปักปิ่นไว้กลางศีรษะ ทัดกับใบหน้าทรงรีรูปไข่ที่งดงามริมฝีปากบางมีสีแดงเล็กน้อยเข้ากับใบหน้าที่มีดวงตาโตดูมีประกายอยู่ในตาสีดำรับกับคิ้วที่เรียงกันอย่างสวยงาม ยังมีผิวขาวละมุนเนียนอมชมพูดูมีผิวสุขภาพดี โดยนุ่งผ้าซิ้นตีนจกแบบราชสำนัก ห่มสไบอย่างแม่หญิงล้านนา พร้อมกับเข้าไปกอดแขนออดอ้อนเ้าพ่อ
“วันนี้พอจะมีเื่วุ่นๆ อยู่บ้าง แต่พอพ่อได้เห็นหน้าลูกๆ พ่อก็หายเหนื่อยแล้ว”
เ้าอินทร์กล่าวเสร็จก็หันดูหน้าลูกๆ ที่นั้งรอทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยมีเ้าแม่เกสรนั้งอยู่ทางด้านขวา และมีพี่ชายของเ้าจันทร์นวลอีก2องค์ มีนามว่า เ้าอ้ายคำแก้ว กับเ้าอ้ายบัวคำ ที่ในวันนี้เข้ามาร่วมโต๊ะเสวยด้วย เพราะทั้ง2องค์ได้แยกไปอยู่ตำหนักอีกหลังแต่ในบริเวณคุ้มเดียวกัน โดยมีภรรยาและลูกชายของเ้าอ้ายคำแก้วร่วมโต๊ะเสวยในวันนี้ด้วย
จึงถือว่าครบหน้าครบตากันในครอบครัวก็ว่าได้ ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในโต๊ะเสวยนั้นดูอบอวลไปด้วยอบอุ่น ทุกองค์จึงเจริญอาหารค่ำนี้มากเป็พิเศษ ยิ่งเ้าแม่เกสรได้ลงมือทำขนมกล้วยของโปรดของลูกๆ ทั้ง3องค์ให้แล้วยิ่งทำให้ค่ำนี้มีความสุขกันมากขึ้น พูดคุยสนทนากัน โดยมีเสียงหัวเราะมาเป็ระยะๆ ภายใต้โต๊ะเสวยนี้ที่ดูแสนอบอุ่น ทำให้บ่าวไพร่ภายในคุ้มก็มีความสุขตามกันไปด้วยในค่ำคืนนี้
ภาษาหรือคำศัพท์บางคำศัพท์ อาจยังใช้ไม่ถูกต้องมากนัก แต่ผู้เขียนเลือกใช้ให้เข้าใจกันให้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ตัวละคร เมือง และเนื้อเื่ เป็สิ่งที่ผู้เขียน จินตนาการสมมุติขึ้นมา ไม่มีการพาดพิงถึงประวัติศาสตร์หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง