Sol xx Mifa 18
“ฟา ตื่นแล้วเหรอลูก”
“ที่รักลูกตื่นแล้ว”
“ฟา เป็นยังไงบ้าง”
ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาเหมือนทุกคนกำลังรอคอยการตื่นขึ้นมามองฉันอยู่มากเพราะทุกคนเอาแต่ถามว่าเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม หรือแม้กระทั่งหิวหรือเปล่า ในห้วงความรู้สึกเหมือนฉันฝันไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีทำไมทุกคนถึงได้ตื่นกลัวกันมากขนาดนี้?
“หนูเป็นยังไงบ้างลูก” กระทั่งรอบข้างเงียบไป แม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงทันที ฝ่ามืออุ่นลูบที่กรอบหน้าอย่างเบามือ สัมผัสอุ่น ๆ ทำให้ฉันใจชื้นอยู่มากเพราะทำให้มั่นใจได้ว่านี่เป็นโลกความเป็นจริง ไม่ได้เป็นห้วงความฝันอย่างที่นึกกลัว
“ฮึก แม่คะ!” ทันทีที่ได้สติกลับมาฉันก็ร้องไห้โยเยกอดแม่ไว้แน่น ความกลัวในใจเริ่มหายไปบ้างเล็กน้อยเหลือไว้เพียงความตกใจกับเหตุการณ์ที่เจอ แม่โอบกอดฉันไว้อีกครั้งแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“หนูเจ็บตรงไหนลูก เจ็บตรงไหนบอกแม่นะ”
“หนูไม่เจ็บ ฮึก หนูไม่เจ็บเลยค่ะแม่ แต่หนูฝันร้าย หนูกลัว”
“โอ๋ ๆ คนสวยของแม่ ไม่มีอะไรแล้วนะลูก ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วนะ แม่จะทำให้ฝันร้ายหนูหายไปเองลูก” แม่เอ่ยปลอบพร้อมกับให้คำมั่น ฉันงอแงอยู่นานกว่าจะสงบลงในที่สุด
“คนสวยของแม่ เล่าให้แม่ฟังได้ไหมลูกว่าหนูฝันร้ายเรื่องอะไร” หลังจากทานข้าวเสร็จแม่ก็ถามทันที ฉันเอ่ยเล่าเรื่องราวที่ฝันถึงให้แม่ได้ฟัง เล่าทุกอย่างที่รับรู้ผ่านห้วงความฝัน เมื่อแม่รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นก็บอกว่าจะตามหาครอบครัวของผู้ชายคนนั้น เพื่อที่เราจะได้พาเขากลับไปยังครอบครัว และนอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าตกใจอยู่มากเมื่อพบว่าตัวเองหลับไปเกือบหนึ่งวันต็มหลังจากไปวัดและหมดสติ แม่เล่าให้ฟังว่าทุกคนตกใจมากที่จู่ ๆ ฉันก็เป็นลมไป แต่เพราะหลวงพ่อบอกว่าไม่มีอะไรน่าห่วงเพราะฉันน่าจะอ่อนเพลีย พ่อจึงพาฉันกลับมาที่บ้านโดยตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ซอลเขายังคอยดูแลฉันไม่ห่างแต่ตอนนี้ฉันกลับไม่เจอซอลเลย
“แล้วซอล...”
“ไปซื้อของกับพี่ ๆ เรานั่นแหละ อีกหน่อยคงกลับ หนูนอนพักอีกสักหน่อยไหม”
“ค่ะแม่”
“ถ้าซอลมาเดี๋ยวแม่บอกให้ หนูนอนพักได้แล้วลูก” แม่ลูบผมอีกครั้งแล้วผละมือออกอย่างนิ่มนวล กระทั่งเริ่มเคลิ้มหลับไปอีกครั้ง ราวกับว่าก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้หลับไปเลยเพราะฉันยังรู้สึกเหนื่อยเหมือนกับวิ่งมาหลายสิบกิโลเมตร และเมื่อครั้งนี้ที่พอได้หลับตาลงกลับรู้สึกว่าตัวเองได้พักผ่อนจริง ๆ
“ไง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เมื่อครั้งลืมตาตื่นกลับได้ยินเสียงทุ้มที่คุ้นเคยเอ่ยทักทายทันที ซอลที่นั่งอยู่ข้าง ๆ บนเตียงเอ่ยถามฉันเสียงนุ่มนวลฝ่ามืออุ่นที่จับมืออยู่นั้นเลื่อนขึ้นมาลูบที่เรือนผมอย่างแผ่วเบา แววตาห่วงหาส่งต่อมาให้อย่างไม่คิดปิดบัง
“ไม่เจ็บ”
“เก่งมากครับ” ซอลขยับเข้ามากอดฉันไว้ ความอบอุ่นที่ได้รับนั้นทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็น
“กี่โมงแล้ว”
“จะสองทุ่มแล้ว เดี๋ยวจะพาไปอาบน้ำแล้วค่อยลงไปกินข้าวนะครับ” ซอลเอ่ยบอกพร้อมกับขยับออกห่างเล็กน้อย กลายเป็นว่าซอลอุ้มฉันเข้าไปยังห้องน้ำช่วยอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จแล้วก็พาเดินลงไปยังชั้นล่างเพื่อไปกินข้าว ตอนนี้มีพ่อแม่และพี่ชายของฉันนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร พี่ชายพอเห็นฉันก็วิ่งเข้ามากอดไว้แน่นพร้อมกับพึมพำอะไรสักอย่างไม่หยุด
“พาน้องมานั่งก่อน” พ่อเอ่ยเตือนพี่มีเงินและพี่มีตังค์ นั่นแหละฉันถึงได้นั่งลงที่เก้าอี้
“ผมจะนั่งข้างน้อง” พีมีเงินบอกพ่อ
“ผมด้วย” พี่มีตังค์เอ่ยเสริม ทำไมพอตื่นมาครั้งนี้ทุกอย่างมันดูน่าปวดหัวแบบนี้ล่ะ
“ไม่ต้องเลยทั้งสองคนน่ะ มานั่งฝั่งนี้ ตรงนั้นให้แม่แล้วก็ซอลนั่ง” พ่อเอ่ยห้ามพี่ชายทั้งสอง แม้จะไม่พอใจแต่พี่ ๆ ก็ยอมนั่งตามจุดที่พ่อบอก ระหว่างกินข้าวเราก็พูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งก่อนที่ฉันจะหลับและระหว่างฉันหลับให้ฉันได้รู้เพิ่มเติม
“หลวงพ่อบอกแค่ว่าให้พาเขากลับบ้าน ถ้าเจอครอบครัวเขาแล้วดวงวิญญาณจะกลับวังวนที่อยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเขา
“แล้วเราจะหาพวกเขาเจอได้ยังไงคะ มันนาน...”
“พ่อจะให้เพื่อนช่วยหา” พ่อตอบมือก็ตักกับข้าวใส่จานให้แม่
“แม่เองก็จะช่วยหาด้วย หนูไม่ต้องกลัวนะลูก เรื่องพวกนี้แม่จะช่วยหนูเอง” แม่ยืนยันให้มั่นใจ
เรื่องราวแสนน่าหนักใจถูกพักไว้เมื่อถึงเวลาสอบไฟนอล ทั้งฉันและซอลต่างเข้ามุมทบทวนบทเรียนของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะต้องอ่านต้องติวมากแค่ไหนซอลก็ไม่ยอมให้ฉันอยู่คนเดียว วันที่เขามีสอบฉันจะไม่มีสอบพอสอบเสร็จเขาก็จะรีบกลับมาหา แต่หากเป็นวันที่ฉันมีสอบเขาจะพาไปและนั่งอ่านหนังสือรอฉันกระทั่งสอบเสร็จ เป็นแบบนี้อยู่เกือบหนึ่งสัปดาห์ เมื่อสอบเสร็จฉันก็เริ่มเก็บกระเป๋าเตรียมตัวไปค่ายอาสาที่ทางคณะจัดขึ้น ซอลยังงอแงเล็กน้อยเมื่อถึงวันที่ฉันต้องเดินทาง เขาเป็นคนหิ้วกระเป๋าไปส่งและรอกระทั่งรถเคลื่อนออกจากลานจอดรถ วันเดินทางตั้งแต่ตื่นนอนจนรถเคลื่อนเขาก็เอาแต่งอแงไม่หยุดจนเพื่อนฉันเอ่ยแซว ว่าคนอย่างเขาก็มีมุมแบบนี้เหมือนกัน
รถบัสคันใหญ่สองคันมีนิสิตจากคณะฉันทั้งหมดเจ็ดสิบคน แบ่งคละนั่งรถทั้งสองคัน โดยคันที่สองจะเน้นไปยังข้าวของที่จะนำไปบริจาคที่โรงเรียน สถานที่ปลายทางของเราคือโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางเขา เส้นทางที่จะเข้าถึงตัวโรงเรียนนั้นเป็นเส้นทางลูกรังห่างจากถนนหลักเกือบยี่สิบกิโลเมตร ชาวบ้านที่นั่นส่วนมาจะทำการเกษตร ลูกหลานก็ให้เรียนที่โรงเรียนใกล้ ๆ เพราะไม่มีต้นทุนที่จะส่งเข้าไปเรียนในเมืองบวกกับการเดินทางที่ไม่ค่อยสะดวก คุณครูที่โรงเรียนมีเจ็ดคนรวมกับผอ.โรงเรียน มีนักเรียนทั้งหมดยี่สิบเจ็ดคนเป็นเด็กที่อยู่ในระแวกโรงเรียนแห่งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับรู้มาทำเอาฉันใจห่อเหี่ยวไม่น้อย ความเหลื่อมล้ำในสังคมนี้ยังมีมาก หากคนที่อยู่สูงหน่อยคงมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้หรือมองเห็นแต่เลือกที่จะเพิกเฉย หากแต่เป็นทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำคนที่ต้องสู้เพื่อความอยู่รอดแน่นอนว่าคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนที่มองเห็นปัญหาของสังคมมากที่สุด ไม่รู้ว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไปได้ยังไง อาจจะไม่หมดแค่แค่อยากให้มันดีขึ้นกว่าปัจจุบันเพียงแค่นั้น
เกือบเจ็ดชั่วโมงที่เราออกเดินทางจากกรุงเทพ พอได้ยินรุ่นพี่ปีสองปีสามประกาศแจ้งว่าใกล้ถึงที่หมายแล้วฉันก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ เข็มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยังหลับไม่ตื่น คนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ฉันนั่งดูวิวต้นไม้ข้างทางอยู่ไม่นานโทรศัพท์ก็ส่งเสียงเรียกเข้า เป็นซอลที่โทรเข้ามาในรอบที่ห้าของวัน
“ค่ะ”
(ใกล้ถึงหรือยัง) ซอลเอ่ยถาม
“ใกล้แล้ว รุ่นพี่บอกว่าใกล้ถึงแล้วล่ะ”
(แล้วกินข้าวหรือยัง จะบ่ายสองแล้วนะ)
“ยังเลย เดี๋ยวไปกินตอนถึงก็ได้ นายกินข้าวหรือยัง”
(ยังเหมือนกันครับ อยู่ค่ายห้าวันใช่ไหม?)
“ใช่ค่ะ” ห้าวันที่ไม่รวมวันนี้ กิจกรรมที่ทำจะเป็นการซ่อมแซมอาคารเรียน จากรูปที่เห็นอาคารนั้นเริ่มผุพังไปแล้ว เราเลยตั้งใจจะทำอาคารเรียนให้มั่นคงกว่านี้เสียหน่อย
(เลี้ยวไหนวะมึง//สัส เลยทางเลี้ยวแล้ว) เสียงแทรกที่ดังเข้ามาทำให้ฉันถึงกับขมวดคิ้ว นั่นมันเสียงเพื่อน ๆ ฉันนี่ แล้วพวกเขาไปไหนกันทำไมอยู่ด้วยกันได้
“ไปไหนกันเนี่ย” ฉันเอ่ยถามอย่างสงสัย ซอลหัวเราะในคอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามกลับไม่ได้สนใจตอบสิ่งที่ฉันเพิ่งถามออกไปเลย
(ทำไมครับ หวงเหรอ?)
“มันใช่เวลามากวนไหมล่ะ ถ้าไปเที่ยวก็ดูแลตัวเองด้วยนะ อย่าดื่มเยอะล่ะ เดี๋ยวเราต้องวางก่อนนะ”
(เราไม่ได้ไปเที่ยวไหนหรอก ไม่ต้องกังวลนะ เราจะเป็นเด็กดีของเธอ) ซอลตอบกลับมาก่อนที่ฉันจะวางสายไป เฮอะ!มาเด็กดง เด็กดี อะไรกัน เขาค่ะเด็กดื้อเลยล่ะ!
“เอาล่ะทุกคน ตอนนี้เราถึงโรงเรียนแล้วนะคะ เดี๋ยวมากินข้าวกันก่อนนะ เสร็จแล้วจะแบ่งโซนให้กางเต็นท์กัน” ใช่แล้วค่ะ ฟังไม่ผิดหรอกกางเต็นท์นี่แหละ เพราะอาคารที่นี่มีเพียงอาคารเดียวและเป็นอาคารที่เราจะมาซ่อมแซมด้วย ตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ที่นี่เราจะต้องกางเต็นท์นอน ฉันนอนกับเข็ม สรนอนกับเพื่อนอีกคน ส่วนเพลิงนอนกับเพื่อนผู้ชายอีกคน ตอนนี้เรารับข้าวกล่องมานั่งกินกันระหว่างนี้ก็พูดคุยอะไรกันไปเรื่อย
“ตรงนั้นอ่ะ ที่แบ่งโซนนั้นไว้จะมีใครมาเหรอ?” สรเอ่ยถามพร้อมกับชี้นิ้วไปยังมุมด้านหนึ่งใกล้กับลำธารที่ถูกกั้นไว้อย่างชัดเจนราวกับว่าจะมีใครมาเพิ่มนอกจากเรา
“เหมือนจะได้ยินว่าเป็นผู้สนับสนุนบริจาคนะ เห็นว่าจะตามมาทีหลัง”
“อ๋อ”
“ทุกคนกินข้าวเสร็จแล้วเจอกันที่หน้าอาคารนะ” เกือบสามสิบนาทีพี่ประกาศเตือนอีกครั้ง เราทุกคนต่างรีบนำจานข้าวไปล้างและไปรวมตัวอยู่ที่หน้าอาคารตามที่พี่ ๆ บอก เมื่อไปถึงรุ่นพี่ต่างแบ่งหน้าที่ให้เราไปจัดการ ที่ต้องเร่งทำเพราะเราต้องทำแข่งกับระยะเวลาที่เรามาอยู่ที่นี่ หนุ่ม ๆ ทำหน้าที่ยกโต๊ะยกเก้าอี้ออกมาเรียงไว้นอกอาคาร สาว ๆ บางกลุ่มต่างก็ช่วยยก บางกลุ่มก็ช่วยดึงประกาศให้ความรู้ต่าง ๆ ที่ติดอยู่ผนังออก ระหว่างที่เรากำลังช่วยกันอยู่นั้นก็มีรถขนวัสดุก่อสร้างเข้ามายังบริเวณโรงเรียน
“น่าจะเป็นของคนที่ร่วมบริจาค” เพื่อนคนหนึ่งในรุ่นพูดขึ้น
“ดีจัง เราก็รีบทำตรงนี้ให้เสร็จกันเถอะ”
“ฟามานี่หน่อย เอาไปทิ้งถังขยะให้เราหน่อย” เข็มเอ่ยเรียกฉันเสียงดังลั่น พอเห็นฉันสะดุ้งตกใจที่ถูกเรียกเพื่อนก็หัวเราะชอบใจใหญ่ที่สามารถแกล้งฉันได้
“ตกใจหมด”
“สะดุ้งแรงมากอะ” เข็มเอ่ยล้อ มือก็ยื่นกระดาษมาให้ฉัน เมื่อรับมาก็รีบเดินเอาขยะไปทิ้งในถังขยะ จังหวะที่จะเดินกลับ เพลิงก็เอ่ยเรียกไว้เสียก่อนทำให้ต้องเดินเข้าไปหาเพลิงที่ห้อง ๆ หนึ่งแทน
“ว่าไง”
“ช่วยยกเก้าอี้อันนี้ไปหน่อย มันเหลือแค่นี้เองไม่อยากวนหลายรอบ”
“ได้ ๆ ” แค่เก้าอี้สามตัวฉันยกไหวอยู่แล้ว เก้าอี้พลาสติกสามตัวถูกฉันยกด้วยแรงทั้งหมดไปยังจุดเรียงเก้าอี้นอกอาคาร จากยกครั้งแรกกลายเป็นต้องยกจนกว่าจะเสร็จตอนนี้ฉันเริ่มเมื่อยขาแล้วด้วย แม้จะเหนื่อยแต่ฉันก็ยังสู้ไหว สู้ไหวอยู่แล้วแค่นี้เอง
“น้อง ๆ คะ วันนี้เราพอแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวน้อง ๆ แยกกันไปอาบน้ำ หนุ่มๆ ไปที่ลำธารฝั่งด้านหลังได้เลยนะคะ สาว ๆ อาบได้ที่ห้องน้ำของโรงเรียนนะ”
“ค่า//ครับ”
“เสร็จแล้วมาทานข้าวด้วยกัน แม่ ๆ ทำกับข้าวไว้รอแล้ว”
“เหนียวตัวมากเลยอ่ะ คันหลังด้วย” สรบ่นเสียงเบาไม่ได้จริงจังอะไรมาก
“เป็นเกลื้อนหรือเปล่าเนี่ย” เข็มแกล้งถามกลับพร้อมกับขยับออกอย่าง
“บ้าสิ ใช่ที่ไหนกัน แต่จะว่าไปถ้าไม่อาบน้ำ...”
“พอเลยนะสงสารเพื่อนที่ต้องนอนดมเต่าแกบ้าง”
“โห ออกจะหอม...ไม่หอมแล้วอ่ะ สงสัยต้องอาบน้ำจริง ๆ ” สรยกแขนขึ้นดมก็รีบเปลี่ยนคำพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างเขินอาย นี่มันเพื่อนฉันจริง ๆ สินะ เข็มหัวเราะอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าสรทำหน้าเหม็นเปรี้ยวตัวเอง เราเดินกลับเต็นท์ที่ถูกกางไว้ติดกัน ถัดจากจุดที่กั้นไว้ให้ผู้บริจาคที่คาดว่าน่าจะกำลังเดินทางตามมา พวกเขาบริจาคเยอะมากเลยนะทั้งงบ ทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือแม้กระทั่งปุกรร์เครื่องเขียน ฉันรู้สึกขอบคุณพวกเขามากๆ ที่บริจาคช่วยเยอะขนาดนี้ ฉันมุดเข้าไปด้านในเต็นท์หยิบชุดที่จะใส่มาถือไว้รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเตรียมไปอาบน้ำ เหนื่อยและเหนียวตัวมาก ๆ ดังนั้นตอนนี้เราควรจะไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดกันได้แล้ว
=====
ทุกคนคะ มีใครอยากเก็บเรื่องนี้เป็นเล่มไหมคะ??
แล้วก็...ตอนหน้า หึหึ