ทุกๆเช้ายายดาวเรืองยืนกวาดใบก้ามปูเป็งานหลัก
ต้นก้ามปูต้นใหญ่ที่ผลัดใบเหลืองแกมน้ำตาลร่วงหล่นบนสนามหญ้ามาเลเซียสีเขียวขจีระหว่างบ้านใหญ่กับบ้านนางฟ้ากระจัดกระจายตามแรงพัดปลิวของลม ต้นก้ามปูต้นนี้ยืนตระหง่านสูงใหญ่อยู่ตรงนี้ั้แ่ตาสมัครกับยายดาวเรืองมาซื้อที่ใหม่ๆ ใครต่อใครให้ตัดทิ้งเพราะกิ่งสามารถหักลงมาใส่บ้านได้ ตาสมัครผู้เสียดายสีเขียวราวกับเคยเกิดเป็เทพารักษ์ยืนกรานเสียงแข็งไม่ให้ตัด
“กว่าจะโตมาได้ขนาดนี้ ไม่รู้ต้องใช้เวลากี่ปี ค่อยตัดกิ่งที่อันตรายเอา” ยายดาวเรืองผู้ไม่เคยขัดใจตาสมัคร เหมือนที่ตาสมัครไม่เคยขัดใจยายดาวเรือง ปล่อยให้ต้นก้ามปูยืนต้นเป็ไม้เอกประจำบ้านไป มันทำหน้าที่ได้ดี แผ่กิ่งก้านเกือบๆ 1 ใน5 ของพื้นที่บ้าน ปกคลุมสร้างความร่มเย็น ใบจากต้นก็เอาไปกองรวมกันเป็ปุ๋ยหมักธรรมชาติ ใต้กิ่งใหญ่ที่แข็งแรงมีชิงช้าทำจากไม้เนื้อแข็งกับเชือกป่านเส้นใหญ่ห้อยอยู่หนึ่งตัวที่ตาสมัครผูกไว้ให้ลูกสาวเล่น เวลาผ่านไปหลายสิบปี ชิงช้าตัวนี้ก็ยังอยู่ แต่ที่อัศจรรย์คือต้นก้ามปูที่ใครต่อใครบอกให้ตัดทิ้งเพราะกลัวจะหักใส่บ้านนั้น มันกลับไม่เคยหักเลยสักครั้งแม้ว่าจะเจอพายุ ลมแรงแค่ไหนก็ตาม
“เรารักเขา เขาก็รักเรา” ตาสมัครพูดไว้อย่างนั้น
นอกจากต้นก้ามปูต้นนี้แล้วในบ้านยังมีไม้นานาชนิดที่ตาสมัครสรรหามาปลูกไว้ในทุกๆที่ที่สามารถปลูกได้ มะม่วงทั้งหวาน ทั้งมัน มะม่วงป่าลูกเล็กเนื้อบางที่ยายดาวเรืองชอบกัดตูดเอาเมล็ดออกแล้วยัดข้าวเหนียวใส่ลงไปบีบให้เข้ากันแล้วกินเป็ของหวาน ละมุด ลำไย มะพร้าว ส้มโอ มังคุด เงาะ ลองกอง มะไฟ มะเม่า ผักติ้ว ผักกระโดน ต้นแค ต้นผักเสี้ยว ต้นกล่ำ มะรุม มะกรูด มะนาว และอีกสารพัด ดีที่บ้านกว้าง เลยไม่ได้ดูแออัดมากนัก ตาสมัครอาศัยการปลูกต้นไม้เป็งานอดิเรก หลังจากที่เหนื่อยล้ามาจากการทำนา ทำไร่ ก็เข้าบ้านมาปลูกต้นไม้ต่อในบ้าน ยายดาวเรืองถามว่าไม่คิดว่าบ้าไปหน่อยเหรอ ทำสวนก็ปลูกต้นไม้ กลับมาบ้านยังปลูกต้นไม้อีก ตาสมัครบอกว่ามันไม่เหมือนกัน
“ทำนาทำสวนน่ะเอาไว้เลี้ยงครอบครัว แต่ปลูกที่บ้านน่ะปลูกที่เธอชอบกิน” เป็คำตอบที่ยายดาวเรืองไม่บ่นตาสมัครอีกเลย
ตาสมัครเป็คนเงียบๆ หน้าตาคมคาย รูปร่างสันทัด สมส่วน ผิวเข้ม สีหน้าเรียบเฉยแต่คิ้วขมวดเหมือนคิดอะไรตลอดเวลา ใครต่อใครถามว่าทำไมตาสมัครต้องขมวดคิ้วขนาดนั้น ยายดาวเรืองมักตอบไปว่าตาสมัครว่าเป็นักท่องเที่ยวในสมองตอนนี้กำลังท่องเที่ยวอยู่
ตาสมัครโผล่มาในหมู่บ้านที่ครอบครัวยายดาวเรืองอาศัยอยู่กันมาั้แ่บรรพบุรุษ ด้วยสภาพรูปร่างผอมเกร็ง เสื้อผ้าซอมซ่อ ผมเผ้ารุงรัง ิักระดำกระด่าง ขมุกขมัวเปื้อนฝุ่นราวไม่ได้เจอน้ำนานนับปี ท่าทางน่ากลัว เดินตรงมาบ้านยายดาวเรือง เมื่อเห็นยายดาวเรืองกำลังเด็ดยอดชะอมอยู่หน้าบ้าน
“พอมีข้าวอะไรให้ฉันกินบ้างไหมจ๊ะ ฉันไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว” เสียงแห้งราวกับไม่ได้กินแม้แต่น้ำ ดวงตาแห้งผากแต่แววตายังแฝงด้วยความดุดัน สำเนียงการพูดก็พอรับรู้ได้ว่าไม่ใช่คนแถวนี้ ยายดาวเรืองยืนนิ่ง ใ ในบ้านไม่มีใครอยู่เพราะออกไปทำงานกันหมด เหลือเพียงเธอที่เป็ลูกสาวคนเล็ก ถูกแจงให้ทำหน้าที่ทำอาหารรอการกลับมาของคนในครอบครัว
“อะไรก็ได้จ้ะแม่ แค่พออิ่มแล้วฉันจะไป” ตาสมัครเอ่ยขึ้นอีกครั้งเสียงแข็ง หนักแน่น พร้อมกับนั่งลงแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน อย่างถือวิสาสะ
ยายดาวเรืองในวัยขบเผาะ มองตาสมัครด้วยความระแวดระวัง รีบวิ่งไปเอาเสื้อม่อฮ่อมแขนยาวที่แขวนอยู่กับเสามาสวมทับเสื้อคอกระเช้าสีเหลืองอ่อนไว้ พร้อมกลัดกระดุมกะลามะพร้าวทุกเม็ดปิดจนถึงคอ ตวัดชายผ้าถุงขึ้นมาเหน็บเป็โจงกระเบนใช้เชือกรัดเอวแน่น ถึงแม้เธอจะแก่นทะโมนอย่างไรแต่ก็ไม่อาจสู้แรงผู้ชายได้ แล้วนี่เป็คนแปลกหน้าไม่รู้ว่ามาจากไหน มาทำอะไร ในบ้านไม่มีใครอยู่ เขาออกไปนาไปสวนกันหมด ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไร
ตาสมัครมองดูอากัปกิริยาของเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าก็หัวเราะเบาๆในลำคอ ยิ้มมุมปากด้วยความขบขัน นี่สภาพของเขาดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยรึ? เห็นทีคราวต่อไปก่อนออกจากป่าต้องล้างเนื้อล้างตัวสักหน่อย ยายดาวเรืองมองยิ้มมุมปากนั้นด้วยความกลัว เนื้อเต้นสั่นเทา ทำใจดีสู้เสือ จัดการย่างปลาแห้ง ทำน้ำพริกปลาย่าง กินกับไข่ต้ม และเก็บผักรอบรั้วเป็ผักแนม ยกใส่ถาดมาวางตรงหน้า พร้อมกับน้ำลอยมะลิหนึ่งขัน
ตาสมัครที่ไม่มีอะไรตกถึงท้อง ได้แต่ตะลอนอยู่ในป่านานนับสัปดาห์ เก็บกินแต่ผลไม้ ยอดไม้ พอประทังชีวิต เมื่อได้กินข้าวที่เรียกว่าอาหารจริงๆก็ถึงกับลืมคำพูดที่เอ่ยไปจนหมดสิ้น ไม่มีอะไรอร่อยเท่านี้อีกแล้ว ราวกับอาหารทิพย์ที่เทวดาส่งมาให้ ตาสมัครกินอย่างเอร็ดอร่อย ข้าวที่ยายดาวเรืองหุงไว้ให้คนในบ้านหม้อใหญ่เหลือเพียงนิดหน่อยเท่านั้น
“อาหารฝีมือแม่อร่อยจริง ราวกับอาหารทิพย์ ชาตินี้ฉันคงกินฝีมือใครไม่อร่อยเท่าฝีมือแม่อีกแล้ว” ตาสมัครพูดเสียงดังแสดงถึงความจริงใจ แต่ยายดาวเรืองกับขนลุกขนชันเมื่อได้ยินคำพูดนั้น คนอะไร! สำนวนยังกะลิเกที่เธอหนีพ่อไปดูเมื่อคืนก่อน ตาสมัครยังคงกินข้าวไป ชมไปไม่หยุด จนยายดาวเรืองนึกลำพองในฝีมือของตนขึ้นมา
ยายดาวเรืองนั่งมองดูตาสมัครกินข้าวห่างๆอย่างเกรงๆ เฝ้ารอให้กินข้าวเสร็จแล้วจากไปเสียที ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่เลี้ยงข้าวคนแปลกหน้าแบบนี้ แต่เมื่อตาสมัครกินเสร็จกลับไม่จากไปตามที่บอก กลับอยู่ต่อรอพ่อแม่พี่ๆของยายดาวเรืองกลับมาบ้านแล้วของานทำ ไม่รู้ไปคุยกันท่าไหน ตาสมัครได้กลายมาเป็แรงงานสำคัญของครอบครัว พ่อของยายดาวเรืองถูกใจในความขยัน พูดน้อย หลังจากอยู่ช่วยทำนามานานปี สบตาบ่อยๆเข้าตาสมัครก็เลยสู่ขอยายดาวเรือง พ่อและแม่ของยายดาวเรืองก็ยกให้ด้วยความเต็มใจ ด้วยความที่ยายดาวเรืองเป็เด็กสาวที่ทะโมน กระโดกกระเดกไม่ค่อยเหมือนเด็กสาวในหมู่บ้าน ทำให้ใครมาจีบได้ไม่นานก็เผ่นหนี ขณะที่กำลังกลุ้มใจกลัวไม่มีใครเอา พอตาสมัครเอ่ยปากเลยยกให้ทันที ยายดาวเรืองก็ไม่มีทีท่าขัดขืนแต่อย่างไร สร้างความแปลกใจให้พ่อแม่ยายดาวเรืองเป็อันมากว่าไปรักกันตอนไหน
หลังจากผูกข้อไม้ข้อมือเสร็จ ตาสมัครก็ชวนยายดาวเรืองย้ายออกมาหาที่ทางทำนา ทำไร่กันเอง ตาสมัครเป็นักคิดนักอ่าน มองการณ์ไกลเก่ง ทำให้ตาสมัครจับจองพื้นที่ที่ต่อมากลายเป็แหล่งเศรษฐกิจของจังหวัด แบ่งขายที่ก็ได้เงินมากโขพอที่จะสร้างบ้านหลังใหญ่ ส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนดีๆ เรียนสูง เรียนไกล เรียนอะไรก็ได้ตามที่้า
“การศึกษานี่แหล่ะที่จะทำให้คนเรามีโอกาสเท่ากัน” ตาสมัครพูดไว้แค่นั้น
นอกจากปลูกต้นไม้ที่ยายดาวเรืองชอบเป็งานอดิเรกแล้ว ตาสมัครยังชอบอ่านหนังสืออีกด้วย ทั้งปรัชญา วรรณกรรม การเมือง ศาสนา อาหาร ศิลปะ ประวัติศาสตร์ บ้านที่เต็มไปด้วยกองหนังสือราวกับห้องสมุดประจำอำเภอ ทำให้ยายดาวเรืองและลูกๆมักหยิบจับหนังสือที่ตนเองถนัดมาอ่านเป็ประจำ ทุกๆเดือนตาสมัครจะจับลูกสาวนั่งรถสปอร์ตซีดานจากอิตาลีไปร้านหนังสือใหญ่ในจังหวัดข้างๆ เพื่อไปเดินดูหนังสือใหม่ๆและรับหนังสือที่สั่งไว้ ตาสมัครเป็คนไม่ฟุ่มเฟือย
แต่สิ่งที่ที่ตาสมัครยอมจ่ายมีอยู่เพียงสามอย่างคือ รถ หนังสือ และการศึกษาของลูก
ดังนั้นเมื่อมะลิฉัตรที่ใครต่อใครบอกว่าพิมพ์แกะมาจากตาสมัครทุกกระเบียดนิ้วเดินมาบอกว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศหลังจากที่เธอเรียนจบสถาปัตย์ด้วยเกียรตินิยม ตาสมัครก็สนับสนุนเต็มที่ส่งเธอไปเรียนอย่างที่เธอ้า ส่วนกรรณิการ์นั้นหลังจากเรียนจบเธอก็ทำงานเป็พนักงานบัญชีในห้างสรรพสินค้า ไม่ใคร่สนใจเรียนต่ออยากทำงานมีเงินเดือนของตัวเองมากกว่า ส่วนคนเล็กก็สอบติดครูราชภัฏใกล้บ้าน ตาสมัครพอใจกับการศึกษาของลูกสาวสามคนอย่างถึงที่สุด ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้หมดห่วงในอนาคต
“ถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว แม่ขายที่นาทิ้งให้หมดเลยนะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเก็บค่าเช่าที่ เหลือไว้แต่ที่มรดกของลูกๆก็พอ เงินขายที่น่าจะเยอะพอให้อยู่สบายๆไม่เดือดร้อน” ตาสมัครพูดในเช้าวันหนึ่ง ขณะนั่งกินข้าวต้มหมูสับด้วยกัน การพูดขึ้นมาลอยๆทำให้ยายดาวเรืองใจหดเหลือเท่าไข่ต้มที่อยู่ในมือ มองจ้องตาสมัครนิ่ง บรรยากาศหยุดนิ่ง มีเพียงแผ่นเพลง หนึ่งน้องนางเดียว ของสุนทราภรณ์ ที่เป็สิ่งเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหว มันถูกแต่งตั้งให้ทำหน้าที่บอกรักยายดาวเรืองทุกๆเช้าแน่นอนว่ามันถูกแต่งตั้งโดยตาสมัคร
“มันไม่ใช่การสั่งเสีย มันแค่เป็การบอกแผนให้แม่รับรู้ไว้เฉยๆ”
“พูดเป็ลาง ไม่ดีเลย”
“ทำตามที่พ่อพูดแล้วกัน”
หลังจากนั้นไม่กี่เดือน บ่ายวันนั้นยายดาวเรืองเดินมาปลุกตาสมัครในเวลาผีตากผ้าอ้อม ซึ่งถือว่าผิดปกติสำหรับสามีผู้ขยันยิ่งของเธอ ตาสมัครในกางเกงม่อฮ่อมสีคราม เปลือยเสื้อท่อนบน นอนทอดกายยาวเหยียดบนเปลหวายตัวเก่งที่วางอยู่ชานเรือนในห้องหนังสือ มือทั้งสองจับหนังสือ คนนอก ของอัลแบร์ การ์มูส์ กางที่หน้าอก ดวงตาหลับสนิท แว่นตายังคงค้างอยู่ที่ใบหน้า สีหน้าเรียบนิ่งไร้การตอบสนองเสียงเรียก เมื่อเอามือไปััยายดาวเรืองก็ทรุดตัวลงไปกับพื้น ร้องะโเรียกชื่อตาสมัครเสียงดัง ดังพอที่ทำให้สมาชิกในซอยวิ่งมาที่บ้านยายดาวเรืองอย่างพร้อมเพียงกันด้วยอาการใ และเสียใจอย่างที่สุดเมื่อตาสมัครผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็ร่มโพธิ์ร่มไทรได้จากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
งานศพเป็ไปอย่างเรียบง่าย มีคนมาช่วยงานมากหน้าหลายตา จากที่ต้องเช่าเต้นท์เพียงสามหลัง ก็ขยายเพิ่มเป็ยี่สิบหลัง คนที่มางานส่วนใหญ่ล้วนเป็คนคุ้นเคยกันดี บ้างเป็คนที่เคยอยู่ในซอยแต่ขยับขยายย้ายออกไป บ้างเป็ชาวนาที่ตาสมัครเคยหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือ บ้างเป็ข้าราชการที่ตาสมัครให้ทุนการศึกษา บ้างเป็พ่อค้าที่ตาสมัครให้ยืมทุนไม่คิดดอกเบี้ย บ้างยายดาวเรืองก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าด้วยซ้ำแต่ก็มางานด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
“พี่สมัครเขาไปอย่างดีเลยนะพี่ ไปอย่างสวยงามเลย” อาปลัดพูดกับยายดาวเรืองในคืนสวดศพคืนแรกด้วยน้ำเสียงสะอื้นในที ยายดาวเรืองนิ่งเงียบไม่ตอบรับอะไร ตาจับจ้องไปที่รูปที่ตั้งอยู่ อย่างเงียบเชียบ ความคิดว่างเปล่า คิดแต่เื่อาหารที่จะทำในแต่ละมื้อเลี้ยงแขก
กว่างานศพจะเสร็จสิ้นพิธีตามศาสนา กว่าจะส่งญาติพี่น้องที่มาช่วยงานกลับบ้าน กว่าจะจัดการธุระให้เรียบร้อย กว่าจะมีเวลามานั่งว่างนึกถึงสามีสุดที่รักก็ล่วงเวลากว่าเดือน ยายดาวเรืองไม่ร้องไห้ฟูมฟายแต่น้ำตาไหลทุกครั้งที่เห็นอะไรเกี่ยวกับตาสมัคร ซึ่งในบ้านนั้นก็มีแต่ของตาสมัครเต็มไปหมด ความหวาบหวิวในใจเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อต้องยอมรับความจริงที่ว่าคู่ชีวิตไม่อยู่ดูแลเธออีกแล้ว
“การขาดที่ยึดเหนี่ยวมันเป็อย่างนี้เองสินะ” ยายดาวเรืองพูดขึ้นขณะรดน้ำต้นจำปา ดอกไม้โปรดของสามี ปกติแล้วการรดน้ำต้นไม้ในบ้านจะเป็หน้าที่ของตาสมัคร เมื่อตาสมัครไม่อยู่แล้วยายดาวเรืองจึงได้ทำหน้าที่นี้แทน สายตาค่อยๆมองลำต้นไล่ไปถึงยอดที่สูงเฉียด 5 เมตร ดอกสีขาวใหญ่ออกดอกกระจายเต็มต้น ส่งกลิ่นอบอวลราวกับปลอบใจ
ค่อยๆไล่รดไปทีละต้น ค่อยๆไล่พินิจที่ละกิ่งก้าน ค่อยๆสำรวจทีละใบ ยายดาวเรืองถึงได้รู้ว่าต้นไม้ที่ตาสมัครปลูกนั้นมีมากเพียงใด ความยากลำบากในการดูแลเพื่อให้ต้นไม้นั้นเติบโตมาอย่างสมบูรณ์นั้นหนักหนาเอาการ การดูแลเอาใจใส่เพื่อให้ออกผลผลิตดีที่สุดนั้นยากขนาดไหน เธอไม่เคยรู้ จวบจนต้องมาดูแลเอง
“ทำนาทำสวนน่ะเอาไว้เลี้ยงครอบครัว แต่ปลูกที่บ้านน่ะปลูกที่เธอชอบกิน” จริงอย่างที่ตาสมัครเคยบอก เมื่อยายดาวเรืองหันไปพิจารณาต้นไม้รอบบ้านอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าตาสมัครไม่ได้พูดเกินจริงเลย
เมื่อคิดมาได้ถึงตอนนี้ยายดาวเรืองก็ก้มลงไปกอดโคนต้นมะม่วงป่าต้นใหญ่ ร้องไห้ตัวโยนเสียงดัง ลำตัวนาบไปกับพื้นที่ชื้นแฉะ จนสมชายที่เดินผ่านหน้าบ้านจะไปซื้อส้มตำร้านปรางจิตใในเสียงร้องนั้น วิ่งเข้ามาประคองยายดาวเรืองที่ตัวเปียกชุ่มด้วยดินโคลนเข้าบ้าน ยายดาวเรืองร้องไห้นานจนนิ่ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตาแดงบวมช้ำเหม่อลอยไปที่รูปของตาสมัครที่ตั้งไว้บนตู้โชว์ รูปนั้นตาสมัครเปลือยท่อนบน ใส่แต่ผ้าโสร่ง ในอิริยาบถเอนกายกึ่งนอน มือคีบยาเส้นบนเตียงหวายตัวโปรด หันหน้ามายิ้มน้อยๆมุมปาก สายตาที่มองมาราวกับบอกว่า พ่อมีความสุขดี ยายดาวเรืองมองรูปนั้น น้ำตาไหลราวกับไม่มีวันเหือดแห้ง
สมชายเดินเลียบออกมารดน้ำที่ค้างอยู่ให้เสร็จ น้ำตาที่กั้นไว้ไหลราวกับทำนบกั้นพัง เขาเองก็พยายามไม่แสดงท่าทีเศร้าโศกต่อหน้ายายดาวเรืองมากนัก กลัวจะไปสะกิดให้ยายดาวเรืองเสียใจ แต่ตอนที่เห็นยายดาวเรืองผู้ที่เขารักประหนึ่งเป็แม่แท้ๆร้องไห้ใจจะขาด ผสานกับความเสียใจที่สูญเสียตาสมัครไป อารมณ์ที่กดทับถูกปลดปล่อยออกราวกับมีพายุไปพัดพาความรู้สึกในใจออกมาจนสิ้น เขาร้องไห้ไปพร้อมกับโยกน้ำไปจนพื้นที่แถบนั้นเจ่อนองน้ำท่วม เขายืนมองดูต้นไม้ที่ตาสมัครปลูกโดยรอบอย่างตั้งใจและตัดสินใจที่เข้ามาดูแลต่อนับแต่นั้น
ตกเย็นหลังจากที่มณจำปากลับมาจากมหาลัย บ้านที่เงียบเหงากลับมีคนมาอยู่เต็มไปหมด มีป้าวรรณานั่งข้างแม่เธอ ใช้มือลูบหลังอย่างแ่เบา อาปลัดนั่งกินเหล้านอกบนโต๊ะกินข้าวอย่างเงียบๆ พอใจนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่ที่พื้น สมชายรีบดึงแขนเธอออกมาพร้อมเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เธอฟัง มณจำปากล่าวขอบคุณสมชายที่ตาบวมเปล่ง พร้อมทั้งบอกให้เขากลับบ้านไปเตรียมตัวไปเข้างาน เธอเดินขึ้นห้องมาเปลี่ยนเสื้อผ้าและแอบร้องไห้อย่างเงียบเชียบสักพัก ก่อนเดินลงมาทำท่าทีสดใส และให้คนอื่นกลับบ้านไป
ลูกสาว 2 คนในบ้านผลัดกันมานอนเป็เพื่อนยายดาวเรืองทุกคืน มะลิฉัตรหอบงานกลับมาทำที่บ้าน ออกไปพบลูกค้าเท่าที่จำเป็ซึ่งหัวหน้าเธอก็เข้าใจสถานการณ์ดี ไม่มีลูกคนไหนบอกให้ยายดาวเรืองทำใจ เพราะเข้าใจดีว่าความรักที่พ่อแม่มีต่อกันนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ลูกสาวทั้งสองทำได้เพียงแค่รักษาบรรยากาศให้ดำเนินไปอย่างปกติ อย่างน้อยก็ปกติเท่าที่จะเป็ไปได้
วันหนึ่งเสียงเอะอะของมณจำปาดังโวยวายขึ้นหลังกลับมาถึงบ้านดึกดื่นจากการทำรายงาน เมื่อเธอกำลังจะเข้ามานอนกับแม่ แต่แม่ไม่อยู่ในห้อง มณจำปาร้องเรียกหาแม่ลั่นบ้าน ไม่มีเสียงตอบ เธอวิ่งขึ้นลงบ้านไม้สองชั้น เปิดประตูเรียกขานหาทุกห้องที่มีก็ปราศจากเสียงตอบรับ วิ่งไปหาในสวนก็ไม่มีแม้แต่เงา ใจของเธอหายราวกับถูกใครขโมยไป เธอกลัวแม่ไม่มีสติและทิ้งเธอไปอีกคน
ขณะที่กำลังคลุ้มครั่งขาดสติ มะลิฉัตรกลับมาถึงบ้านพอดี สองพี่น้องวิ่งตามหาในบ้านอีกรอบ ราวกับเล่นแข่งกันเปิดปิดประตู ประตูเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียงเรียกร้องซ้ำๆกันในทุกๆห้อง ไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับสักครั้ง บ้านหลังแค่นั้นจะมีที่ซ่อนได้ที่ไหนอีก
เมื่อพากันเข้ามานั่งสงบจิตใจในห้องยายดาวเรือง มณจำปานั่งสะอื้นไห้ ล้มตัวใส่หมอนที่ยายดาวเรืองหนุนนอนประจำ มะลิฉัตรนั่งทบทวน วิเคราะห์ในสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น ฉับพลันสายตาของมะลิฉัตรหันไปเจอตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้สักขนาดใหญ่ที่เป็ตู้เสื้อผ้าของตาสมัคร ใหญ่ขนาดที่เธอตอนเด็กๆเคยเข้าไปนอนเล่นเวลา้าที่ที่เงียบสงบ ไม่อยากพบเจอใคร เธอเดินช้าๆไปที่ประตูตู้เสื้อผ้า เปิดเบาๆ เบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้
ภายในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าของตาสมัครผู้เป็พ่อจัดอย่างเป็ระเบียบเหมือนอย่างตอนที่ตาสมัครมีชีวิตอยู่ เธอพบผู้เป็แม่ใส่ชุดเดียวกับในตอนเช้า แม่นั่งกอดเข่า ซุกหน้าอยู่กับผ้าขาวม้าผืนโปรดของพ่อ ดวงตาแดงกล่ำ น้ำตาไหล เหม่อลอย นั่งเงียบ นิ่ง เหมือนไม่มีลมหายใจ
“แม่จ๋า ได้โปรดอย่าเป็แบบนี้” มะลิฉัตร ทรุดตัว เข่าอ่อน สะอื้นไห้ นั่งลงลูบแขนผู้เป็แม่เบาๆเพื่อเรียกสติ มณจำปาวิ่งมาทรุดตัวลงราบไปกับพื้น ใช้มือทั้งสองถูเท้าเล็ก หยาบกร้านจากการทำงานหนักทั้งสองข้างของยายดาวเรืองเบาๆ ร้องไห้เสียงดัง
“ลูกเสียพ่อไปแล้ว ลูกเสียแม่อีกไม่ได้” มณจำปาส่งเสียงดัง กุมเท้ายายดาวเรืองไว้ บีบแน่น เขย่าหวังให้แม่คืนสติโดยเร็ว
“แม่จ๋า แม่ยังมีลูก มีหลาน แม่อย่าทิ้งพวกเราเลยนะจ๊ะ” มะลิฉัตรกอดยายดาวเรือง ใช้มือลูบแขนแม่อันลีบผอมเบาๆช้าๆ ั้แ่พ่อไม่อยู่ แม่ก็ตัวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด เธอสะท้อนใจอยู่ลึกๆ
“ลูกก็้าแม่เหมือนกันนะจ๊ะ แม่จ๋า แม่ของลูก กลับมาอยู่กับลูกนะจ๊ะ” มณจำปากล่าวเสียงเบา ใจหวิว เอาหน้าผากซุกลงแผ่นเท้าของแม่อย่างอ้อนวอน ยายดาวเรืองหันหน้ามามองลูกสาวทั้งสองด้วยแววตาที่เรียบนิ่ง ดวงตาแดงช้ำ น้ำตาไหลเบาๆที่หางตา
“แม่ขอโทษ”
“แต่แม่รักพ่อของลูกมากเหลือเกิน” เสียงของยายดาวเรืองเบาหวิว ราวจะขาดใจ มือถูผ้าขาวม้าเบาๆอย่างอาวรณ์ คิดถึงเ้าของเหลือเกิน
มณจำปาโผตัวซุกอกยายดาวเรือง ร้องไห้ มะลิฉัตรซุกหน้าลงบนไหล่ผู้เป็แม่ มือยังคงถูแขนอันเล็กลีบเรื่อยๆ
“เราก็รักพ่อมากเหมือนกัน” มะลิฉัตรเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ยายดาวเรืองหันหน้าเอียงหัวมาพิงหน้าผากของลูกสาวคนกลาง มือลูบหัวลูกสาวคนเล็กอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกต้องมาทุกข์เพราะตัวเองขนาดนี้
สามแม่ลูกร้องไห้ในตู้เสื้อผ้าใบนั้นนานนับหลายชั่วโมง ราวกับปลดปล่อยความเศร้าที่ฝังตัวอยู่ในทุกอณุรูขุมขนออกไปให้หมด
เช้าวันหนึ่งหลังจากคืนนั้นไม่นาน ยายดาวเรืองจัดการเก็บข้าวของตาสมัครที่ไม่ได้ใช้ไปบริจาค โดยมีคนในซอยมาช่วยเก็บจนเต็มบ้าน การเก็บจึงเสร็จอย่างรวดเร็ว
“คนเราจะตายจากกันจริงๆก็ต่อเมื่อความทรงจำเกี่ยวกับเขาไม่เหลือแล้ว แต่เชื่อแม่เถอะ พ่อจะอยู่กับแม่ตลอดไป” ยายดาวเรืองกล่าวเมื่อตอนพับเสื้อตัวโปรดของตาสมัครลงใส่ลังก่อนมัดด้วยเชือกฟาง
“ให้พ่อไปสร้างประโยชน์กับคนอื่นดีกว่า แบบนี้พ่อน่าจะชอบ” ยายดาวเรืองพูดขึ้นเมื่อยกกล่องเสื้อผ้าตาสมัครลังสุดท้ายขึ้นรถ โดยมีสมชายอาสาขับรถไปส่งที่ศูนย์บริจาคกับอาปลัด
ในบ้านไม่มีอะไรของตาสมัครเหลืออยู่ ตู้เสื้อผ้าใบนั้น เปลหวาย และหนังสือคนนอก ของอัลแบร์ การ์มูส์ ถูกยกไปให้ใครที่้า เหลือแต่เพียงหนังสือที่เธอและลูกโหวตร่วมกันเก็บไว้ เท่านั้น
ทุกๆเช้าเครื่องเล่นแผ่นเสียงยังทำงานร่วมกับแผ่นเพลง หนึ่งน้องนางเดียว อย่างขยันขันแข็ง