เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 157 ดินแดนแห่งเปลวเพลิง

              นอกเมืองเฟิงเลี่ย

              เงาของผู้คนจำนวนมากรวมกลุ่มเป็นหนึ่งเดียวธงผืนใหญ่โบกสะบัดไปตามแรงลมซึ่งนั่นก็คือขบวนกองทัพของกองกำลังผู้พิทัพษ์ราตรีนั่นเอง!

              แม้ว่าโดยรอบจะมีหน่วยทหารรับจ้างจำนวนมากแต่เมื่อได้เห็นธงของกองกำลังผู้พิทัพษ์ราตรีก็ล้วนแต่พากันถอยไปจนหมด

              ยามนี้ข่าวใหญ่ที่สุดของเมืองเฟิงเลี่ยก็คงจะไม่พ้นเรื่องการที่กองกำลังผู้พิทัพษ์ราตรีสามารถสยบกลุ่มจิ้งจอกโลหะได้! คาดการณ์ได้เลยว่านับจากนี้ไปพวกเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด และต้องกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในทะเลทรายถามู่แห่งนี้เป็นแน่

              กำลังพลของกองกำลังผู้พิทัพษ์ราตรีล้วนแต่ยืนอยู่กับที่แล้วมองไปยังเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ซึ่งสีหน้าของกำลังพลเหล่านั้นต่างก็บ่งบอกถึงประหลาดใจได้เป็นอย่างดี

              เวลานี้เมิ่งฝานได้สวมชุดเกราะขนาดใหญ่เอาไว้บนร่างซึ่งมันก็ทำให้เขาเป็นดั่งคนยักษ์ก็ไม่ปาน ไม่ต้องมองก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความหนักของมัน

              โดยผู้คนทั้งหลายต่างก็กลืนน้ำลายลงคอด้วยความตกตะลึงและยอมศิโรราบต่อเมิ่งฝานเพราะนึกไม่ถึงว่าแม้จะสวมชุดเกราะอันหนักอึ้งเช่นนี้เอาไว้บนร่าง แต่เมิ่งฝานก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

              หลินถังยืนอยู่กับที่ เขาประสานมือเคารพแล้วเอ่ยเสียงเข้ม“พี่ใหญ่รักษาตัวด้วย!”

              เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กพร้อมกับพยักหน้ารับจากนั้นจึงแบกเกราะขนาดยักษ์ออกเดินทางการก้าวเดินของเขาได้ทิ้งรอยเท้าเอาไว้พร้อมกับฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายทำให้เห็นถึงศักยภาพอันไม่ธรรมดาของผู้สวมใส่

              บำเพ็ญตนอย่างเคี่ยวเข็ญ เป็นสิ่งที่เมิ่งฝานไม่เคยละทิ้งยังคงบำเพ็ญตนอยู่เช่นนี้มาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีกว่า

              นัยน์ตาของกำลังพลกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีมองแผ่นหลังของเมิ่งฝานที่ค่อยๆจากไปแฝงไปด้วยความฮึกเหิมและรู้ดีว่าศักยภาพของเขานั้นหาใช่สิ่งที่ได้มาโดยบังเอิญไม่มีเพียงการเคี่ยวเข็ญบำเพ็ญตนจึงจะสามารถไล่ตามอีกฝ่ายได้ทัน

              หลินถังกำหมัดแน่น จากนั้นก็เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น“แล้วพบกันใหม่ขอรับพี่ใหญ่หวังว่าครั้งหน้าหากได้พบกันอีกครั้ง...ข้าจะมีคุณสมบัติมากพอจนสามารถติดตามท่านได้!”

              .......

              เมิ่งฝานเดินทางออกมาจากอาณาเขตของเมืองเฟิงเลี่ยฝ่าเท้าของเขาเหยียบย่ำไปบนพื้นภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุที่ทำให้เหงื่อไหลลงมาอย่างไม่ขาดสายโดยรอบเขาเป็นเพียงทะเลทรายอันไร้ขอบเขต

              แม้ว่าเมิ่งฝานจะมีศักยภาพอันน่าสะพรึงแต่หากอยากจะแยกแยะทิศทางท่ามกลางทะเลทรายเช่นนี้ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องยากแต่โชคดีที่ยามนี้เขาได้รับการรายงานจากทั้งของหลินถังและคนอื่นๆ

              โดยการรายงานดังกล่าวนั้นจะเชื่อมกันเป็นทางกระทั่งไปจนถึงดินแดนอันน่าสะพรึงของทะเลทรายแห่งนี้...ดินแดนแห่งเปลวเพลิง!

              ณ สถานที่แห่งนั้นคือดินแดนที่มีความร้อนสูงดั่งภูเขาไฟแม้แต่ขบวนสินค้าก็ยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไป เป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตหรือต้นไม้ใบหญ้าอย่างแท้จริง

              ทว่ามันอาจเป็นสถานที่ที่เทพวานรโลกันตร์ชื่นชอบที่สุดเพราะสามารถดูดกลืนพลังธาตุไฟเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองได้

              หยาดเหงื่อไหลลงมาจากหน้าผากของเมิ่งฝานหยดแล้วหยดเล่าแต่เขาก็ยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ลังเล

              หากเขาเดินตามแผนที่ที่ได้รับมาย่อมไม่หลงทางเป็นแน่ทว่ายิ่งเดินหน้าไปเท่าใดก็ยิ่งพบเห็นผู้คนได้น้อยเท่านั้นเมื่อมาถึงช่วงสุดท้ายรอบกายเขาก็มีเพียงทะเลทรายเท่านั้น

              สถานที่แห่งนี้...มันช่างโหดเหี้ยมเสียจริง!

              เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนแต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่คิดที่จะละทิ้งความพยายาม  เขาก้าวเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายราวหนึ่งวันแม้ยามพลบค่ำย่างกรายเข้ามาก็ยังคงสัมผัสได้ว่าผืนทรายยังคงมีความร้อนแรงดังเดิม

              ณดินแดนแห่งเปลวเพลิงนี้แทบไม่มีการแบ่งช่วงกลางวันหรือกลางคืนแม้จะเป็นยามวิกาลก็ยังคงร้อนระอุดังเดิมเสมือนว่าทรายบนพื้นยังคงถูกแผดเผาดังเดิมก็ไม่ปาน

              เมิ่งฝานก้าวเดินไปอีกหลายก้าวก่อนจะหาเนินทรายเพื่อนั่งพักหลังจากที่เร่งรัดเดินทางมาหนึ่งวันเขาก็ต้องการเวลาในการพักผ่อนสักเล็กน้อยมิฉะนั้นต่อให้ได้เจอกับเทพวานรโลกันตร์จริงๆ เขาก็คงไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะไปสู้กับมัน

              เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิแล้วกอบกุมไข่อสูรทมิฬขึ้นมาแม้ว่ารั่วสุ่ยอีจะหลับใหลแต่พลังภายในของมันก็ยังคงสามารถฟื้นฟูพลังให้แก่เมิ่งฝานได้ดังเดิมซึ่งแม้ว่าพลังปราณจะยังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกายแต่ในขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็รู้สึกโดดเดี่ยวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขามีรั่วสุ่ยอีคอยพูดคุยแต่ในวันนี้เขา...กลับกลายเป็นผู้ที่โดดเดี่ยวเดียวดาย

              ทว่าในขณะที่เมิ่งฝานกำลังกลืนกินพลังแห่งฟ้าดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายนั้นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เพราะสัมผัสได้ว่าในระยะหนึ่งร้อยเมตรรอบกายตนเองนั้นมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างปรากฏขึ้นมา!

              ยามนี้เมิ่งฝานสามารถสัมผัสได้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายเป็นระยะกว่าหนึ่งพันเมตรเมื่อสัมผัสได้ดังนั้นข้อมูลของอีกฝ่ายก็ปรากฏขึ้นมาในหัว เขานึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เดินทางอยู่บนดินแดนแห่งเปลวเพลิงที่มากไปกว่านั้นคือ...พวกเขามีศักยภาพที่ไม่เลว!

              รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลง เขาสกัดกลิ่นอายแห่งของตนเองทุกอย่างไม่ให้แผ่ซ่านออกไปในทันใดกลิ่นอายพลังลมปราณที่แผ่ซ่านมาจากที่ไกลๆ นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง หากพวกนั้นพบว่าเขาอยู่ที่นี่ด้วยคงจะเป็นปัญหาไม่น้อย

              แม้จะสกัดกลิ่นอายพลังเอาไว้แต่เมิ่งฝานก็ไม่ได้หลบเลี่ยงไปที่ใดเขามาที่นี่เพื่อตามหาเทพวานรโลกันตร์ และเขาก็รู้ดีว่าผู้ที่ย่างกรายเข้ามา ณ สถานที่แห่งนี้ล้วนแต่เป็นคู่แข่งของตนเองทั้งสิ้น

              เมิ่งฝานเคลื่อนขยับเขาถอดชุดเกราะของตนเองออกแล้วย่างกรายเข้าไปใกล้ต้นตอของกลิ่นอายพลังนั้นท่ามกลางความมืดประหนึ่งวิญญาณร้ายก็ไม่ปาน

              หลังจากที่มาอยู่ในระยะหนึ่งร้อยเมตรเมิ่งฝานก็หยุดชะงักอย่างฉับพลัน หนึ่งในนั้นมีพลังที่แข็งแกร่งจนเขาไม่กล้าเข้าไปใกล้แต่เมื่อมองเข้าไปเขาก็สามารถมองเห็นผู้มาใหม่ได้อย่างชัดเจน

              พวกเขาเหล่านั้นมีจำนวนแปดคน ผู้ที่มีกลิ่นอายพลังแข็งแกร่งที่สุดเป็นชายชราสวมชุดสีเทาร่างกายผอมแห้งแต่ภายในกลับถาโถมไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งจนทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่างแม้เขาจะยังไม่ได้กระทำการใด

              เห็นได้ชัดว่าศักยภาพของชายชราผู้นั้นสูงที่สุดคล้ายว่าจะอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนจึงสามารถทำให้เมิ่งฝานรู้สึกยำเกรงเช่นนี้ได้อีกเพียงก้าวเดียวเขาผู้นั้นก็จะทะลวงขั้นตรีปราณระดับต้นขึ้นไปยังขั้นปัญจปราณระดับสูงแล้ว!

              เบื้องหน้าของเขานั้นเป็นผู้คนในวัยหนุ่มอีกเจ็ดคนที่มีศักยภาพแตกต่างกันออกไปแต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังเป็นถึงจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณ ซึ่งบุรุษสองคนในจำนวนนั้นก็เป็นถึงจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณระดับห้าและหกพลังลมปราณถาโถมและแข็งแกร่งจนน่าประหลาดใจ

              ขณะเดียวกันบุรุษผู้หนึ่งก็ย่นคิ้วแล้วเอ่ยว่า“ผู้อาวุโสไป๋ เมื่อใดพวกเราจะตามหาผลเพลิงวิญญาณในสถานที่รกร้างจนนกไม่ถ่ายอุจจาระเช่นนี้เจอเล่า?”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของชายชราก็วาวโรจน์เขามองออกไปที่ไกลๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “นายน้อยไม่ต้องห่วงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่าผลเพลิงวิญญาณอยู่ไม่ไกลแล้วเมื่อใดที่ตามหามันเจอย่อมต้องช่วยให้ศักยภาพของนายน้อยพัฒนาขึ้นได้เป็นแน่!”

              บุรุษชุดขาวพยักหน้ารับการอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ร้อนระอุเช่นนี้ผู้คนทั้งหลายต่างก็รู้สึกทุกข์ทรมานอย่างมากโดยทั่วกันเห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีเลิศฉะนั้นเมื่อต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็คล้ายดั่งต้องการมีปีกงอกขึ้นมาแล้วบินหนีไป

              ไม่ไกลนัก

              เมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่ เวลานี้นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์แล้วพึมพำออกมาเสียงเบา“ผลเพลิงวิญญาณ? เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดบอกข้าเรื่องนี้?”

              ของสิ่งนี้เป็นถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าเป็นสิ่งที่รวบรวมพลังแห่งฟ้าดินเอาไว้ในตัวแต่ก็ไม่ได้เลิศล้ำดั่งเช่นเทพวานรโลกันตร์ทว่าหากได้กลืนกินมันเข้าไปย่อมต้องเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญไม่น้อยเป็นแน่

              มันเป็นสิ่งที่หาได้อย่างยากยิ่งหรือว่าอีกฝ่ายจะได้รับรายงานที่ตนเองยังไม่รู้?

              เมิ่งฝานมองไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้าแล้วลูบปลายจมูกสายตาของเขามองไปยังหน้าอกของผู้คนเหล่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะทำตัวลึกลับเป็นย่างยิ่งแต่ซวินจางที่หน้าอกก็ได้บ่งบอกตัวตนของพวกเขาแล้ว โดยที่ซวินจางนั้นได้สลักคำว่า ‘มู่’ เอาไว้!

              ตระกูลมู่แห่งอาณาจักรต้าก้าน!

              เมิ่งฝานสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ จากที่หลินถังเคยบอกกับเขาก็พบว่ายามนี้ในอาณาจักรต้าก้านมีตระกูลผู้ทรงอิทธิพลอยู่สี่แห่งนั่นคือตระกูลเมิ่ง ตระกูลเจีย ตระกูลหลิง และตระกูลมู่!

              หากรวมกับราชวงศ์ก็เป็นห้าแห่งถือเป็นฐานันดรสูงสุดของประชากรทั้งหลาย ควบคุมแหล่งทรัพยากรแทบทั้งอาณาจักรเรียกได้ว่าหากสี่ตระกูลใหญ่ร่วมมือกันแม้แต่ราชวงศ์ก็ยังต้องสั่นสะท้าน

              และตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือตระกูลของเมิ่งฝานตระกูลเมิ่ง!

              ที่เหลือนั้นต่อให้อีกสามตระกูลไม่อาจเทียบกับตระกูลเมิ่งได้แต่นับว่าไม่ควรมองข้าม เมิ่งฝานนึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะได้มาพบกับคนของตระกูลมู่ที่นี่               

              ดูเหมือนว่าคงจะต้องเร่งรัดจัดการให้เรื่องนี้จบสิ้นโดยเร็วแล้ว!

              หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ในใจเมิ่งฝานก็ล่าถอยไปอย่างไร้ร่องรอยเพียงชายชราในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนก็ทำให้เมิ่งฝานยากที่จะรับมือแล้วนับประสาใดกับการที่มีจอมยุทธ์อีกจำนวนไม่น้อยที่มากับเขาผู้นั้นหากประมือกันจริงเขาคงจะมีโชคร้ายมากกว่าโชคดี

              สถานการณ์เช่นนี้เลี่ยงเอาไว้ก่อนจะเป็นการดีเพราะถึงอย่างไรเป้าหมายในการเดินทางของเมิ่งฝานในครั้งนี้ก็คือการตามหาของล้ำค่า

              เมิ่งฝานทะยานไปยังใจกลางของทะเลทรายด้วยความรวดเร็วแม้ว่าแผนที่ที่เขาได้รับมาจากหลินถังนั้นจะไม่อาจรู้ถึงที่อยู่ของเทพวานรโลกันตร์ได้อย่างแม่นยำแต่เขาก็สามารถคาดเดาที่ตั้งโดยคร่าวๆ ได้

              สถานที่แห่งนี้แม้ว่าเทพวานรโลกันตร์มักจะเดินทางอยู่ท่ามกลางดินแดนที่มีพลังความร้อนค่อนข้างสูงแต่เหมือนว่ามันมักจะอารักขาบางอย่างอยู่ในสถานที่ที่นกยังไม่ถ่ายอุจจาระนี้

              เมิ่งฝานเดินทางไปด้วยความเร็วเพราะรู้ดีว่าหากไม่ทำเวลาแล้วถูกผู้อื่นแย่งไปเขาคงจะทำได้เพียงร้องไห้จนไม่รู้ว่าต้องร้องเช่นไรเป็นแน่!

              เขาข้ามผ่านเนินทรายสูงใหญ่ด้วยการก้าวเพียงไม่กี่ครั้งและเดินทางอยู่เช่นนั้นราวครึ่งชั่วยามโดยรอบเขายังคงมีเพียงความสงบและเนินทรายอันเวิ้งว้างเท่านั้น แต่แล้วอยู่ๆ นัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์เพราะมองเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่บนผืนทราย ซึ่งกลิ่นอายไร้ซึ่งรูปร่างที่เหลืออยู่ก็บ่งบอกว่ามันคือเทพวานรโลกันตร์!

              แม้ว่าเขาไม่อาจตามหาเทพวานรโลกันตร์ได้โดยตรงทว่าใบหน้านั้นกลับมีรอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นมา

              เมื่อฝ่ามือขยับก็หยิบขวดหยกขนาดเล็กออกมาเมิ่งฝานเทสิ่งที่อยู่ภายในจำนวนไม่น้อย ลงไปบนรอยเท้า มันก็คือวารีดึงวิญญาณที่มู่อวี่อินเคยมอบให้กับเขานั่นเอง!

              แม้มันจะอยู่ในระดับราชาสัตว์อสูรและมีความคิดของตนเองแต่ถึงกระนั้นก็นับว่ามีอยู่อย่างจำกัดวารีดึงวิญญาณนี้จึงยังคงส่งผลต่อเทพวานรโลกันตร์ไม่น้อยแต่เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดผิดพลาดเมิ่งฝานจึงใช้มันในจำนวนที่มากกว่าเดิมหลายหยด

              จากนั้นเขาก็มุดเข้าไปอยู่ในเนินทรายใช้เม็ดทรายสีเหลืองปกคลุมไว้บนร่างแล้วกลั้นหายใจเฝ้ารออย่างเงียบงัน

              เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปเรื่อยๆทว่ามันกลับตกอยู่ในความวังเวงที่ทำให้เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้ม

              หรือกลยุทธ์ดักรอกระต่ายของข้าจะไม่เป็นผล?

              แต่แล้วในเวลาต่อมาที่พื้นพลันมีเสียงคล้ายดั่งแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่งบอกว่ามีสัตว์อสูรตัวใหญ่กำลังใกล้เข้ามา มันมีสีแดงและรูปร่างคล้ายดั่งวานรนัยน์ตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความชั่วร้าย

              มันขยับเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงรอยเท้าของตนเองเทพวานรโลกันตร์ตวาดออกมาเสียงต่ำก่อนอุ้งมือใหญ่จะวาดออกไปเพื่อกอบโกยวารีดึงวิญญาณขึ้นมาอย่างโลภมาก

              สำหรับผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในเนินทรายอย่างเมิ่งฝานก็มองด้วยรูม่านตาที่หดเล็กลงเขาจับจ้องสัตว์อสูรตัวยักษ์ที่อยู่ไม่ไกลอย่างไม่ละสายตาใบหน้าเล็กนั้นแฝงไปด้วยความดีใจ เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือเทพวานรโลกันตร์ทว่า....มันคือเทพวานรโลกันตร์ประหลาด! 

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน